หลายขนมหวานเรียงรายละลานตา เปลวเทียนหอมคลุ้งสร้างบรรยากาศสีสันของเสื้อผ้าที่แตกต่างจากแขกผู้มีเกียรติหลากเชื้อชาติ ยิ่งขับเน้นให้ของหวาน ดนตรีท้องถิ่น และท่วงท่าเต้นรำในค่ำคืนแห่งการสังสรรค์ ‘มิมูนา’ เต็มไปด้วยความสนุกสนาน
‘มิมูนา’ คือประเพณีดั้งเดิมในหมู่ ‘ชาวยิว โมร็อกโก’ ที่ผสานเข้ากับความเชื่อทางศาสนา ถือเป็นวัน ‘ปลดปล่อย’ ให้ผู้คนได้กลับมาลิ้มรสสิ่งที่ห้ามรับประทานในช่วงเทศกาล ‘พาสโอเวอร์’ หรือเพสสะห์ (ในภาษาฮีบรู) ซึ่งจะงดอาหารที่มีส่วนประกอบของธัญพืชที่ขึ้นฟู หรือหมัก อย่างขนมปัง เส้นพาสต้า เบียร์ เหล้า ฯลฯ เป็นเวลา 7 วัน เพราะมีนัยยะแห่งการถูกจองจำ
กลับมาชนแก้วเฉลิมฉลอง พบปะ ย้อนระลึกถึงพระเจ้า ที่ทรงไถ่ถอนชาวยิวให้หลุดพ้นจากการเป็นทาสในอียิปต์ เมื่อราว 1,500 ปีก่อนคริสตกาล

ของหวาน และความสุข
จิตวิญญาณแห่งการแบ่งปัน
ในฐานะเจ้าภาพร่วมจัดงานมิมูนา อับดุรเราะฮีม เราะห์ฮาลี (Abderrahim Rahhaly) เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรโมร็อกโก และออร์นา ซากิฟ (Orna Sagiv) เอกอัครราชทูตรัฐอิสราเอล ประจำประเทศไทย มาในชุดพื้นถิ่น เปิดบ้านต้อนรับแขกผู้มีเกียรติร่วมเฉลิมฉลองครั้งแรก ที่ 39 บูเลอวาร์ด เอ็กเซ็กคูทีฟ เรสซิเด้นท์ หลังจากเมื่อ 2 ปีก่อน ทั้งสองประเทศปรับความสัมพันธ์มาอยู่ในระดับปกติ
“นี่เป็นครั้งแรกในประเทศไทย และเป็นโอกาสอันดีที่จะแสดงให้เห็นว่า วัฒนธรรมประเพณีของโมร็อกโกคืออะไร มิมูนาไม่ใช่แค่วัฒนธรรม แต่เป็นโอกาสที่จะแบ่งปันช่วงเวลาแห่งความสุขร่วมกัน” ท่านทูตโมร็อกโกเผยความรู้สึก
ก่อนเล่าถึงความสำคัญมิมูนาว่า เมื่อวัน พาสโอเวอร์สิ้นสุดลง ชาวยิวจะทำอาหารที่ไม่อนุญาตให้รับประทาน มาแบ่งปันให้กับเพื่อนบ้านชาวมุสลิม ซึ่งไม่ใช่อาหารปกติ แต่จะทำพวกคุกกี้ ขนมปัง
“มันเป็นโอกาสที่ทำให้แบ่งปันกัน และแสดงให้เห็นถึงการยอมรับความแตกต่างทางศาสนา ไม่ว่าจะเป็น ชาวมุสลิม หรือชาวยิว เป็นความสัมพันธ์ที่พิเศษมาก ในทุกปี ชาวยิวที่อยู่ตามสถานทูตต่างๆ รวมถึงในยุโรป ก็จะมาที่โมร็อกโกเพื่อเฉลิมฉลองพาสโอเวอร์โดยเฉพาะ
“เนื่องจากว่ามีชุมชนชาวยิวอยู่ประเทศไทย เราจึงตัดสินใจที่จะจัดงานครั้งนี้ โดยได้รับความร่วมมือจากเพื่อนของเรา คือ ‘ออร์นา’ ท่านเอกอัครราชทูตอิสราเอล เพราะประชาชนมีการใช้ทั้งสองสัญชาติ พวกเขาเป็นชาวโมร็อกโก และเป็นชาวอิสราเอลเช่นกัน” อับดุรเราะฮีมกล่าว
ส่วนการใช้สีสันสดใสในงาน อับดุรเราะฮีม บอกว่า เป็นสัญลักษณ์ของพิธีมงคล แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ อาหารที่ต้องหวานเสมอ เพราะพวกเราชอบของหวาน สะท้อนถึงความสุข และงานเฉลิมฉลองเช่นนี้จัดขึ้นทุกปี นับศตวรรษแล้ว ด้วยความปีติยินดี ด้วยจิตวิญญาณของการแบ่งปัน

