อาศรมมิวสิก : จากเพลงพื้นบ้าน นวัตกรรมสู่เพลงคลาสสิก

5.06.22 | 12:31 น.

เมื่อได้นำวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตรา (Thai Symphony Orchestra) ไปแสดงในพื้นที่ต่างจังหวัดหลายๆ เมือง (พ.ศ.2564-2565) ทำให้มีโอกาสได้พบกับศิลปินพื้นบ้าน ได้สัมผัสกับหัวใจและจิตวิญญาณของศิลปินในท้องถิ่น ศิลปินผู้ที่รักและชื่นชอบเสียงดนตรีพื้นบ้าน แม้สภาพสังคมและเศรษฐกิจได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ทำให้นักดนตรีพื้นบ้านส่วนใหญ่ตกงาน ไม่มีรายได้จากการเล่นดนตรี ต้องละทิ้งอาชีพดนตรีไปทำงานอย่างอื่นเพื่อหารายได้เลี้ยงชีพ เมื่อมีเวลาก็หันมาเล่นดนตรี เล่นดนตรีด้วยความรักและความผูกพัน เล่นกันสนุกแล้วก็ทอดทิ้งไป ทำให้คุณภาพชีวิตของนักดนตรีพื้นบ้านต่ำลง มีรายได้ต่ำลง ฝีมือเล่นดนตรีก็ต่ำลงด้วย ที่สำคัญก็คือ ดนตรีพื้นบ้าน “ไม่มีความจำเป็นและไม่มีความต้องการ” ในชีวิตประจำวันอีกต่อไป

วงสะล้อซอซึงและวงซอพื้นบ้านภาคเหนือในพื้นที่จังหวัดแพร่ ลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ น่าน เชียงราย แม่ฮ่องสอน พะเยา ยังมีความแข็งแรงในด้านฝีมือ และยังมีความแข็งแรงในวัฒนธรรมประเพณีของท้องถิ่น วงสะล้อซอซึงและวงซอพื้นบ้านยังพอทำมาหากินได้ ช่างซอ (นักร้อง) ยังสามารถด้นเพลงได้อย่างคล่องแคล่ว ฉับไวและเฉียบคม ในเชิงปฏิภาณกวียังสามารถว่าบทมุดโต (แตก) แม้จะน้อยลงแต่ก็ยังหาดูในงานต่างๆ ได้

สำหรับวงสะล้อซอซึงและวงซอพื้นบ้านในสถาบันการศึกษา ถูกจับเข้าไปอยู่ในจารีตเสียหมด ต้องท่องบทท่องเนื้อ มุดโตไม่ออกและด้นไม่ได้ อีกไม่นานช่างซอซึ่งเป็นศิลปินท้องถิ่นเมืองเหนือก็จะหมดอาชีพ หันไปทำมาหากินอย่างอื่น ไปประกอบอาชีพอื่นเพื่อหาเงิน ง่ายกว่า เร็วกว่า และมีชีวิตที่สะดวกสบายกว่า

การจัดประลองวงสะล้อซอซึงและวงซอพื้นบ้านภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 9-11 มิถุนายน 2565 นำโดยนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปาง ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดลำปาง สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา มหาวิทยาลัยสวนดุสิตลำปาง จัดขึ้นที่ไร่ผดุงธรรม บ้านค่าหลวง เมืองลำปาง เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะจุดพลังให้แก่ศิลปิน ผู้ชม และคนรักเสียงของสะล้อซอซึงให้มีโอกาสได้ยินของดี ได้ประลองกันอย่างจริงจัง โดยมีถ้วยรางวัลและเงินรางวัล เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ศิลปินอยากฝึกซ้อมอวดฝีมือกัน

Advertisement

ไร่ผดุงธรรม เลขที่ 185 ถนนทุ่งปงเรียน บ้านค่าหลวง ตำบลบ้านค่า อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง อยู่ไกลจากสนามบินลำปาง 30 กิโลเมตร ไม่มีรถโดยสารสาธารณะ ต้องใช้รถตู้รับจ้างหรือรถส่วนตัว สำหรับเส้นทางให้ดูจากแผนที่ในกูเกิล (Google) สามารถกำหนดพิกัดได้

โลโก้ของงาน โดยคุณชาตรี ลดาลลิตสกุล ศิลปินแห่งชาติ

การประลองวงสะล้อซอซึงเป็นเรื่องที่เข้าใจยากทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะเรื่องวัตถุประสงค์ของแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจัดงาน เรื่องคุณภาพ ปริมาณ การจัดการ ความจริง ความถูกต้อง รวมทั้งวิสัยทัศน์และการยอมรับความแตกต่าง ซึ่งเป็นความแตกต่างที่หาจุดลงตัวยาก ถ้าเพิ่มเรื่องกาลเวลา รสนิยม ยุคสมัยเข้าไป ก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก ทั้งหมดเป็นเรื่องนามธรรม ความรู้สึกนึกคิด เป็นวัฒนธรรมที่แตกต่าง บางคนก็เรียกว่า “ศีลไม่เสมอกัน” การทำงานด้วยกันจะทำให้ทุกคนที่แตกต่างสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

มีวงสะล้อซอซึงที่สมัครเข้าร่วมประลอง 17 วงด้วยกัน ที่สมัครน้อยอาจเป็นเพราะจะต้องลงทุนจ่ายค่าสมัคร 1,000 บาท เพื่อต้องการจะวัดความตั้งใจจริง เมื่อสมัครแล้วมีวงที่ไม่ได้ส่งเพลงทางช่องออนไลน์ บางวงมีนักดนตรีเกินกว่าที่กำหนด (4-9 คน) บางวงทำผิด

วงอมยิ้ม

กติกาโดยใช้เครื่องดนตรีไฟฟ้าของสากลผสม จึงเหลือวงสะล้อซอซึงที่มีคุณสมบัติครบถูกต้องตามกติกาเพียง 13 วงเท่านั้น

คณะกรรมการตัดสินออนไลน์ (5 คน) ได้ให้คะแนนผ่านทั้ง 5 คน จำนวน 9 วง และกรรมการให้ผ่าน 4 คน อีก 1 วง ส่วนวงที่เหลือกรรมการเห็นชอบที่จะตัดให้เหลือแค่ 10 วงเท่านั้นที่มีคุณภาพใกล้เคียงกัน เพื่อจะได้ไปประลองกันบนเวทีในวันที่ 9-10 มิถุนายน ที่ไร่ผดุงธรรม

การประลองหรือการประกวดดนตรี ไม่ได้อยู่วัฒนธรรมท้องถิ่น ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษาของไทย แต่เป็นกระบวนการที่จะกระตุ้นให้สังคมเกิดความสนใจ เป็นการให้คุณค่าในวิถีของทุนนิยม การได้รับรางวัล การได้รับยกย่องจากสังคม การได้รับถ้วยพระราชทานซึ่งเป็นรางวัลสำคัญช่วยอุ้มชูให้ดนตรีพื้นบ้านมีราคา มีความน่าเชื่อถือ และมีพื้นที่ในสังคม เป็นกระบวนที่สำคัญในการจะก้าวสู่ความเป็นศิลปินแห่งชาติในอนาคต

คณะกรรมการที่ให้เกียรติเข้าร่วมตัดสินการประลองวงสะล้อซอซึงครั้งนี้ เป็นบุคคลที่สำคัญของชาติ เป็นนักวิชาการชั้นนำ เป็นศิลปินแห่งชาติและปราชญ์ของสยาม ทั้งนี้ก็เพื่อตัดคำครหาเรื่องการตัดสินที่ไม่เป็นธรรมและการใช้วิธีเส้นสายออกไป เพราะกรรมการทุกคนรักความยุติธรรมและตั้งใจจะช่วยศิลปินพื้นบ้านจริงๆ ผู้เข้าประลองวงสะล้อซอซึงทุกคนควรจะภูมิใจที่มีศิลปินรุ่นใหญ่ทั้งหลายให้ความเมตตามาร่วมตัดสินในครั้งนี้ ผลการตัดสินของคณะกรรมการถือว่าสิ้นสุด

