เปิดชีวิต ‘บัณฑิตออนไลน์’รุ่นแรก เมื่อปริญญาป้ายแดง‘ตกงาน’เกินครึ่ง

6.06.22 | 13:16 น.

06ฤดูกาลรับปริญญามาถึงแล้ว พร้อมๆ กับความยินดีของพ่อแม่ ผู้ปกครอง ญาติพี่น้อง และเพื่อนฝูงของบัณฑิตจบใหม่ อย่างไรก็ตาม เส้นทางชีวิตข้างหน้าอาจไม่ได้โรยด้วยกลีบดอกไม้สีสวยเหมือนที่ได้รับในช่วงเวลาแห่งความสุข

ย้อนไปในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตั้งแต่ต้นปี 2563 ได้พรากการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย ทั้งการปรับการเรียนการสอนเป็นแบบออนไลน์เกือบ 100% ทำให้ไม่ได้พบปะเพื่อนๆ อาจารย์ แบบหน้าต่อหน้า การงดจัดกิจกรรมนันทนาการต่างๆ ของมหาวิทยาลัย เมื่อเรียนจบครบตามหลักสูตร บัณฑิตใหม่เหล่านี้ต้องเผชิญชีวิตจริงในการหารายได้เลี้ยงดูตัวเองและครอบครัว ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย

เปิดรายงาน‘สภาพัฒน์’
เด็กจบใหม่‘ตกงาน’เกินครึ่ง

รายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาสหนึ่ง ปี 2565 จัดทำโดย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ ‘สภาพัฒน์’ ล่าสุด ออกมาชี้ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญด้านแรงงาน หนึ่งในนั้นเป็นเรื่องการหามาตรการแก้ไขปัญหาการว่างงานระยะยาวและการว่างงานของผู้จบการศึกษาใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แม้ว่าเศรษฐกิจเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้ โดยการว่างงานระยะยาวจะทำให้แรงงานขาดรายได้เป็นระยะเวลานาน และมีแนวโน้มก่อหนี้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลถึงคุณภาพชีวิตทั้งตนเองและครอบครัว ขณะที่การว่างงานในกลุ่มผู้จบการศึกษาใหม่ โดยเฉพาะระดับอุดมศึกษาที่มีสัดส่วนสูงที่สุดถึงร้อยละ 52.0 ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาความไม่สอดคล้องของความต้องการแรงงานและทักษะ ซึ่งมีปัญหาทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ

Advertisement

สัดส่วนผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อน ไตรมาสหนึ่ง ปี 2565 ระดับการศึกษาชั้นอื่น วิชาชีพชั้นสูง ร้อยละ 10.2 อาชีวศึกษา ร้อยละ 3.1 มัธยมปลาย ร้อยละ 16.0 มัธยมต้น ร้อยละ 10.9 ประถมศึกษาและต่ำกว่า ร้อยละ 7.7

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการฟื้นตัวช้าของการจ้างงานภาคท่องเที่ยว และการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้า หรือเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นแต่รายได้เท่าเดิม กระทบต่อการใช้ชีวิตของแรงงาน

กอดงานไว้ให้แน่น
ไม่ตรงสายก็ต้อง‘ทำๆไปก่อน’

ขนิษฐา สุเมธา หรือ ‘ปาล์ม’ บัณฑิตคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่น 62 อดีตสมาชิกสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบันเป็นพนักงานเอกชนในบริษัทแห่งหนึ่ง

ปาล์มเล่าว่า ในช่วงแรกที่เกิดโรคโควิด-19 อยู่ระหว่างการทำภาคนิพนธ์ ไม่ทันได้ตั้งตัว เพราะทำภาคนิพนธ์ไปประมาณครึ่งเล่มแล้ว ต่อมาทางมหาวิทยาลัยประกาศหยุดเรียนในช่วงที่มีการแพร่ระบาด โดยให้เรียนแบบออนไลน์แทน ทำให้ต้องทำภาคนิพนธ์อยู่ที่บ้าน ปรึกษาอาจารย์ผ่านการวิดีโอคอล จนทำภาคนิพนธ์สำเร็จ ก็ยังไม่ให้กลับมาเรียนแบบออนไซต์ จึงถือว่าเป็นบัณฑิตออนไลน์รุ่นแรก

“อนาคตเป็นเรื่องยากมาก เพราะการเป็นบัณฑิตในยุคโควิด ทำให้การจ้างงานในระดับต่ำ ทำให้ต้องแข่งขันเรื่องการทำงานค่อนข้างสูง อีกทั้งยิ่งอยู่ในรัฐบาลแบบนี้ สภาพเศรษฐกิจฝืดเคือง ทำให้บัณฑิตป้ายแดงไม่มีโอกาสลืมตาอ้าปากได้ง่าย

