ส่องวิสัยทัศน์ 4 เบอร์ผ่านเวที ‘คุณถามมา ผู้สมัครผู้ว่าฯตอบ’

18.05.22 | 14:52 น.

เปิดวิสัยทัศน์ จุดยืน และแนวทางการเตรียมความพร้อมเพื่อจะเข้ามาเป็นผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ในตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ที่จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 22 พฤษภาคมนี้

ผ่านเวทีเสวนา “คุณถามมา… ผู้สมัครผู้ว่า (กทม.) ตอบ” จัดโดย “มติชนทีวี” เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา เชิญ 4 ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ที่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดจากโพลมติชน ทีวี ได้แก่ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. พรรคก้าวไกล (ก.ก.) หมายเลข 1 นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) หมายเลข 4 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. อิสระ หมายเลข 8 และ น.ต.ศิธา ทิวารี ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) หมายเลข 11 มาร่วม

พร้อมกับจัดเต็ม 20 คำถามสุดเฉียบ จาก 20 คนกรุงเทพฯ อาทิ นายธงทอง จันทรางศุ อาจารย์พิเศษคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นายประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์, ท๊อป-จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ บิทคับ, ธันย์-ณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์ ผู้ส่งเสริมศักยภาพผู้พิการ, มายด์-ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล นักกิจกรรมทางสังคมรุ่นใหม่, อ๋อม-สกาวใจ พูนสวัสดิ์ นักแสดง ฯลฯ

 

โชว์วิสัยทัศน์แก้ปัญหาโครงสร้างกทม.

Advertisement

คำถามชุดแรกเกี่ยวกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่ผู้สมัครผู้ว่าฯทั้ง 4 คน จะต้องตอบคำถาม โดย “ชัชชาติ” ตอบคำถามพร้อมอธิบายว่า กรุงเทพมหานครมีเงื่อนไขจำกัดเป็นจำนวนมากในเรื่องงบประมาณ หัวใจการทำงานกรุงเทพมหานครให้มีประสิทธิภาพได้ ต้องร่วมกับคนอื่น หน่วยงานอื่น จึงต้องเริ่มจากความเข้าใจ
ก่อนว่ามีปัญหาอย่างไร ปัญหาส่วนใหญ่เป็นเส้นเลือดฝอย ทางเดินทางน้ำ สุขอนามัย ดังนั้น ต้องเข้าใจกฎระเบียบด้วยว่ามีอย่างไร และต้องมีครีเอทีฟในการแก้ปัญหา การขนส่ง ควันดำ ไซต์งานก่อสร้าง ข้าราชการ ลูกจ้างของกรุงเทพมหานครมี 80,000 คน ดูว่าจะต้องเป็นผู้นำมีความยุติธรรมโปร่งใส ระบบแต่งตั้งต้อง
ยุติธรรม ไม่ใช่ใช้เงินซื้อตำแหน่ง การร่วมมือกับหน่วยงานอื่น เช่น จราจรในท้องที่ใกล้เคียงกรุงเทพมหานคร ต้องมีหน่วย ซิงเกิลคอมมานด์เซ็นเตอร์ เป็นเจ้าภาพจริงจังในการดูแลช่วยกัน ร่วมงานตำรวจ ขนส่ง รถไฟฟ้า ขสมก. ภาคประชาสังคม ภาคราชการ ก็ต้องให้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาเพื่อความครบถ้วนสมบูรณ์ในทรัพยากรที่มี

ขณะที่ “วิโรจน์” ตอบคำถามที่ว่า ช่วง 3 เดือนแรก หรือ 100 วันแรกของการเป็นผู้ว่าฯกทม.ว่า ถ้าได้เป็นผู้ว่าฯกทม.จะทำ 1.การรับมือกับน้ำท่วม โดยนำงบกลางที่อยู่ในมือผู้ว่าฯกทม.คนก่อนไปบำรุงรักษาสถานีสูบน้ำ และเครื่องสูบน้ำแบบเคลื่อนที่ เพื่อนำไปใช้รับมือจุดวิกฤตที่น้ำท่วมขังเป็นประจำสิ่งสำคัญที่สุด 2.เปิดเมืองให้ได้ เพื่อให้ผู้ประกอบการและประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยออกมาตรการที่ทำให้ประชาชนมั่นใจ เช่น การฉีดวัคซีนและการสำรองยาที่จำเป็น ต้องไม่ดำเนินการซ้ำรอยโครงการไทยร่วมใจ และต้องไม่ให้เกิดการเล่นการเมืองระหว่างกรุงเทพมหานคร และกระทรวงสาธารณสุข นอกจากนี้ยังต้องเติมสวัสดิการให้กับผู้สูงอายุ 1,000 บาท ซึ่งจะถูกนำไปหมุนเวียนให้เกิดการค้าขายในชุมชน และ 3.เปิดร่างสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าบีทีเอสเพื่อเลิกความลึกลับดำมืดเสียที

ส่วน “น.ต.ศิธา” ได้ตอบคำถามชุดแรกในปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ถามว่าจะจัดการมรดกทางวัฒนธรรมหรืออดีตของกรุงเทพฯที่มีอยู่ให้สามารถเป็นประโยชน์ในปัจจุบันและอนาคตได้อย่างไร ว่าต้องยอมรับว่าจุดขายของกรุงเทพฯล้วนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมทั้งสิ้น เคยได้ยินว่าเป็นสยามเมืองยิ้ม เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ย่านเก่าของกรุงเทพฯมีต่างชาติอยากมาเที่ยว แต่ผู้ว่าฯกทม.และผู้บริหาร กทม.ไม่เคยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เลย ทุกวันนี้ในย่านเก่าที่มีความเจริญในอดีต แต่เมื่อสถานการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนไป กทม.ได้ปรับเปลี่ยนและโยกย้ายไปทำลายชุมชน ทำลายวิถีชีวิตของชาวบ้านหลายที่ เช่น ชุมชนป้อมมหากาฬ ที่ กทม.ได้ไปรื้อชุมชนและนำไปทำสวนข้างป้อมมหากาฬ ทำให้จุดเด่นของ กทม.ถูกทำลายไป ในหลายๆ เรื่องที่เป็นวัฒนธรรมและสืบทอดกันมาจนกระทั่ง กทม.ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่น่ามาเที่ยว แต่ไม่น่าอยู่ วัฒนธรรมองค์กรของ กทม.ของระบบราชการไทย ทำให้ กทม.ไม่น่าอยู่ วัฒนธรรมที่เกิดขึ้นมาคือวัฒนธรรมองค์กร คือระบบรัฐราชการเต็มรูปแบบ และทำงานในระบอบอุปถัมภ์ คือการทำงานเพื่อเอาใจนาย ไม่เคยมีการแก้ไขตรงนี้เลย จึงใช้คำพูดที่ว่าจะทำในสิ่งที่ผู้ว่าฯกทม.ไม่เคยทำ

สำหรับ “สุชัชวีร์” เขาชี้แจงว่า ให้นโยบายมาตั้งแต่ต้นแล้วว่าต้องการที่จะทำกรุงเทพฯให้เป็นเมืองที่ทันสมัย เป็นเมืองต้นแบบ สวัสดิการ ประชาชนทุกคนต้องเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม มิฉะนั้นสวัสดิการให้ฟรีก็เปล่าประโยชน์ สำคัญที่สุดเลย 1.สิ่งที่จะได้เห็นคนกรุงเทพฯเมื่อได้เป็นผู้ว่าฯกทม.คือ การเข้าถึงและการใช้อินเตอร์เน็ตฟรี ต้องบอกว่าโลกเข้าสู่ระบบออนไลน์แล้ว แต่คนกรุงเทพฯที่เป็นเมืองหลวงบางคนยังไม่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ต จะไปสู้กับใครได้ 2.สวัสดิการที่สำคัญที่สุด ภายใน 4 ปี จะได้เห็นโรงเรียนที่ดีที่สุดที่ใกล้บ้าน ตั้งใจจะใช้โรงเรียนในส่วนของ กทม.หนึ่งโรงเรียนต่อหนึ่งเขต เป็นโรงเรียนที่มีการศึกษาที่ไร้รอยต่อ ถ้าสามารถดูแลได้แบบนี้จะทำให้ผู้ปกครองลดภาระการใช้จ่ายเรื่องค่าเล่าเรียน 3.เรื่องสวัสดิการ
ถ้าเจ็บไข้ได้ป่วย ตามโรงพยาบาลรัฐเกือบทุกโรงพยาบาล ประชาชนไปรอกันเต็มกันหมด จะทำให้เมืองหลวงเป็นเมืองที่รักษาได้ครบจบในตัว ตั้งใจจะเพิ่มบุคลากรทางการแพทย์ อาทิ หมอ พยาบาล และอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้เพียงพอ จะทำให้มีบริการสาธารณสุขที่อยู่ใกล้บ้านท่าน ต้องเป็นอะไรที่เป็นที่พึ่งได้ จะใช้เทคโนโลยีมาใช้ให้เข้าถึงประชาชนในทุกบ้านในทุกพื้นที่ “กรุงเทพฯต้องเป็นเมืองต้นแบบ เป็นเมืองสวัสดิการที่ทันสมัย”

จุดยืนแก้ปัญหาชุมนุม-รัฐประหาร

แต่ที่เป็นไฮไลต์ที่ผู้ชมได้รู้ถึงจุดยืนทางการเมืองของผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ทั้ง 4 คน นั่นคือ คำถามจากพิธีกรที่ถามว่า ถ้าได้เป็นผู้ว่าฯกรุงเทพมหานครแล้วมีเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง แล้วรัฐบาลใช้กำลัง ฉีดน้ำ แก๊สน้ำตา โล่กระบอง เข้าสลายการชุมนุม หรือถ้าชุมนุมมากจนมีการรัฐประหาร ผู้ว่าฯกรุงเทพมหานครมีจุดยืนอย่างไรกับเรื่องนี้

โดยชัชชาติตอบคำถามพร้อมกับแสดงจุดยืนว่า หน้าที่ของผู้ว่ากรุงเทพมหานครต้องดูแลคนกรุงเทพฯทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะคิดเห็นอย่างไร เห็นต่างจากรัฐบาลอย่างไร พ.ร.บ.ชุมนุมในที่สาธารณะจะต้องอำนวยความสะดวก เก็บขยะ ห้องน้ำ น้ำดื่ม แพทย์ฉุกเฉิน กล้องซีซีทีวี ความปลอดภัย ต้องดูแลให้เต็มที่ กทม.จะต้องเตรียมพื้นที่ชุมนุมสาธารณะตามมาตรา 9 ของ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ เพื่ออำนวยความสะดวก เวลาชุมนุมก็มาชุมนุมได้เลย ไม่ต้องไปขออนุญาตตำรวจ ถ้ามีเหตุการณ์รัฐประหาร แพทย์ของกรุงเทพมหานครจะต้องเตรียมพร้อมทั้งหมด รถพยาบาลฉุกเฉินจะต้องเต็มที่ ดูแลประชาชน ไม่ใช่ดูแลคนล้อมปราบประชาชน 22 พฤษภาคม ครบรอบปฏิวัติพอดี ไม่สนับสนุนการรัฐประหาร แต่ยืนข้างประชาชน ไม่สนับสนุนการปฏิวัติเพราะผิดขั้นตอนประชาธิปไตย จะยืนข้างประชาชนไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

ส่วน “สุชัชวีร์” ตอบคำถามเดียวกันว่า คิดเสมอว่าพี่น้องประชาชนคือครอบครัวของตน เพราะฉะนั้นสิทธิขั้นพื้นฐานของการแสดงออกต้องดูแลประชาชน ดูแลเรื่องความปลอดภัย นี่คือเรื่องของชีวิตและทรัพย์สิน สำคัญที่สุดการันตีเลยว่า กล้องวงจรปิดที่จะใช้คือ Wi-Fi ฟรี ทำให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ตลอด ไม่เหมือนในปัจจุบัน ทำอะไรก็ไม่มีใครรู้ หากท่านทำความรุนแรงกับประชาชน จะไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ว่าฯกทม.ที่ชื่อสุชัชวีร์แน่นอน เพราะว่าต้องใช้หลายเรื่อง ต้องใช้ทรัพยากรของ กทม.ในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน หากใช้ความรุนแรงกับประชาชนจะไม่ได้รับความร่วมมือจาก กทม.อย่างแน่นอน เพราะประเทศนี้เป็นประเทศประชาธิปไตย

ขณะที่ “วิโรจน์” ชี้แจงผ่านจุดยืนที่หนักแน่นว่า พ.ร.บ.รักษาความสะอาด ถูกนำไปใช้อย่างไม่เป็นธรรม แม้เป็นการติดกระดาษแสดงความคิดเห็นก็ถูกนำกฎหมายนี้มาใช้แล้ว ส่วนผู้ที่นำตู้คอนเทนเนอร์มาขัดขวางประชาชน และเอาลวดหนามหีบเพลงมาขวางการเดินเท้าของประชาชน ผู้ว่าฯกทม.ต้องนำกฎหมายฉบับนี้มาบังคับใช้กับคนพวกนี้ด้วย และที่ผ่านมาก็ไม่มีการเก็บลวดหนามหีบเพลง เมื่อมีประชาชนพลเมืองดีไปเก็บให้ กลับถูกกล่าวหาดำเนินคดีว่าลักทรัพย์ของทางราชการ ถ้าเป็นอย่างนั้นจะให้เทศกิจไปเก็บแล้วนำไปคืนกองทัพ ไม่ใช่นำมาวางเกะกะแบบนี้ ทำให้คนเดินเท้าต้องเดือดร้อน ยังสงสัยอีกว่า เมื่อเกิดการชุมนุมแล้วสั่งบีทีเอสให้ต้องหยุดเดินรถ ทั้งที่เป็นหนี้อยู่ 3.7 หมื่นล้านบาท ยังไม่สาสมอีกหรือ

“นอกจากนี้ หากบีทีเอสหยุดเดินรถจะเป็นอันตราย หรือเป็นการหมายจะให้ใครใส่ชุดลายพรางไปส่องยิงประชาชนแบบที่เคยทำมาหรือไม่ หากผมได้เป็นผู้ว่าฯกทม.จะไม่ยอมให้ใครใช้กระสุนจริงเป็นแสนนัด และปักป้ายว่าเขตกระสุนจริง และยิงสังหารประชาชนใจกลางเมืองหลวงอีกแล้ว เรื่องที่สำคัญคือการใช้สถานที่ต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจอาวุธ และแจ้งความประสงค์มาเลยว่าจะทำอะไร หากมีการรัฐประหารเกิดขึ้น ผู้ว่าฯกทม.ก็จะกลายเป็นประชาชน การลุกขึ้นสู้ของประชาชนจะต้องมีผู้ว่าฯกทม.ที่ชื่อวิโรจน์เคียงข้าง และยืนเคียงข้างเพื่อปกป้องประชาชนอย่างแน่นอน” วิโรจน์ให้คำมั่น

ปิดท้ายที่ “ศิธา” ตอบคำถามพร้อมกับอธิบายว่า อำนาจหน้าที่ของผู้ว่าฯกทม.คือ ต้องบริหารจัดการให้คนอยู่อย่างมีความสงบสุข มีการบังคับใช้กฎหมาย แต่ต้องคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน ในฐานะที่ผู้ว่าฯกทม.เป็นพ่อเมืองหลวงจะเป็นบ้านไหนก็แล้วแต่ เมื่อมีคนเดือดร้อน เขาหนีร้อนมาพึ่งเย็น ขั้นแรกต้องลงไปดูแลก่อนตามสิทธิมนุษยชน การบังคับใช้กฎหมายหากคิดแต่ว่าต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด แบบนี้บ้านเมืองอยู่ไม่ได้เพราะไม่ดูภาพรวม ฉะนั้น ต้องบาลานซ์การบังคับใช้กฎหมายและรักษาสิทธิมนุษยชน
ที่ผ่านมาผู้ว่าฯกทม.ใช้วิธีไปแกล้งเขาโดยไม่ให้ห้องน้ำบ้าง ใช้กฎหมายรักษาความสะอาดไปจัดการบ้างแบบนี้ ต้องไปดูแลถ้อยทีถ้อยอาศัยว่าปัญหาที่เกิดขึ้น เดี๋ยวจะเป็นตัวกลางติดต่อกับหน่วยงานที่เป็นเจ้าปัญหาให้มาคุยกัน และอาจจะบอกว่าการชุมนุมไม่ได้มีแค่คุณที่เดือดร้อน อาจจะมีคนอื่นเดือดร้อนด้วย อาจจะขยับกันนิดหนึ่ง แต่หากไปจัดที่ให้ชุมนุมมันทำไม่ได้ เพราะสถานที่การชุมนุมมันทรงพลังกับการต่อรองกับรัฐบาลที่ไม่ยอมฟัง หรือหน่วยงานราชการต่างๆ ต้องถ้อยทีถ้อยอาศัยและเป็นตัวกลางในการไปคุย เรื่องสิทธิมนุษยชนและห้องน้ำต้องไปช่วย

ขั้นแรกสิทธิมนุษยชนในเรื่องการชุมนุมต้องทำได้โดยไม่ทำให้เกิดความเดือดร้อน

ทีมข่าวการเมือง