เคารพความแตกต่าง อยู่อย่างสันติสุข
นัยสำคัญของ‘มิมูนา’
“ค่ำคืนที่สวยงามนี้ ร่วมกันเฉลิมฉลองอย่างสนุกสนานและมีความสุข ในความคิดของผม ‘มิมูนา’ เป็นงานเฉลิมฉลองทางศาสนาของชาวยิวโมร็อกโกที่พิเศษ และเป็นช่วงเวลาของการพูดว่า ขอให้คุณประสบความสำเร็จและโชคดี” อับดุรเราะฮีมกล่าวอวยพรบนเวที
พร้อมชี้ถึงความสำคัญของ ‘มิมูนา’ ซึ่งมีต้นกำเนิดที่ประเทศโมร็อกโก ก่อนได้รับการประยุกต์ดัดแปลงโดยชาวยิวทั่วโลก จนกลายเป็นวันหยุดประจำชาติ ในประเทศอิสราเอลเช่นกัน
“มิมูนา คือประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวยิวเชื้อสายโมร็อกโก ที่จะเพลิดเพลินไปกับช่วงเวลาแห่งความสุข ความยินดี เพื่อน และงานเลี้ยงเฉลิมฉลอง แสดงถึงสัญลักษณ์ของการยอมรับความต่างทางศาสนา และการเคารพผู้อื่น โดยเฉพาะการประสานกันระหว่างชุมชนชาวยิวและชาวมุสลิมส่วนใหญ่ หลายครั้งชาวยิวในโมร็อกกันจะนำแป้ง ยีสต์ และธัญพืชของพวกเขาที่ยังคงเหลืออยู่ในช่วงพาสโอเวอร์ให้กับเพื่อนบ้านชาวมุสลิม เพื่อนบ้านชาวมุสลิมหลายครั้งก็จะเป็นแขกคนแรกของชาวยิวหลังจากช่วงพาสโอเวอร์” อับดุรเราะฮีมกล่าว
ก่อนเล่าถึงความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่าง ‘ชุมชนชาวยิว’ และ ‘กษัตริย์แห่งโมร็อกโก’ ย้อนกลับไปเมื่อศตวรรษที่ 15 ที่ชุมชนชาวยิวที่ถูกขับไล่ไปประเทศสเปน ก็ได้รับการต้อนรับให้เข้ามายังโมร็อกโก ส่วนในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ สมเด็จพระราชาธิบดีมูฮัมหมัดที่ 5 ก็ทรงปฏิเสธกฎหมายการต่อต้านชาวยิว (anti-Sematic law) ของรัฐบาลเผด็จการในฝรั่งเศสขณะนั้น (Vichy Regime) และปฏิเสธที่จะส่งชุมชนชาวยิวโมร็อกให้กับระบอบเผด็จการนาซี ขณะที่สมเด็จพระราชาธิบดีมูฮัมหมัดที่ 6 กษัตริย์องค์ปัจจุบัน ยังทรงรักษาสืบทอดมรดกสิ่งนี้เอาไว้

ผู้สืบทอดวิธีการทำขนมหวานแบบโมร็อกโก
“มิมูนา จึงไม่ได้แสดงถึงแค่ช่วงเวลาที่ดีที่แบ่งปันกันเฉพาะชาวโมร็อกโก แต่ยังเป็นช่วงเวลาในการคิดเกี่ยวกับ ‘ความสำคัญของการมีชีวิตอยู่ร่วมกัน’ และการมีอยู่ของผู้คน” อับดุรเราะฮีมกล่าวทิ้งท้าย
ก่อนร่วมวาดลวดลายประกอบเพลงพื้นถิ่น ร่วมกับตัวแทนทูตจากหลากเชื้อชาติ
กระชับความสัมพันธ์ ประตูบานนั้นเปิดอยู่เสมอ
ด้าน ออร์นา ซากิฟ เอกอัครราชทูตรัฐอิสราเอล ประจำประเทศไทย ยอมรับว่าตื่นเต้น มีความสุขมากที่ทั้ง 2 สถานทูตมีโอกาสได้เฉลิมฉลองร่วมกัน เพราะความสัมพันธ์ของเราไม่ใช่สิ่งที่ได้มาง่าย
“มีการเฉลิมฉลองของชาวอิสราเอล ชาวยิว ชาวมุสลิม ในโมร็อกโก จำนวนกว่า 15,000 คน คงไม่มีใครคาดฝันว่าจะเกิดสิ่งนี้ขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน ฉันมีความรู้สึกภูมิใจ ยินดี และตั้งตารอเจอเพื่อนที่อยู่ที่นี่ รวมถึงเพื่อนคนไทย ฉันมีความสุขกับการมาเฉลิมฉลองในคืนนี้”
ออร์นา ยังเผยความในใจขณะเปิดงานบนเวทีด้วยสีหน้าเปี่ยมสุขว่า
“นี่เป็นสิ่งที่ฉันไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นมาก่อน พ่อแม่ฉันมาจากยุโรป ในบ้านของฉันไม่เคยเฉลิมฉลองมิมูนา เพราะมันเป็นวันหยุดที่เฉลิมฉลองโดยผู้คนที่ย้ายถิ่นฐานมาจากโมร็อกโก แต่ภายหลังผู้คนที่เฉลิมฉลอง
มิมูนาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ฉันถามตัวเองว่า มิมูนาคืออะไร? ฉันไม่รู้จักวันนี้ ฉันเป็นคนอิสราเอล แล้วฉันก็ได้เรียนรู้ถึงวันหยุดที่สวยงามแบบนี้”
“ไอเดียของงานเฉลิมฉลองนี้ คือ ประตูบานนั้นเปิดอยู่เสมอ และคุณไม่จำเป็นต้องได้รับการรับเชิญใดๆ มันไม่ใช่แค่ค็อกเทล หรืออาหารค่ำ แต่มันเป็นที่ที่ประตูนั้นเปิดอยู่เสมอ ทุกคนได้รับการต้อนรับ เข้าและออกไปบ้านข้างๆ พบปะเพื่อนบ้าน เป็นอะไรที่มีเอกลักษณ์มาก จากนั้นชุมชนชาวยิวในโมร็อกโกจำนวนมากย้ายถิ่นฐานมาที่อิสราเอล และเทศกาลมิมูนาก็เริ่มเข้ามาเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองในอิสราเอลมากขึ้น ทำให้มีหลายคนอยากถูกเชิญไปร่วมงานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผู้คนต่างบอกว่า ไม่ต้องได้รับการเชิญ ประตูนั้นเปิดอยู่เสมอ สิ่งที่พิเศษสำหรับวันนี้คืออาหาร เป็นของหวานและพิเศษมาก เราเตรียมการสิ่งนี้มาอย่างยาวนาน” ออร์นากล่าว

เอกอัครราชทูตจากหลายประเทศ แขกเหรื่อ ร่วมสนุกกับเสียงเพลงท้องถิ่นโมร็อกโก
ก่อนแนะนำ ซาร่า ชาวยิว อิสราเอล ผู้ทำขนมในงานเฉลิมฉลองมิมูนานี้ ชี้ให้ดูเครป ‘โมเฟล็ตต้า’ เมนูไฮไลต์ ที่ทำจากแป้งแผ่นบางทอดเป็นชั้นๆ ราดด้วยน้ำมัน หรือน้ำผึ้ง รสชาติคล้ายโรตี นอกจากนี้ เป็นคุกกี้หลากสีสันจำนวนมหาศาล ทำจากแป้ง ถั่ว มะพร้าว และอัลมอนด์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทานไม่ได้ในช่วงพาสโอเวอร์
สำหรับออร์นา ชื่นชอบ ‘ชูบาคีอา’ ขนมที่ทำจากแป้งทอดราดด้วยน้ำผึ้ง และ ‘มาร์ซิพาน’ (Marzipan) มากที่สุด เพราะทำมาจากอัลมอนด์ ดีต่อสุขภาพ ส่วนจานที่มีพืชผัก ก็แฝงด้วยความเชื่อที่ว่า จะช่วยป้องกันนัยน์ตาปีศาจ (Evil eye)
สังเกตเห็นเหรียญบาท 5 เหรียญ วางเรียงประดับบนโต๊ะอาหาร สอบถาม ออร์นา ถึงนัยยะ จึงทราบว่า ในภาษาฮีบรูเรียกว่า ‘ฮัมซา’ (hamsa) ที่จะนำความโชคดีและความเจริญรุ่งเรืองมาให้