นวัตกรรมและการต่อยอดจากการประลอง ก็คือการนำเพลงของวงสะล้อซอซึงไปสร้างเป็นงานชิ้นใหม่สำหรับวงดนตรีคลาสสิก ในระหว่างที่คณะกรรมการประชุมเพื่อตัดสินรอบชิงชนะเลิศ มีวง ดร.แซกแชมเบอร์ออร์เคสตรา (Dr. Sax Chamber Orchestra) ประกอบด้วยเด็กอายุ 9-14 ปี (20 คน) ซึ่งได้รับการฝึกฝนดนตรีมาอย่างดี เล่นเพลงของวงสะล้อซอซึง

วง ดร.แซกแชมเบอร์ออร์เคสตรา

วง ดร.แซกแชมเบอร์ออร์เคสตรา ได้รับทุนจากสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม นำเอาบทเพลงพื้นบ้านมาบรรเลง อาทิ เพลงล่องแม่ปิง ลาวลำปาง สร้อยลำปาง สร้อยแสงแดง ลาวเสี่ยงเทียน ลาวสวยรวย ลาวสมเด็จ ลาวดวงดอกไม้ ลาวดวงเดือน ดาดน่าน ลาวกระทบไม้ ผีมอผีเม็ง เป็นต้น

โครงการประลองวงสะล้อซอซึงยังได้เปิดโอกาสให้วงอมยิ้มซึ่งเป็นวงออร์เคสตราของเด็กที่ถูกกระทำจากสังคม ฝึกซ้อมและสอนโดย สิบเอก ภูวรัตน์ ดวงมะลิ นักดนตรีวงอมยิ้มได้แสดงร่วมกับนักดนตรีวง ดร.แซกแชมเบอร์ออร์เคสตรา ในเพลงล่องแม่ปิงด้วย

การนำเพลงจากท้องถิ่นมาสร้างเป็นนวัตกรรมใหม่สู่ความเป็นสากลหรือนานาชาติ ต้องอาศัยคุณภาพของเพลง อาศัยการเรียบเรียงเสียงประสานที่ดี อาศัยนักดนตรีที่มีฝีมือชั้นยอด การนำเสนอเพลงคลาสสิกจากท้องถิ่นไทยจะไปสู่นานาชาติได้ก็ต้องอาศัยพื้นที่การแสดงของโรงแรมชั้นหนึ่งไทย อาศัยสายการบินของไทย ร้านอาหารไทย การโฆษณาสินค้าในสื่อไทย ภาพยนตร์ไทย กิจกรรมของกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการต่างประเทศ ได้นำเอาวัฒนธรรมเพลงของท้องถิ่นไปขายเพื่อให้เป็นสินค้าของไทยด้วย

การประลองวงสะล้อซอซึงที่ลำปาง เป็นงานทดลอง โดยการรวบรวม กระตุ้น ส่งเสริมให้ศิลปินพื้นบ้านมีเวที ได้ทดลองมองหาโอกาส ค้นหาเพลงดีๆ วงดนตรีที่เก่ง นักดนตรีที่มีฝีมือเป็นเลิศ เมื่อได้นำเสนอของดีดนตรีที่ไพเราะต่อสาธารณะ ในพื้นที่และเวลาที่ทุกคนจะต้องตั้งใจฟัง มีผู้แทนเป็นกรรมการระดับชาติ ถือเป็นการสร้างภูมิปัญญาให้ปรากฏ แล้วนำบทเพลง นำศิลปินที่มีความสามารถ นำวงสะล้อไปต่อยอดในรูปแบบที่เหมาะสม ตามที่แต่ละคนถนัด เป็นนวัตกรรมใหม่ ดนตรีเป็นวัฒนธรรมประดิษฐ์ เพื่อเสนอรูปแบบใหม่ให้ผู้ฟัง

ทั้งหมดเป็นกระบวนการ จากเพลงพื้นบ้านสร้างนวัตกรรมไปสู่เพลงคลาสสิก ดนตรีเพื่อชาวโลก

สุกรี เจริญสุข