เสียงเพลง การเมือง เรื่อง‘ซอฟต์เพาเวอร์’ ชักเย่ออำนาจวัฒนธรรม

เสียงเพลง การเมือง เรื่อง‘ซอฟต์เพาเวอร์’ ชักเย่ออำนาจวัฒนธรรม

พลันที่ ‘ดนตรีในสวน’ หวนคืนมา พร้อมกับการได้ผู้ว่าฯกทม.คนใหม่อย่าง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ คนเมืองกรุง ตอบรับทันควัน ก่อนที่กองทัพไทยจะเปิดไพ่ทันที จัดดนตรีโดย ‘กรมดุริยางค์ทหารบก’ ให้คนกรุงเลือกพื้นที่แห่งความสุขตามความพึงใจ

ล่าสุด ผู้ว่าฯกทม. สยบดราม่าด้วยการบอกว่า ไม่เคยคิดว่าถูกกองทัพ ‘เลียนแบบ’ เพราะตนก็ลอกมาจากผู้ว่าฯ ยุคก่อนโน้นที่เคยจัดมาก่อน

ไม่เพียงเท่านั้น ยังเดินทางไปร่วมงานดนตรีในสวนของกองทัพซึ่งจัดขึ้นที่สวนเบญจกิติอีกด้วย

แน่นอนว่า ดนตรี คือซอฟต์เพาเวอร์ที่ไม่ใช่สิ่งใหม่ หากแต่ดังกระหึ่มบนเส้นทางสายการบ้านการเมืองมาเนิ่นนาน จนถึงวันนี้

‘ดนตรีในสวน’ ณ สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) เมื่อ 4 มิถุนายน

ตัวโน้ตบนประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ภาคภูมิ เตี๋ยวงษ์สุวรรณ อาจารย์กลุ่มวิชาดนตรีสมัยนิยม วิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ย้อนเล่าว่า

ตั้งแต่ยุค จอมพล ป. พิบูลสงคราม เพลงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ครั้นจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี วางนโยบายการเชื่อผู้นำประเทศ แบบพ่อปกครองลูก ต้องเชื่อในผู้นำ รวมถึงดนตรีที่แปรรูปมาจากยุคจอมพล ป.ด้วย อีกมุมหนึ่ง ยุค จอมพลสฤษดิ์ เป็นยุคที่ดนตรีเปิดเรื่องเพศมากขึ้น เพื่อเบี่ยงประเด็นทางการเมือง เบี่ยงประเด็นทางปรัชญา ทำให้ฟังเพลงในทางโลกีย์ มองว่าอาจเป็นนโยบายทางทหารด้วย

ต่อมา หลัง พ.ศ.2530 ดนตรีกลายเป็นธุรกิจของชนชั้นกลาง เกิดปรากฏการณ์ที่เกิดค่ายเพลงนิธิทัศน์ โปรโมชั่น เกิดวงบัตเตอร์ฟลาย ซึ่งเป็นพวกก้าวหน้าในยุคนั้น

“ในช่วง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ยุคนั้นศิลปินเข้าป่าจำนวนมาก หลังจากออกมาก็ทำให้วงการดนตรีก้าวกระโดด แต่อยู่ในลักษณะก้าวกระโดดภายในประเทศหากเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ เช่น ประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีความใกล้ชิดกับอังกฤษ ดนตรีของประเทศมาเลเซียจึงค่อนข้างตามกระแสสากลตามตะวันตก ส่วนของประเทศไทยถูกแช่แข็งความคิดทางดนตรี บทเพลงก็ถูกเบี่ยงเบนประเด็นไม่ให้พูดถึงเรื่องที่ไม่ควรจะทำเพลง ทำให้เป็นภาพจำของคนไทยที่บทเพลงไม่มีเนื้อหาอะไร เพราะถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ต้น”

ถามว่าการที่วัฒนธรรมอเมริกามีผลต่อกองทัพไทยในเรื่องของดนตรี เป็นการปลูกฝังค่านิยมหรือไม่ ความเป็นอเมริกาซึ่งมีลักษณะเสรีนิยม กลับไม่ถูกปลูกฝังในช่วงที่ดนตรีของกองทัพรุ่งเรือง รวมถึงกลับปรากฏภาพคนในยุคสงครามเย็นมักมีค่านิยมในเรื่องของการเชื่อผู้นำของชาติ

ดนตรีพื้นที่สาธารณะต้องยกระดับ
อย่าให้เป็นวัฒนธรรม‘เอื้ออาทร’