ใส่ประชาธิปไตย ลงในขนม
ย้อนกลับไปในช่วงเช้า ก่อนงานเฉลิมฉลอง ‘มิมูนา’ จะเริ่มในช่วงค่ำ
อับดุรเราะฮีม และ ออร์นา เอกอัครราชทูตโมร็อกโก และอิสราเอล เดินทางไปยัง Millennium Residence สุขุมวิท ซอย 20 เคาะประตูห้องของ ซาร่า ชาวยิวอิสราเอล ภรรยาของชาวยิวโมร็อกโก ผู้รู้สูตรในการทำขนมตามประเพณีชาวยิวเชื้อสายโมร็อกโก หนึ่งเดียวในประเทศไทย เปิดประสบการณ์ใหม่ ทำขนมหวานที่หารับประทานได้ยากยิ่ง
หนึ่งในนั้นคือ “โมเฟล็ตตา” และ“มาร์ซิพาน” ที่ในงานครั้งนี้ออร์นาเป็นผู้เลือก “สีน้ำเงิน” ผสมเข้าไป สื่อถึงประชาธิปไตย และยังเป็นหนึ่งในสีธงชาติของอิสราเอล
ส่วนอับดุรเราะฮีมเลือก “สีแดง”ตรงกับสีธงชาติโมร็อกโก แต่งแต้มให้กับขนมเมอแรงค์สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันดีของทั้งสองชาติ

มักทานคู่กับน้ำผึ้ง
ออร์นา บอกว่า เป็นครั้งแรกที่เคยทำขนมนี้ด้วยตัวเอง เพราะพ่อแม่ของฉันไม่ได้มาจากโมร็อกโก พ่อแม่ของฉันมาจากยุโรป เราจึงไม่ได้ร่วมกับวงสังคมวัฒนธรรมโมร็อกโกมาก่อน จนได้เรียนรู้จากเพื่อนที่อิสราเอลถึงวิธีการทำอาหารในกองทัพทหาร
“ปกติฉันทำอาหารและขนมเป็นประจำ แต่ที่กรุงเทพฯไม่ได้ทำบ่อยแล้วเพราะฉันไม่มีเวลา ฉันรักการทำอาหารและทำขนม แต่ฉันไม่รู้วิธีที่จะทำขนมที่สวยขนาดนั้นได้อย่างไร”
ด้าน ซาร่า ผู้ทำขนมหวานฉลองในงานมิมูนาครั้งแรกที่ไทย เผยว่า ใช้เวลาเตรียมถึง 2 สัปดาห์เต็ม โดยในช่วงปกติที่ไม่ใช่งานมิมูนา ซาร่าจะชอบทำอาหารโมร็อกกันจากเนื้อวัว หรือไก่ เป็นหลัก ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารที่มีรสจัด เต็มไปด้วยซอสและสีสัน ส่วนอาหารในงานมิมูนาจะเป็นอะไรที่หวาน ทำจากผลไม้แห้ง อินทผลัม และถั่วต่างๆ แต่ถ้าไม่ชอบแบบหวานก็สามารถทำเวอร์ชั่นเปรี้ยวได้ โดยใส่เลมอนเข้าไป มีหลายทางเลือกในการทำ

ตอบข้อสงสัยที่ว่า ทำไมถึงห้ามรับประทานยีสต์ในช่วงเทศกาลพาสโอเวอร์ ซาร่า บอกว่า เป็นเพราะคัมภีร์โตราห์กำหนดเอาไว้อย่างนั้น กำหนดชะตาชีวิตและวัฒนธรรมการกินของเรา จากประวัติศาสตร์ที่
คนยิวเราอพยพออกจากอียิปต์ ในช่วงนั้นไม่มีเวลาที่จะเตรียมอาหาร จึงต้องกินแป้งแบนๆ (Flat Bread) หน้าตาคล้ายแครกเกอร์ หลังจากวันพาสโอเวอร์ก็จะทานเต็มที่ เพื่อย้อนรำลึกถึงวันเหล่านั้น
“ซาร่า” เล่าประสบ การณ์ทำขนมครั้งแรก คือเมื่อครั้งย้ายมาอยู่ประเทศออสเตรเลีย ที่บ้านเกิดประเทศอิสราเอล ทุกคนสามารถไปร่วมงานมิมูนาได้ เพราะผู้คนจะเปิดบ้านให้เข้าไปลองขนมหวาน แต่ในออสเตรเลียเราไม่รู้จักคนที่สามารถเตรียมงานมิมูนาได้