ยิ่งถ้าเราเป็นคนกรุงเทพฯแล้วไม่มีต้นทุนชีวิตบ้าง การตั้งตัวเป็นเรื่องยากมากในยุคนี้ ขนาดตอนนี้ที่ได้งานทำ ก็ทำไปก่อน งานหนัก งานไม่ตรงสาย หัวหน้างานมีปัญหาเราก็ต้องกอดงานไว้ ไม่กล้าลาออกไปเสี่ยง ต้องคิดหลายชั้นมากขึ้น”

ด้าน พร้อมพร พันธุ์โชติ หรือ ‘น้ำผึ้ง’ บัณฑิตคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่น 63 อดีตนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ซึ่งวันนี้ได้งานเป็นพนักงานบริษัทเอกชนเช่นกัน เล่าว่า โควิดทำให้การเรียนการใช้ชีวิตเปลี่ยนไป จากการเรียนออนไซต์ก็ไปเรียนออนไลน์มากยิ่งขึ้น เมื่อเรียนจบแล้ว บริษัทจะสัมภาษณ์งานผ่านทางออนไลน์ หรือบัณฑิตที่เพิ่งเรียนจบต้องสอบวัดผลภาษาอังกฤษ ระบบโทอิค (TOEIC) แต่ไม่สามารถไปสอบได้ เพราะศูนย์สอบปิดจากการสกัดโควิด สร้างผลกระทบทั้งตัวบริษัทเองและบัณฑิตป้ายแดงด้วย

“การทำงาน อมธ.ที่ผ่านมาเปลี่ยนไปเยอะมาก จากการจัดกิจกรรมในที่ตั้ง ต้องเปลี่ยนมาจัดกิจกรรมในรูปแบบออนไลน์ อย่างการเลือกตั้ง อมธ.-สภานักศึกษา การหาเสียง ก็ต้องปรับมาทำแบบออนไลน์ทั้งหมด รวมไปถึงการจัดกิจกรรมกีฬา คอนเสิร์ต เป็นความท้าทายอย่างมาก เพราะเป็นปีแรกของโรคโควิดด้วย ต้องมาทดลองการจัดกิจกรรมแบบใหม่ เป็นความแปลกใหม่ที่เราต้องอยู่ร่วมกันให้ได้

อนาคตว่า ถ้าประเทศไทยมีการควบคุมโรคโควิดให้กลับมาปกติโดยเร็ว จะเป็นผลดี ทุกคนคาดหวังกับบรรยากาศเดิมๆ อยากกลับมาใช้ชีวิตสภาวะปกติอย่างเร็วที่สุด” อดีตนายก อมธ.กล่าว

จบมาอยากพัฒนาประเทศ แต่ทำได้แค่หวัง

อีกหนึ่งมุมมองมาจาก ยามารุดดิน ทรงศิริ หรือ ‘ดิน’ บัณฑิตวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่น 62 อดีตประธานสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง ซึ่งมองว่า อุปสรรคของบัณฑิตป้ายแดงในยุคโควิด คือตลาดการจ้างงานน้อยลง คนถูกพักงาน
เลิกจ้างงานเป็นจำนวนมาก

“การว่างงานเป็นปัญหามาตั้งแต่ช่วงก่อนโควิดอยู่แล้ว ได้เห็นจากรุ่นพี่ที่หางานยากมาก พอเกิดโควิดมา บริษัทที่เกี่ยวข้องกับการบินพลเรือน เอาคนออกเยอะมาก การหางานใหม่เป็นเรื่องยาก เชื่อว่าทุกคนที่เรียนด้านหนึ่งมา อยากจะนำความรู้ของตัวเองมาไปพัฒนาประเทศ ส่วนตัวเรียนด้านปรัชญาการเมืองมา ก็รู้สึกว่าอยากเข้าไปแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ไปทำนโยบายสาธารณะที่พัฒนาประเทศได้ แต่ด้วยตอนนี้โครงสร้างทางการเมือง ไม่ได้เอื้อให้เข้าไปง่ายขนาดนั้น ไม่ได้หมายความว่าไปมีตำแหน่งทางการเมือง เพียงแค่เข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างจริงจัง ก็ทำได้ยาก เป็นความหวังของเรา แต่โครงสร้างไม่ได้เอื้อให้เราทำได้”

ปัจจุบัน ดินกำลังศึกษาระดับปริญญาโทที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มุ่งหวังทำประโยชน์เพื่อชาติในอนาคต

