เช้าวันที่ 14 กันยายน 2559 ที่บ้านหมู่ 2 ตำบลบ้านนาซ่าว อ.เชียงคาน จ.เลย ชาวบ้านกว่า 100 คน ยืนบ้างนั่งบ้างรอคอยการมาของเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน ชี้แจงทำความเข้าใจ “โครงการก่อสร้างประตูกั้นน้ำศรีสองรัก จ.เลย”
แม้ว่าเวลานัดหมายจะล่วงเลยจากบ่ายโมงเป็นบ่าย 4 ช้ากว่ากำหนดมาถึง 3 ชั่วโมงเต็ม ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายมาแต่เช้า แต่ลุงป้าน้าอากลับยิ้มแย้มแจ่มใส รอคอยด้วยความอดทนเพื่อรับฟังคำอธิบายถึงความหวังใหม่ที่จะช่วยพื้นที่เกษตรกรรมและคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น
เพราะนั่นหมายถึง “น้ำ” ที่จะช่วยพลิกฟื้นไร่นา ครอบคลุมพื้นที่ 7 ตำบล ในอำเภอเชียงคาน รวม 9,287 ครัวเรือน ในอนาคตอันใกล้ หลังจากโครงการนี้เสนอผ่าน ครม.และเริ่มต้นก่อสร้างจนแล้วเสร็จลงตามเป้าหมายคือปี 2565

แก้จุดบอดทางภูมิศาสตร์
พื้นที่บริเวณปากน้ำเลย จังหวัดเลย ถือเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยติดอันดับต้นๆ ของลุ่มน้ำโขงทางฝั่งอีสานที่ประสบปัญหาน้ำท่วมบ่อยครั้ง และกินพื้นที่นับแสนไร่
ในทางกลับกันในฤดูแล้ง พื้นที่ลุ่มน้ำโขงแถบนี้ รวมทั้งลุ่มน้ำเลยกลับไม่มีน้ำเหลือมากพอสำหรับการทำการเกษตรฤดูแล้ง เนื่องจากขาดแหล่งน้ำต้นทุนที่มีความจุเหมาะสมและมากพอ
โดยเฉพาะในลุ่มน้ำเลยนั้น แต่ละปีได้ปล่อยน้ำจืดไหลลงแม่น้ำโขงกว่า 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยไม่ได้รับประโยชน์อันใด
ณรงค์ ลีนานนท์ รองอธิบดีฝ่ายก่อสร้าง กรมชลประทาน เล่าถึงแนวทางการพัฒนาลุ่มน้ำเลย จังหวัดเลย ว่า กรมชลประทานได้สนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการพัฒนาแหล่งน้ำในแม่น้ำเลย รวมทั้งดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลที่มุ่งเน้นให้ดำเนินการเก็บกักน้ำในประเทศให้มากที่สุด แทนการปล่อยลงแม่น้ำโขงหรือทะเลโดยเปล่าประโยชน์
ปัญหาของแม่น้ำเลยในปัจจุบัน คือในช่วงแล้งจะเกิดการขาดแคลนน้ำ ไม่เพียงพอที่จะใช้ในการเกษตร เนื่องจากสภาพทางกายภาพของแม่น้ำเลยซึ่งมีความยาวทั้งหมด 230 กิโลเมตร ในช่วงต้นลาดชันมาก น้ำจะลงมาเร็ว ช่วงกลางน้ำจะเท้อขึ้นเนื่องจากมีลักษณะแบนราบ ช่วงปลายลำน้ำคดเคี้ยวก่อนออกแม่น้ำโขง กรณีปริมาณน้ำเยอะก็จะเกินน้ำล้นตลิ่ง

“อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย เป็นส่วนปลายสุดของแม่น้ำเลยจะไหลไปสู่แม่น้ำโขง ซึ่งในแต่ละปีแม่น้ำเลยมีปริมาณน้ำ 1,100 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณมาก ทางกรมชลประทานได้มีการบริหารการจัดการ ทั้งสร้างเขื่อน สร้างฝายมาแล้วตั้งแต่ปี 2494 มาเกือบ 100 กว่าตัว ประตูระบายน้ำศรีสองรักนี้จะเป็นตัวสุดท้าย โดยในช่วงหน้าแล้งใช้กักเก็บน้ำ เพราะในแต่ละปีน้ำจะไหลลงแม่น้ำโขงหมดเลย ถ้ามีประตูระบายน้ำในแต่ละปีจะสามารถเก็บน้ำไว้ได้ 6 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อส่งให้พื้นที่ทั้งในช่วงแล้งและช่วงฝน 70,000 กว่าไร่”
รองอธิบดีณรงค์บอกว่า การทำความเข้าใจกับชาวบ้านในระดับท้องถิ่นเป็นสิ่งสำคัญ หากเข้าใจปัญหา ประโยชน์ที่จะเกิด รวมถึงแนวทางการแก้ปัญหาของกรมชลประทานแล้ว จะทำให้การดำเนินการเป็นไปด้วยดี เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา จึงลงพื้นที่ชี้แจงทำความเข้าใจกับชุมชนในเขตตำบลบ้านนาซ่าว อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ถึงโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำศรีสองรัก

ถ้าถามว่าจะเกิดผลกระทบกับสัตว์น้ำมั้ย เราจะมีบันไดปลา คือ ตัวแม่น้ำเลยที่จะไหลออกแม่น้ำโขงซึ่งคดเคี้ยว เราจะขุดตัดตรง และจะสร้างบันไดปลาในแม่น้ำสายเดิมเป็นประตูปิด-เปิด เป็นประตูให้เรือสัญจรได้ จะลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมลง
ซึ่งหากทางจังหวัดและราษฎรจังหวัดเลยเห็นด้วย จะเร่งให้การดำเนินการก่อสร้างให้เร็วที่สุด โดยคาดว่าจะเริ่มได้ในปี 2561 และแล้วเสร็จในปี 2565
เครื่องมือจัดการน้ำท่วม-น้ำแล้ง
ทางด้าน ธีระ อิสระกุล ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 12 อธิบายในส่วนของรายละเอียดว่า โครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำศรีสองรักเกิดขึ้นเพื่อ 1.ส่งน้ำสนับสนุนทางการเกษตร 2.บรรเทาอุทกภัย 3.สนับสนุนยุทธศาสตร์จังหวัดในด้านการท่องเที่ยว
ทั้งนี้ ลุ่มน้ำเลยมีพื้นที่ทั้งหมด 3,560 ตารางกิโลเมตร มีความยาว 230 กม. ปริมาณน้ำท่า 1,132 ล้าน ลบ.ม.
แม่น้ำเลยไหลขึ้นไปทางเหนือ ลงแม่น้ำโขงที่ อ.เชียงคาน การก่อสร้างประตูระบายน้ำศรีสองรัก ขนาดกว้าง 15 เมตร สูง 13.20 เมตร เพื่อเป็นเครื่องมือบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ กรณีที่แม่น้ำโขงหนุนสูงเข้ามาในแม่น้ำเลย ประตูนี้จะป้องกันน้ำท่วม กรณีหน้าแล้ง สามารถสูบน้ำจากแม่น้ำโขงเข้ามาได้ โดยเมื่อโครงการแล้วเสร็จลงผลประโยชน์ที่จะได้รับจะเกิดกับ 7 ตำบล (ต.เชียงคาน ต.นาซ่าว ต.ปากตม ต.หาดทรายขาว ต.เขาแก้ว ต.จอมศรี และ ต.ธาตุ) ในอำเภอเชียงคาน 44 หมู่บ้าน 9,227 ครัวเรือน

ในส่วนของประโยชน์ในแง่การสนับสนุนยุทธศาสตร์จังหวัดในด้านการท่องเที่ยวนั้น เนื่องจากประตูระบายน้ำอยู่ในพื้นที่ อ.เชียงคาน จึงนำหัวผีตาโขน และผีขนน้ำ สัญลักษณ์ของจังหวัดเลยเข้ามาใส่ในการออกแบบประตูระบายน้ำ ขณะเดียวกัน ตรงประตูระบายน้ำเองจะมีพื้นที่ส่วนหนึ่งที่เรากันไว้เป็นศูนย์วัฒนธรรม เป็นแหล่งเรียนรู้ในจังหวัดเลย
ขณะที่ โกศล นันทผา อดีตผู้ใหญ่บ้านนาซ่าว หนึ่งในกลุ่มคนที่มาเฝ้ารอฟังคำชี้แจงจากกรมชลประทาน บอกว่า ที่มากันวันนี้จาก 2-3 หมู่บ้านมาเพื่อฟังนโยบายว่าจะเป็นอย่างไร
ชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่ทำไร่ทำนา ปลูกมัน ปลูกยางพารา บางคนปีนี้ยังไม่ได้ปลูกข้าวเลยเพราะไม่มีน้ำ เวลาที่ฝนตกก็ตกอยู่แค่ฟากเดียว อีกฟากหนึ่งก็ไม่มีน้ำใช้ โดยเฉพาะปีนี้แล้งมาก เพิ่งจะมีพายุ (ราอี) เลยมีฝนตกลงมาบ้าง ส่วนน้ำท่วมเท่าที่จำได้มี 2 ครั้งละมั้ง เพราะน้ำจากทางเหนือมาแล้วไหลไม่ทัน
“ถ้ามีประตูระบายน้ำ พวกเราจะได้มีน้ำมาทำนากันแล้วทีนี้” โกศลบอกพร้อมรอยยิ้ม


