“ดีเอ็นเอ” คนทั้งโลก “ลูกผสม” “เชื้อชาติไทยแท้” ไม่มีจริง

19.05.22 | 13:03 น.

ดีเอ็นเอ” คนทั้งโลก “ลูกผสม”


เชื้อชาติไทยแท้” ไม่มีจริง

รายงานโดย ผู้สื่อข่าวโซเมีย

โละทิ้งประวัติศาสตร์ไทยฉบับ “คลั่งเชื้อชาติไทย” ของ “ทางการ” ที่อ้างว่ามีกลุ่มชนเชื้อชาติไทยแท้สายเลือดบริสุทธิ์อยู่ในไทยและดินแดนภาคพื้นทวีป

Advertisement

ทั้งนี้เพราะจากการศึกษาจีโนมโดยเฉพาะของดีเอ็นเอโบราณพบว่าเชื้อชาติไม่มีและสายเลือดบริสุทธิ์ไม่เคยมีจริง ส่วนคนปัจจุบันทั้งโลกเป็นลูกผสมของบรรพชนในอดีต ซึ่งบรรพชนในอดีตก็เป็นลูกผสมมาก่อนเช่นเดียวกัน

การแบ่งมนุษย์ออกเป็นเชื้อชาติจึงไม่มีคุณค่าทางสังคม และเป็นตัวบ่อนทำลายความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน” เดวิด ไรค์ ตอกย้ำความเลวร้ายของการแบ่งแยกมนุษย์เป็นเชื้อชาติทั้งๆ ไม่มีอยู่จริงแต่ยึดถือกันมานาน กระทั่งเพิ่งพิสูจน์ว่าผิดไปแล้วเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง

เดวิด ไรค์ นักพันธุศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านจีโนมของโลก โต้แย้งหักล้างความเชื่อทั้งหมดของลัทธิชาตินิยมอยู่ในหนังสือสะท้านโลกชื่อ Who We Are and How We Got Here ดีเอ็นเอปฏิวัติ แปลเป็นภาษาไทย โดย ก้อง พาหุรักษ์ (อายุ 40 ปริญญาตรีเกียรตินิยมจากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และปริญญาโทจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ) พิมพ์จำหน่ายโดยสำนักพิมพ์มติชน ขายเล่มละ 380 บาท

นาซี “ลูกผสม”

เดวิด ไรค์ เปิดโปงอีกว่าพวกนาซีเคยโฆษณาชวนเชื่อว่าพวกตนสืบสายเลือดบริสุทธิ์จากชาวอารยันที่พูดภาษาฮินโดยูโรเปียน และตั้งรกรากอยู่ในเยอรมนีมาช้านานแล้ว จึงกีดกันชาติพันธุ์อื่นที่ไม่เป็นอารยัน โดยเฉพาะพวกยิวถูกกำจัดจนเกิดโศกนาฏกรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ซึ่งเป็นที่รู้และสะเทือนใจทั่วโลก

แต่แล้วองค์ความรู้เกี่ยวกับจีโนมทำให้การศึกษาประวัติศาสตร์โบราณคดีพบว่าแท้จริงแล้วพวกนาซีมีบรรพชนอยู่นอกเยอรมนี และที่สำคัญคือเป็นกลุ่มชนอพยพจากทุ่งหญ้าสเตปป์ในรัสเซียเข้าไปอยู่เยอรมนีสมัยหลัง ซึ่งตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับข้อความโฆษณาชวนเชื่อของพวกนาซี

อินเดีย “ร้อยเผ่าพันพวก”

ยังมีคตินิยมฮินดูทวาที่บอกว่าวัฒนธรรมอินเดียไม่เคยได้รับอิทธิพลสำคัญจากผู้อพยพจากนอกเอเชียใต้ ก็ถูกล้มล้างด้วยข้อเท็จจริงที่ว่าสายเลือดประมาณครึ่งหนึ่งของคนอินเดียในปัจจุบัน ได้รับมาจากการอพยพครั้งใหญ่หลายระลอกจากอิหร่านและทุ่งหญ้าสเตปป์ในยูเรเซียภายใน 5,000 ปีที่ผ่านมา” เดวิด ไรค์ อธิบายโดยสรุป ดังนี้

(1.) 65,000 ปีมาแล้ว มนุษย์แอฟริกากลุ่มหนึ่งโยกย้ายไปอยู่อินเดีย แล้วกลายเป็นคนพื้นเมืองดั้งเดิมของอินเดีย

(2.) 9,000 ปีมาแล้ว ผู้คนจากอิหร่านบริเวณซากรอส (ทางตะวันตกเฉียงใต้) รู้จักเลี้ยงแพะครั้งแรกในโลก โยกย้ายไปอยู่อินเดียพร้อมเทคโนโลยีการปศุสัตว์

(3.) 4,000 ปีมาแล้ว ชาวอารยันจากทุ่งหญ้าสเตปป์ในยูเรเซีย (บริเวณตุรกี) พร้อมภาษาในตระกูลอินโดยูโรเปียน (ต้นตอภาษาสันสกฤต) และพระเวท โยกย้ายเข้าไปตั้งรกรากในอินเดีย

(4.) 2,500 ปีมาแล้ว กลุ่มเตลุคุ (พูดภาษามอญ ในตระกูลออสโตรเอเชียติก) โยกย้ายจากสุวรรณภูมิอุษาคเนย์เข้าไปตั้งรกรากในอินเดีย

ประชากรเกือบทุกกลุ่มในปัจจุบันของอินเดียเป็นผลพวงจากการผสมครั้งแล้วครั้งเล่าที่เกิดขึ้นมาหลายพันหลายหมื่นปีก่อน การผสมข้ามกลุ่มเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ และไม่มีใครที่เป็นหรือสามารถอ้างได้ว่าเป็นสายเลือดบริสุทธิ์” เดวิด ไรค์ สรุปย้ำไว้ในหนังสือดีเอ็นเอปฏิวัติ

โละทิ้งประวัติศาสตร์ไทย

กรณีประวัติศาสตร์ไทยของ “ทางการ” ที่โฆษณาชวนเชื่อว่ามีกลุ่มชนเชื้อชาติไทยแท้สายเลือดบริสุทธิ์ถูกรุกรานต้องถอยร่นจากตอนใต้ของจีนไปสร้างกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของไทย ศรีศักร วัลลิโภดม บอกไว้นานกว่า 50 ปีมาแล้วว่าล้วนเป็นเรื่องล้าสมัย ส่วนเชื้อชาติเป็นเรื่องเหลวไหล แต่มีผลให้เกิดความขัดแย้งกีดกันและฆ่าฟันในสังคมมนุษย์ สำหรับดินแดนไทยและเพื่อนบ้านเป็นบริเวณที่มีชนหลายภาษาหลายเผ่าพันธุ์ผสมปนเปมาช้านานแล้ว (มีในหนังสือข้อขัดแย้งเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย ของ ศรีศักร วัลลิโภดม สำนักพิมพ์เมืองโบราณ พิมพ์ครั้งแรก พ.. 2524 หน้า 5-14)

ดังนั้นเมื่อจีโนมโดยเฉพาะในดีเอ็นเอโบราณยืนยันว่าคนทั้งโลกล้วนเป็นลูกผสมก็เท่ากับยืนยันว่าคนไทยเป็นลูกผสมหลากหลายชาติพันธุ์หรือที่ภาษาชาวบ้านว่า “ร้อยพ่อพันแม่” คนไทยไม่ใช่เชื้อชาติไทยแท้สายเลือดบริสุทธิ์ และสุโขทัยก็ไม่ใช่ราชธานีแห่งแรกของไทย

ดีเอ็นเอจากโครงกระดูกมนุษย์โบราณไม่สามารถบอกเรื่องเชื้อชาติ แต่บอกได้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม ซึ่งต้องมีตัวอย่างจำนวนหนึ่งในการเปรียบเทียบ” สุรพล นาถะพินธุ อดีตคณบดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร (ผู้เชี่ยวชาญวิชาก่อนประวัติศาสตร์ของไทยและอุษาคเนย์) บอกกับมติชน แล้วชี้แจงอีกว่า “สมมติว่าเจอโครงกระดูก 10 โครงที่แหล่ง ก.บนที่สูง แล้วตรวจดีเอ็นเอ อาจสามารถบอกว่าโครงกระดูก 10 โครงนี้มีความสัมพันธ์กันไหม และเกิดมีการขุดค้นในแหล่ง ข.ใกล้ชายฝั่งทะเล เจอโครงกระดูกแล้วไปตรวจดีเอ็นเอ ปรากฏว่าโครงกระดูกจากแหล่ง ข. มีความสัมพันธ์กับแหล่ง ก. นั่นหมายถึงอาจจะมีการเคลื่อนย้ายไปมา” (มติชนออนไลน์ วันเสาร์ที่ 2 เมษายน 2565)


DNA ย่อมาจาก deoxyribonucleic acid หมายถึงกรดนิวคลีอิกที่สร้างขึ้นจากดีออกซีไรโบส (deoxyribose) ซึ่งเป็นน้ำตาลชนิดหนึ่งที่ใช้ในการอ่านพันธุกรรมได้ DNA จึงมีชื่ออย่างเป็นทางการในภาษาไทยว่า “สารพันธุกรรรม”

ส่วนกรดนิวคลีอิก (nucleic acid) คือ สารชีวโมเลกุลชนิดหนึ่งในร่างกาย มีหน้าที่สร้าง “สารพันธุกรรม” เพื่อจดบันทึกลักษณะทางพันธุกรรม หรือสิ่งที่ช่วยระบุลักษณะของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ซึ่งจะพบอยู่ในนิวเคลียสของเซลล์ทุกๆ เซลล์ของร่างกายสิ่งมีชีวิต

กรดนิวคลีอิก แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

DNA ทำหน้าที่บันทึกและถ่ายทอดพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต และ RNA (ribonucleic acid) ทำหน้าที่ถอดรหัสพันธุกรรมจาก DNA เพื่อนำไปสร้างโปรตีน และส่วนประกอบของเซลล์


 โครงสร้างเกลียวคู่ของดีเอ็นเอ [ภาพและคำอธิบายจาก https://th.wikipedia.org/wiki/ดีเอ็นเอ] 

ตึก “มหานคร” รูป Pixel ที่เรียงตัวเหมือนเชือกคาด ซึ่งพันเป็นเกลียวรอบตัวตึก ดูคล้าย DNA ตั้งอยู่ถนนนราธิวาสฯ (BTS ช่องนนทรี) กรุงเทพฯ [ออกแบบ โดย Ole Scheeren (โอเลอ เซเริน) สถาปนิกชาวเยอรมัน]


ดีเอ็นเอ คือ สารพันธุกรรมที่ส่วนประกอบของสิ่งมีชีวิตทำหน้าที่เก็บข้อมูลทางพันธุกรรม

มีลักษณะเป็นเกลียวคู่ คล้ายบันไดเวียนอยู่ในไมโครโซม และ ไมโทรคอน เดรียของสิ่งมีชีวิต

นอกจากนี้ดีเอ็นเอจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ในคน พืช และสัตว์ แล้ว ยังทำหน้าที่เก็บรักษาและถ่ายทอดรหัสพันธุกรรม ซึ่งมีความสำคัญต่อการกำหนดลักษณะต่างๆ ของสิ่งมีชีวิต ทำให้เราสามารถสืบทอดลักษณะประจำพันธุ์ และดำรงเผ่าพันธุ์จากรุ่นหนึ่งไปอีกรุ่นหนึ่ง

[สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)]


Who We Are

and How We Got Here

David Reich

ดีเอ็นเอปฏิวัติ หมายถึง จากการศึกษาจีโนมของดีเอ็นเอโบราณ พบว่าเชื้อชาติไม่มีจริง และ “สายเลือดบริสุทธิ์” ก็ไม่มีจริง และคนทั้งโลกรวมทั้งคนไทยในปัจจุบันเป็นลูกผสมของบรรพชนที่ผสมกันมาก่อนแล้ว

Who We Are and How We Got Here ดีเอ็นเอปฏิวัติ

ผู้เขียน: David Reich (เดวิด ไรช์)

ผู้แปล: ก้อง พาหุรักษ์ บรรณาธิการพิเศษ: ดร. วุทธิพันธุ์ ปรัชญพฤทธิ์ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก มีนาคม 2565

ราคา 380 บาท

ปรับปรุงใหม่จากบทนำ หนังสือดีเอ็นเอปฏิวัติ แปลโดย ก้อง พาหุรักษ์ แบ่งได้ 3 ภาค ดังนี้

ภาคที่ 1

ประวัติศาสตร์เชิงลึกของเผ่าพันธุ์” จะอธิบายว่าจีโนมของมนุษย์ไม่เพียงให้ข้อมูลที่ตัวอ่อนต้องใช้ในการเติบโตเท่านั้น แต่ยังเป็นคลังประวัติศาสตร์ของเผ่าพันธุ์มนุษย์อีกด้วย

บทที่ 1จีโนมอธิบายตัวเราได้อย่างไร” เสนอว่าการปฏิวัติจีโนมบอกว่าเราเป็นใครในฐานะมนุษย์ ไม่ใช่ด้วยการเปิดเผยคุณลักษณะทางชีววิทยาที่แตกต่างจากสัตว์ชนิดอื่น แต่โดยการเปิดเผยประวัติการอพยพย้ายถิ่นและการผสมระหว่างกลุ่มประชากรที่ทให้เรากลายเป็นเรา

บทที่ 2การเผชิญหน้ากับนีแอนเดอร์ธัล” พูดถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดีเอ็นเอโบราณที่ช่วยเผยข้อมูลของมนุษย์นีแอนเดอร์ธัลญาติสมองใหญ่ของเรา และเรื่องที่พวกเขาผสมข้ามพันธุ์กับบรรพบุรุษของมนุษย์สมัยใหม่ทั้งหมดที่อาศัยอยู่นอกแอฟริกา ในบทนี้ยังอธิบายด้วยว่าเราสามารถใช้ข้อมูลพันธุกรรมพิสูจน์เรื่องการผสมระหว่างกลุ่มประชากรในยุคโบราณได้อย่างไร และ

บทที่ 3ดีเอ็นเอโบราณเปิดทางสู่ความรู้” พูดถึงข้อมูลเกี่ยวกับอดีตที่ดีเอ็นเอโบราณเปิดเผยได้อย่างที่ไม่มีใครคาดฝัน เริ่มจากการค้นพบมนุษย์เดนิโซวันหรือมนุษย์โบราณที่ไม่มีใครรู้จักมาก่อน (ไม่เว้นแม้แต่นักโบราณคดี) ซึ่งเคยผสมกับบรรพบุรุษของชาวนิวกินีในปัจจุบัน การวิเคราะห์จีโนมมนุษย์เดนิโซวันนไปสู่การค้นพบประชากรดึกดบรรพ์และลูกผสมโบราณอื่นๆ พร้อมพิสูจน์ว่าการผสมระหว่างกลุ่มประชากรเป็นธรรมชาติที่สคัญของเผ่าพันธุ์มนุษย์

ภาคที่ 2

เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร” อธิบายว่าการปฏิวัติจีโนมและดีเอ็นเอโบราณ ปรับเปลี่ยนความเข้าใจของเราเกี่ยวกับสายบรรพบุรุษของมนุษย์สมัยใหม่ได้อย่างไร โดยนผู้อ่านออกเดินทางไปทั่วโลกเพื่อทความเข้าใจการผสมระหว่างกลุ่มประชากรอันเป็นหัวข้อสำคัญของหนังสือเล่มนี้

บทที่ 4ผีบรรพบุรุษ” เสนอแนวคิดว่าเราสามารถประกอบสร้างกลุ่มประชากรที่ไม่เหลือรูปแบบก่อนการผสมให้เห็นอีกแล้ว โดยใช้ชิ้นส่วนพันธุกรรมของพวกเขาที่หลงเหลืออยู่ในคนยุคปัจจุบัน

บทที่ 5เนิดยุโรปยุคใหม่” อธิบายว่าชาวยุโรปในปัจจุบันสืบเชื้อสายมาจากประชากร 3 กลุ่มที่แตกต่างกันอย่างมาก โดยทั้ง 3 กลุ่มรวมตัวกันในช่วง 9,000 ปีที่ผ่านมาด้วยรูปแบบที่นักโบราณคดีไม่มีทางคาดการณ์ได้หากปราศจากข้อมูลจากดีเอ็นเอโบราณ

บทที่ 6การปะทะที่ทให้เกิดอินเดีย” อธิบายการก่อตัวของประชากรเอเชียใต้ซึ่งเกิดขึ้นคู่ขนานกับชาวยุโรป โดยทั้ง 2 ภูมิภาคเผชิญกับการอพยพครั้งใหญ่ของชาวนาจากตะวันออกใกล้เมื่อ 9,000 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเข้ามาผสมกับพวกหาของป่าล่าสัตว์ที่เข้ามาตั้งรกรากอยู่ก่อน จากนั้นก็มีการอพยพครั้งใหญ่ระลอก 2 จากทุ่งหญ้าสเตปป์ในยูเรเซียหลังจาก 5,000 ปีก่อน โดยครั้งนี้ได้นสายเลือดใหม่เข้ามาในพื้นที่ และเป็นไปได้ว่านภาษาตระกูลอินโดยูโรเปียนมาด้วยเช่นกัน

บทที่ 7ตามรอยบรรพบุรุษคนพื้นเมืองอเมริกัน” พาไปชมผลการวิเคราะห์ดีเอ็นเอทั้งจากคนปัจจุบันและคนยุคโบราณ ที่ช่วยยืนยันว่าประชากรพื้นเมืองอเมริกันก่อนการมาถึงของชาวยุโรปสืบสายเลือดมาทางผู้อพยพจากเอเชียหลายระลอก

บทที่ 8ต้นกเนิดชาวเอเชียตะวันออก” อธิบายว่าสายเลือดเอเชียตะวันออกส่วนใหญ่สืบเชื้อสายมาจากการขยายตัวครั้งใหญ่ของประชากรจากศูนย์กลางเกษตรกรรมของจีน

บทที่ 9การกู้คืนประวัติศาสตร์ให้แอฟริกา” นเสนอว่าการศึกษาดีเอ็นเอโบราณปัดเป่าม่านหมอกที่บดบังประวัติศาสตร์ของทวีปแอฟริกาหลังถูกกลบเพราะการขยายตัวของชาวนาในช่วงไม่กี่พันปีที่ผ่านมาซึ่งเข้ามาแทนที่หรือผสมกับคนท้องถิ่น

ภาคที่ 3

จีโนมจอมรื้อทลาย” เน้นผลกระทบทางสังคมจากการปฏิวัติจีโนม และเสนอแนะว่าเราควรวางตัวเช่นไรกับตแหน่งแห่งที่บนโลก ในฐานะที่เกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับคนกว่า 7 พันล้านคนที่อาศัยอยู่บนโลกใบเดียวกัน และกับคนจนวนมาก ยิ่งกว่านั้นจากทั้งอดีตและอนาคต

บทที่ 10ความลเอียงทางจีโนม” ดีเอ็นเอโบราณเผยประวัติศาสตร์ความไม่เท่าเทียมกันของอนาจทางสังคมระหว่างกลุ่มประชากร ระหว่างเพศ และระหว่างสมาชิกในกลุ่มประชากรเดียวกันเอง โดยอิงจากข้อมูลที่ว่าความไม่เท่าเทียมนี้เป็นตัวกหนดอัตราความสเร็จในการสืบเผ่าพันธุ์

บทที่ 11จีโนม อัตลักษณ์ และเผ่าพันธุ์” เสนอว่าแนวคิดโบราณที่เกิดขึ้นเมื่อศตวรรษที่ผ่านมา ซึ่งบอกว่าประชากรมนุษย์มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันจนแทบไม่มีความแตกต่างทางชีววิทยาที่มีนัยสคัญล้าหลังไปแล้ว พร้อมกันนั้นก็ชี้ว่าแนวคิดเหยียดเชื้อชาติที่เสนอตัวเป็นทางเลือกมาเนิ่นนาน ยิ่งขัดแย้งกับข้อมูลทางพันธุกรรม ในบทนี้เราจึงนเสนอมุมมองใหม่สหรับทความเข้าใจความแตกต่างระหว่างประชากรมนุษย์ ซึ่งเกิดขึ้นได้ก็จากการปฏิวัติจีโนมนั่นเอง

บทที่ 12อนาคตของดีเอ็นเอโบราณ” เราจะพูดถึงก้าวต่อไปของการปฏิวัติทางจีโนม ซึ่งด้วยความช่วยเหลือของดีเอ็นเอโบราณ การปฏิวัติจีโนมได้กลายมาเป็นเครื่องมือสคัญในการตรวจสอบประชากรในอดีต ไม่แพ้เครื่องมือมาตรฐานของโบราณคดีและภาษาศาสตร์เชิงประวัติ

นี่คือข้อพิสูจน์ว่าความฝันของคาวัลลี่สโฟซาร์กลายเป็นจริงแล้ว ดีเอ็นเอโบราณและการปฏิวัติจีโนมสามารถตอบคถามเรื่องในอดีตที่ยังไม่เคยมีคตอบได้ อาทิ คถามที่ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง คนโบราณเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างไร และการอพยพส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงที่ปรากฏเป็นหลักฐานทางโบราณคดีได้อย่างไร

ดีเอ็นเอโบราณจะช่วยปลดเปลื้องนักโบราณคดีจากเรื่องเหล่านี้ เพราะพอเรามีคตอบในเรื่องดังกล่าวแล้ว นักโบราณคดีก็สามารถเดินหน้าศึกษาเรื่องที่พวกเขาสนใจจริงๆ นั่นคือทไมการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในอดีตจึงเกิดขึ้น


เดวิด ไรช์ (1974) เป็นนักพันธุศาสตร์ชาวอเมริกันเชื้อสายยิวผู้เชี่ยวชาญด้าน จีโนม เขาเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาพันธุศาสตร์ที่โรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ด งานวิจัยที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักคือการศึกษาพันธุกรรมในหมู่ประชากร รวมถึงการอพยพย้ายถิ่นฐาน การผสมข้ามพันธุ์ในกลุ่มประชากร และการวิเคราะห์จีโนมมนุษย์ Who We Are and How We Got Here คือหนังสือเล่มแรกของ เดวิด ไรช์ เขาต้องแบ่งเวลาจากงานวิจัยเพื่อมาเขียนหนังสือเล่มนี้ โดยมีเป้าหมายให้ผู้อ่านได้สนุกไปกับองค์ความรู้ด้านพันธุศาสตร์ และให้หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่รวบรวมไอเดียและทฤษฎีทางพันธุศาสตร์ที่สำคัญไว้ในเล่มเดียว ไรช์ได้รับรางวัล 1 ใน 10 บุคคลผู้มีคุณูปการต่อวงการวิทยาศาสตร์จาก Nature ในปี 2015 ต่อมาเขาได้รับรางวัล Dan David Prize ในปี 2017 รางวัล NAS Award หมวดชีวโมเลกุล ในปี 2019 และรางวัล Massry Prize ในปี 2021