มาถึงดนตรีในสวนซึ่งแท้จริงเคยมีมาก่อนยุคชัชชาติ อาจารย์ภาคภูมิบอกว่า เห็นด้วยกับแนวทางนี้ แต่ต้องยกระดับนักดนตรี อย่าให้เป็นวัฒนธรรมเอื้ออาทร

“เห็นด้วยว่าควรจะมี แต่ต้องยกระดับสถานะศิลปินนักดนตรี ยิ่งผ่านวิกฤตโควิด-19 มา นักดนตรีก็เป็นกลุ่มที่ประสบปัญหาหนัก ต้องทำมาตรฐานในการยกระดับสถานะนักดนตรี ทำให้เป็นวัฒนธรรมปฏิบัติ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นสังคมอาสาเอื้ออาทรอย่างไม่จบ กลายเป็นการเรียกร้องขอน้ำใจจากศิลปิน อยู่ผิดที่ผิดทางจนทำให้ไม่เกิดสิ่งใหม่ๆ ขึ้น ไม่ยั่งยืน”

ส่วนกองทัพ นักวิชาการท่านนี้มองว่า จะขยับอย่างไร ก็จะได้แต่คนรุ่นเก่า หากจะซื้อใจคนหมู่มาก ทหารต้องลดอำนาจตนเอง ไม่ควรมาบริหาร ควรเป็นรั้วของชาติอย่างแท้จริง ถ้าทำดังที่กล่าวและมาทำดนตรีฮิปฮอปจูงใจให้วัยรุ่นรู้สึกรักทหาร รู้สึกว่าทหารเสียสละไม่มีการล้มกระดานการเมืองดังที่ผ่านมา ศักดิ์ศรีของทหารจะกลับมา

ธุรกิจดนตรี‘เลี่ยง’การเมืองไม่ได้!
ชาตินิยม ความเป็นไทย นโยบายหลากยุค

จากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีลองมาฟังความคิดเห็นของนักวิชาการสายประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและบันเทิงไทยกันบ้าง

ผศ.ดร.โดม ไกรปกรณ์ แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) มองเรื่องกระแสดนตรีในสวน ว่าเหตุปัจจัยอย่างแรก คือกระแส “ชัชชาติ ฟีเวอร์” เมื่อทำอะไร คนก็สนใจ ส่วนการจัดดนตรีให้คนดูตามที่สาธารณะ เว้นระยะมาอย่างน้อย 2 ปี เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น เริ่มเปิดประเทศมากขึ้น มีการผ่อนคลาย ทั้งเยาวชน และชนชั้นกลางที่ตื่นตัว จึงเริ่มไปเข้ากิจกรรมดนตรีในสวน

ในส่วนของประวัติศาสตร์เรื่องของเพลงซึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง อาจารย์โดมย้อนไปไกลตั้งแต่ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ต่อมาใน พ.ศ.2478 ยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็ให้ความสำคัญกับเพลงชาติ ผลิตเพลงชาติขึ้นมา

“หากดูเพลงชาติเวอร์ชั่นแรกๆ ยาวมาก เนื้อเพลงชาติยุค จอมพล ป. เป็นช่วงที่ใช้ลัทธิชาตินิยม เพลงชาติพยายามสื่อถึงความเจริญรุ่งเรื่อง ความยิ่งใหญ่ของชนชาติไทย สอดคล้องกับอุดมการณ์ชาตินิยมของ จอมพล ป. ทำให้เห็นว่าผู้ที่มีอำนาจทางการเมือง จะใช้เพลงเป็นเครื่องมือในการนำเสนอแนวคิดทางการเมือง ซ่อนไว้ในเพลง ขณะเดียวกันในยุคจอมพล ป. ก็มีการเปลี่ยนทำนองเพลงชาติอีกครั้ง เพราะเปลี่ยนชื่อประเทศเป็นไทย จากเนื้อเพลงเดิมที่มีคำว่าสยาม จึงต้องปรับเปลี่ยนด้วย เนื้อเพลงชาติก็มาจากการส่งเข้าประกวด หน่วยงานที่ส่งเข้าประกวด ก็คือกองทัพบก จนเป็นเวอร์ชั่นล่าสุดถึงทุกวันนี้ เนื้อเพลงตลอดเวลาจึงเป็นการสื่อแนวคิดทางการเมืองของผู้นำมาสู่ประชาชน” อาจารย์โดมกล่าว