เกียรตินิยมไม่ช่วยอะไรเมื่อไร้‘ประสบการณ์’ ขอ‘ผู้นำเก่งๆ’แก้ปมเศรษฐกิจ

ยังมีประเด็นน่าสนใจที่ พงศ์ภาวี พีระธัญวงศ์ หรือ ‘เพชร’ บัณฑิตคณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รุ่น 63 บอกเล่าให้ฟังว่า ส่วนใหญ่เพื่อนๆ ที่จบใหม่ด้วยกัน หางานทำไม่ค่อยได้ อย่างตนได้ทั้งเกียรตินิยมและได้ฝึกงานกับบริษัทขนาดใหญ่ ก็ไม่ช่วยให้ได้งาน

“ตอนไปสัมภาษณ์หลายคนก็ชมเรา แต่สุดท้ายแล้วทางบริษัทเลือกคนที่ประสบการณ์การทำงานมากกว่า ตอนนี้หลายบริษัทต้องการคนที่ทำงานหลายอย่างได้พร้อมกัน มากกว่าคนเก่งเฉพาะทาง อีกทั้งต้องการคนที่ทำงานได้เลย ไม่ต้องมานั่งสอนงานใหม่

สถานการณ์ตอนนี้เริ่มส่งผลกับสุขภาพจิต แม้จะมีงานวีเจฟรีแลนซ์บนแอพพลิเคชั่นทำอยู่แล้ว แต่เราต้องการความมั่นคงในชีวิต เพราะบ้านไม่ได้รวย มีฐานะปานกลาง เมื่อไม่ได้งาน ก็เป็นการบั่นทอนทางจิตใจว่าเราไม่มีความสามารถพอที่จะทำงานในองค์กรนั้นได้ ทำให้มีความมั่นใจน้อยลงมากๆ” เพชรสะท้อนปัญหา

สำหรับ งาน วีเจฟรีแลนซ์บนแอพพลิเคชั่น ของเพชร เริ่มขึ้นในปี 2563 ช่วงที่เกิดโควิดใหม่ๆ

“ตอนนั้นคนส่วนใหญ่อยู่แต่บ้านและมีเงิน ไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไร คนดูก็สนับสนุนให้เงินเรา รายได้เลยเข้ามาพอสมควร แต่ด้วยโรคโควิดอยู่นาน เศรษฐกิจแย่ลง คนดูไม่ค่อยสนับสนุน รายได้ลดลง เราเปลี่ยนมา 4 แอพพ์ ภายใน 2 ปี ก็ไม่ทำให้ดีขึ้น ตอนแรกคิดว่าพอย้ายไปแอพพ์ใหม่แล้ว ทำให้เราเป็นคนหน้าใหม่ มีกลุ่มเป้าหมายใหม่เข้ามาดู แต่กลายเป็นว่าทุกแอพพ์ซบเซา อุปสงค์อุปทานไม่เท่ากัน มีวีเจหน้าใหม่เพิ่มขึ้นทุกวัน แต่คนดูเท่าเดิม เลยเป็นหนึ่งเหตุผลที่ต้องหางานทำประจำ ตอนแรกคิดจะทำงานอิสระ แต่คิดว่างานสายบันเทิง มันก็ยากที่เราจะดัง พอมาหางานทำจริงจังก็ไม่ได้สักที ยิ่งไม่ได้งานทำความรู้ยิ่งหาย แต่ละการสัมภาษณ์ต้องมานั่งทบทวนใหม่”

เพชรเปิดใจด้วยว่า ละเหี่ยใจกับอนาคตของประเทศไทย ผู้นำทุกวันนี้เป็นอย่างไร สังคมทุกวันนี้เป็นอย่างไร ใครๆ ก็รู้

“ภาษีที่เราจ่ายไปจะนำไปใช้ประโยชน์ได้กี่เปอร์เซ็นต์ ประโยชน์ตรงนั้นมาให้เรากี่เปอร์เซ็นต์ มองอนาคตประเทศไว้ว่าอยากให้ดีขึ้น อยากให้มีผู้นำเก่งๆ มาจัดการเรื่องเศรษฐกิจ แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่ในปัจจุบัน”

โควิดทำ‘สอบราชการ’เลื่อน!
การศึกษาใน-นอกเมืองเหลื่อมล้ำ

ประเด็นเหลื่อมล้ำตามที่เพชรกล่าวมาข้างต้น ไม่ได้มีเฉพาะด้านเศรษฐกิจ แต่การศึกษาก็เป็นอีกหนึ่งมิติที่มีปัญหานี้เช่นกัน

ปัณฐิตา ใกล้ชิด หรือปัด บัณฑิตคณะครุศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม รุ่น 64 ครูอัตราจ้าง โรงเรียนบ้านท่าลาดเหล่าอาภรณ์ อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร เล่าว่า โควิดทำให้การสอบบรรจุเป็นข้าราชการเลื่อนออกไป โดยเฉพาะการเปิดสอบ ‘ครูผู้ช่วย’ ที่ผลัดสอบปีเว้นปี

“รุ่นสอบล่าสุดเว้นการสอบมา 2 ปี มีการเปิดสมัครสอบข้ามปี ทำให้รุ่นเราที่จบมาก็เลื่อนสอบออกไปอีก อย่างไรก็ตามการสมัครงานเป็นครูอัตราจ้างค่อนข้างง่าย เพราะที่ทำอยู่เป็นโรงเรียนในหมู่บ้าน และมีครูก็เกษียณออกพอดีด้วย”

ปัดยังย้อนเล่าบรรยากาศการเรียนออนไลน์ 100% ซึ่งทำให้ไม่มีโอกาสได้สอบถามข้อสงสัยกับอาจารย์ได้เต็มที่สัญญาณอินเตอร์เน็ตก็ไม่ค่อยดี นอกจากนี้ ‘การฝึกสอน’ ก็ยังต้องทำแบบออนไลน์ ตั้งแต่พฤษภาคม 2564-มีนาคม 2565

“ไม่ได้ดูแลเด็กนักเรียนเลย มีโอกาสพบนักเรียนแค่ 1 เดือน ในช่วงปลายปี 2564 เป็นช่วงที่โรควิดระบาดลดลง ความคาดหวังในอนาคตจะเดินสายอาชีพครูต่อไป เตรียมตัวสอบครูผู้ช่วย แต่ผลพวงจากโควิด ทำให้ต้องอ่านหนังสือไปเรื่อยๆ เพื่อเตรียมตัวสอบครูผู้ช่วยรอบใหม่ ที่ยังไม่รู้กำหนดการที่แน่นอน”

ถามถึงความคาดหวังต่อประเทศชาติ ครูปัด อยากให้มีส่งเสริมการศึกษาในต่างจังหวัดให้มากขึ้น การศึกษาในเมืองกับนอกเมืองมีความเหลื่อมล้ำมากพอสมควร

“ถ้าเป็นโรงเรียนในหมู่บ้าน ผู้ปกครองในหมู่บ้านเริ่มนำบุตรหลานไปตัวเมืองมากขึ้น เพื่อที่จะได้รับโอกาสการศึกษามากขึ้น เพราะมีทั้งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ทดลองทางวิทยาศาสตร์ และคุณครูชาวต่างชาติ”

อนาคตคนรุ่นใหม่
อนาคตประเทศที่อยากหวัง แม้ยากจะหวัง

ปิดท้ายที่มุมมองของ พิชญา วัชโรดมประเสริฐ หรือ ‘พิงค์’ บัณฑิตคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่น 63 ครีเอทีฟ และพิธีกรรายการโทรทัศน์ทางการศึกษา

พิชญา เล่าว่า ได้งานทำตั้งแต่ช่วงเรียนแล้ว พอเรียนจบก็ทำงานเดิมต่อเนื่องมา จึงไม่มีปัญหาในช่วงโควิด แต่เพื่อนๆ หางานยากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่เรียนจบด้านการท่องเที่ยวและการโรงแรม เมื่อโควิดระบาดจึงมีโอกาสถูกรับเข้าทำงานน้อยลง

“ช่วงล็อกดาวน์มีความลำบาก ไม่สามารถออกจากบ้านได้ แฮงเอาต์กับเพื่อนๆ ผ่านวิดีโอคอล ในความจริงก็สู้เจอแบบหน้าจริงๆ ไม่ได้ เรื่องการเรียนก็ถูกจำกัด โดยเฉพาะน้องพิงค์ที่เรียนวิศวะ ต้องมีการสร้างหุ่นยนต์ พอเรียนแต่ทฤษฎีอย่างเดียว ก็ไม่สามารถไปปฏิบัติจริงได้ เวลานัดเพื่อนทำงานกลุ่มก็ดูยากไปหมด”

พิงค์บอกด้วยว่าในอนาคตคงเปลี่ยนสายการทำงาน เพราะขณะนี้เรียนปริญญาโท สาขาบริหารสื่อด้วยจึงอยากทำการสื่อสารด้านการตลาด ค้นหาตัวเองในอีกทาง

“ส่วนประเทศไม่ได้มีอนาคตอะไรขนาดนั้น เพราะรัฐบาลยังเป็นแบบนี้อยู่ แต่หวังว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ถึงแม้ว่าจะยากก็ตาม” บัณฑิตอักษร จุฬาฯ กล่าว

นับเป็นความท้าทายอย่างยิ่งของบัณฑิตจบใหม่ในยุค (หลัง) โควิด เมื่อเศรษฐกิจที่ไม่สดใสส่งผลต่ออนาคตที่มองเห็นเส้นทางข้างหน้าได้อย่างเลือนราง