“แม่สามีของฉันย้ายมาออสเตรเลีย 1 เดือนให้หลัง สามีของฉันขอให้เธอทำคุกกี้ แล้วเธอก็ทำโมเฟล็ตตาให้ดู ฉันก็เชิญเพื่อนมาร่วมกันทำโมเฟล็ตตา แต่ไม่รู้จะทำอะไร ก็ช่วยกันเปิด ช่วยกันใส่ ฉันรู้สึกตื่นเต้นเพราะเป็นครั้งแรก ฉันเคารพสามีของฉัน เพราะเขารู้จักที่จะรอและทำตามประเพณี ฉันได้ตามเขาไปร่วมประเพณีพาสโอเวอร์ และแม่สามีสอนฉันทำขนมทุกอย่าง ทุกครั้งที่ฉันเจอเธอก็จะสอนให้ทำเมนูอะไรใหม่ๆ
ในแต่ละปี มิมูนา กลายเป็นเทศกาลที่มีขนมหวานหลากหลายประเภทมากขึ้น เพราะเธอรู้เรื่องขนมเยอะมาก เธอน่าทึ่ง และเป็นผู้เชี่ยวชาญ ฉันอยากเรียนรู้มากกว่านี้ ตอนที่ฉันยังเด็ก คุณยายก็ทำอาหาร แต่ฉันไม่ได้เรียนรู้ ซึ่งฉันไม่อยากจะพลาดในตอนนี้ เลยพยายามที่จะเรียนรู้การทำอาหารตามประเพณียิวโมร็อกโก” ซาร่าเผย
ส่วนตอนนี้ ลูกสาวของซาร่าได้กลายมาเป็นลูกมือ ช่วยม้วนแป้ง หยิบจับเล็กๆ น้อยๆ ไปเรียบร้อยแล้ว
เครื่องพิสูจน์ สันติภาพ แบบอย่าง‘ต่างศาสนา’
แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2021 เปิดใจว่า ไม่เคยมางานสังสรรค์มิมูนามาก่อน การได้เห็นทั้งสองประเทศมาร่วมกันจัดงาน ถือว่าโลกของเราทันสมัยมาก เป็นภาพที่น่าภาคภูมิใจ ซึ่งจากการไปสัมผัสประเทศอิสราเอล เรารู้สึกว่า เป็นวัฒนธรรมที่อบอุ่นจริงๆ
“งานสถานทูตอิสราเอลสำหรับแอน คือสนุกมาก เพราะรู้จักท่านทูต สนิทกันนิดหน่อย เหมือนมาเจอแม่คนที่สอง”
ส่วน นิต้า หรือ มานิตา ดวงคำ ฟาร์เมอร์ นางสาวไทยคนที่ 53 ประจำปี 2565 ก็มางานมิมูนาเป็นครั้งแรก โดยเผยว่า เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับวัฒนธรรมชาวยิวมาบ้างในเรื่องการทำอาหาร ทั้งยังกล่าวแซวแอนชิลีด้วยว่า “แอนรู้จักกับทุกคนเลย งงมาก แต่เป็นเรื่องที่ดี”
ขณะที่ กษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตเอกอัครราชทูตไทยในหลายประเทศ กล่าวแสดงความยินดีต่อแวดวงชาวยิวและอิสลามในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอิสราเอลและโมร็อกโก รวมถึงประเทศมุสลิมอื่นๆ
“มันเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ต่างศาสนา สามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้ ในวันนี้ผมคิดว่ามันเป็นปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่มากของโลกมุสลิมและโลกต่างศาสนา น่าจะเป็นแบบอย่างสำหรับองค์การศาสนาต่างๆ ว่าสามารถจะอยู่ท่ามกลางความแตกต่างได้ ถ้าเกิดเรามีมิตรจิต มิตรใจที่ดีต่อกัน
จะเห็นได้ว่า พวกเรามนุษย์ร่วมโลกก็ไปกันได้ ด้วยการดำรงสันติภาพ” กษิตทิ้งท้าย