สำหรับในส่วนของที่ไม่ใช่การเมืองโดยตรง อาจารย์โดมชี้ว่า หากพิจารณาดูดีๆ เช่น เพลงของสุนทราภรณ์ วงสุนทราภรณ์ก็มี 2 สถานะ คือ 1.เป็นวงดนตรีของกรมประชาสัมพันธ์ รับงานหลวงตามที่ได้รับคำสั่ง แปลว่า หน่วยงานรัฐมีหน่วยงานไปกล่อมเกลาประชาชนตามที่ผู้นำหน่วยงานรัฐสั่ง 2.หมดเวลาราชการ เปลี่ยนมาเป็นวงสุนทราภรณ์ รับงานข้างนอก หากพิจารณาเนื้อเพลงของสุนทราภรณ์บางส่วน อาจเห็นแนวคิดหรือนโยบายบางอย่างของรัฐ วงสุนทราภรณ์ยังทำเพลงให้องค์กรรัฐ เช่น เพลงของมหาวิทยาลัย ฉะนั้น ดนตรีมันเกี่ยวกับการเมืองอยู่แล้ว เป็นแบบนี้มานานพอสมควร กระทั่งถึงจุดเปลี่ยน

“เมื่อถึงจุดเปลี่ยน เพลงกลายเป็นเรื่องของธุรกิจ เกิดค่ายเพลง เช่น อาร์เอส, แกรมมี่,รถไฟดนตรี, คีตา เรคคอร์ดส ค่ายเพลงก็เน้นทำธุรกิจ แต่ถามว่ามีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องไหม มี ยกตัวอย่างง่ายๆ แกรมมี่ เมื่อมีกิจกรรมใหญ่ทางการเมือง นักร้องแกรมมี่ก็เข้าไปร้องเพลงในกิจกรรมที่สำคัญ ค่ายอื่นก็อาจจะมีบ้าง เมื่อทำธุรกิจก็ปฏิเสธการเมืองไม่ได้ เพราะการเมืองก็เข้าไปแทรกอยู่ในบางประเด็น ถึงยุคนี้เพลงก็ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองอยู่” อาจารย์โดมเล่า

‘ดนตรีในสวน x คลองเตยดีจัง’ ที่ศูนย์เยาวชนคลองเตย เมื่อ 12 มิถุนายน

ไขปม ผู้นำทหาร‘แต่งเอง-ร้องเอง’
บรรเลงแนวคิดการเมือง

อีกประเด็นหนึ่งน่าสนใจคือ ช่วงเวลาที่กองทัพ “เก็บตัว” โดยแม้ไม่ใช่ตัวเล่นหลัก แต่ก็เป็นตัวสนับสนุน เช่น กิจกรรมจัดคอนเสิร์ต อาจไม่ใช่คอนเสิร์ตของกองทัพโดยตรง แต่กระนั้นก็หานักร้องจากค่ายเพลงดังๆ มาร่วมวงดนตรีของกองทัพ มีอยู่เป็นระยะ เพื่อรักษาบทบาทของกองทัพเอาไว้ นั่นคือในช่วง พ.ศ.2535-2549 กองทัพเป็นตัวสนับสนุนมากกว่าตัวหลัก

“ขณะเดียวกันปี พ.ศ.2549-ปัจจุบัน ออกมาเป็นตัวหลักอยู่ข้างหน้า ถามว่าช่วงนี้ทำไมเพลงถึงเป็นเครื่องมือทางการเมือง จะเห็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาเกี่ยวข้องกับเพลง เช่นเพลงคืนความสุขให้ประเทศไทย หรืออีก 2-3 เพลงที่ตามมา น่าตั้งคำถามว่าเป็นผู้นำทหาร ทำไมต้องแสดงตัวว่าแต่งเพลงเองร้องเพลงเอง อาจมองว่า เขาเองก็มองว่าภาพลักษณ์ของผู้นำเผด็จการ ไม่ใช่สิ่งที่เขาพึงประสงค์ เขาจึงต้องนำเสนอเพลงออกมา ให้ดูว่าไม่ใช่เผด็จการอะไรมากมาย เพราะเขาก็มีอารมณ์สุนทรีเหมือนกัน ขณะเดียวกันเพลงที่เขาแต่งก็ได้นำความคิดของเขาเข้ามาใส่ในเพลง” อาจารย์โดมกล่าว

ถามว่า ทำไมต้องถ่ายทอดอุดมการณ์ทางการเมืองผ่านเพลง เพราะเพลงเป็นสิ่งที่ซึมซับเร็ว ถ้ามองในยุคก่อนที่โทรทัศน์เกิดขึ้น เช่น ยุควิทยุ เมื่อฟังเพลงร้องอินกับเนื้อร้อง ก็ค่อยๆ ซึมซับเข้ามา ในทางกลับกัน ถ้าให้มานั่งอ่านแนวคิดทางการเมือง แน่นอนว่าสิ่งที่รับเข้ามาเร็วกว่าย่อมเป็นเพลง องค์ประกอบของเพลงมีทั้งตัวเพลงกับตัวทำนอง เช่น เพลง Do You Hear the People Sing? (พร้อมกับร้องเพลงดังกล่าว) ก็ทำนองแบบ มาร์กซิสต์ ทำให้รู้สึกฮึกเหิม พร้อมมีแนวคิดแฝงอยู่ด้วย เพลงจึงกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ใช้ได้ง่ายมาก

“ในเหตุการณ์ 14 ตุลา เสกสรร ประเสริฐกุล ก็แต่งเพลง สู้เข้าไปอย่าได้ถอย เพราะต้องการบิลด์อารมณ์คน เนื้อเพลงก็ฟังง่าย ฝังแนวคิด อินเร็วกว่าการอ่านหนังสือเสียอีก เช่นกันทหารก็ใช้วิธีเดียวกันเพื่อถ่ายทอดแนวคิดทางการเมือง” อาจารย์โดมเล่า ก่อนเข้าสู่ประเด็นดนตรีในสวน ทั้งของ กทม.และกองทัพ

“กองทัพพยายามจะบิลด์อารมณ์คนเช่นกัน แต่ต้องถามกลับไปที่กองทัพว่าคนอินกับสิ่งที่เขาทำหรือเปล่า ต้องดูสักนิดว่าผู้ฟังคือใคร อันที่จริงเพลงจะทำหน้าที่ให้สัมฤทธิผลหรือไม่ ขึ้นอยู่กับผู้ฟังด้วย”

‘ดนตรีในสวน ทบ.เติมพลังใจ ให้คนกรุง’ จัดโดยกองทัพบก ที่สวนหลวง ร.9 เมื่อ 11 มิถุนายน

เพลง‘ดิ้น’ได้
อุดมการณ์ขวา-ซ้าย สลับเวที

นอกจากนี้ สิ่งที่น่าประหลาดใจในมุมมองของ อาจารย์โดมคือ “เพลงมันดิ้นได้” เพราะบางครั้งเพลงในอุดมการณ์หนึ่งถูกนำไปใช้ในสถานการณ์อีกแบบหนึ่ง เช่น เพลงแสงดาวแห่งศรัทธา เป็นเพลงของฝ่ายซ้าย แต่ปรากฏว่าในการเคลื่อนไหวของกลุ่ม กปปส. เพลงนี้ถูกนำไปร้อง และได้ผล

“กิจกรรมดนตรีในสวนที่ทหารจัดนี่ก็ไม่ทราบว่าผู้ฟังเป็นใคร ขณะที่ดนตรีในสวน ที่ผู้ว่าฯชัชชาติ นำกลับมาจัดกิจกรรม ไม่ได้จัดขึ้นด้วยเป้าหมายทางการเมือง จัดเพื่อจรรโลงใจมากกว่า ประชาชนอาจไม่ได้มีเป้าหมายที่ไป เพราะแนวคิดทางการเมือง แต่ไปเพราะว่าอยากไปใช้วิถีชีวิตปกติ เพราะวิถีชีวิตปกติถูกสถานการณ์ทางการเมือง การควบคุมของรัฐตีกรอบเขาไว้ตั้งนาน เมื่อมีกิจกรรมทำให้เขาตื่นตัวอยากจะไป บังเอิญผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรม ก็คือผู้ว่าฯที่คนจำนวนมากเลือก จึงเหมาะและลงตัว

“ถ้ากองทัพจะจัดกิจกรรมลักษณะนี้ ควรจะจัดคอนเสิร์ตระดมทุน บริจาคเงิน ไปช่วยคนที่ยากลำบากดีกว่า สิ่งที่กองทัพต้องทำ คือการแก้ปัญหาความยากลำบาก คนตกงาน คนไม่มีกิน จัดคอนเสิร์ตระดมทุน ไปช่วยกลุ่มดังกล่าว อาจสร้างภาพลักษณ์ให้กองทัพ สำหรับกระแสดนตรีในสวนของผู้ว่าฯชัชชาติ เกิดขึ้นจากความเป็นปัจเจกบุคคล เขาสร้างภาพลักษณ์ด้วยตัวของเขาเอง กองทัพไม่ใช่ตัวบุคคล แต่เป็นองค์กร คนละรูปแบบกัน” อาจารย์โดมกล่าว

นับเป็นเรื่องราวน่าสนใจของการเมืองเรื่องดนตรีที่ยังต้องจับตากันต่อไปว่าจะมีประเด็นใหม่ๆ ให้โยกย้ายส่ายสะโพกกันอีกเมื่อไหร่

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon