คุยข้างจอ ผอ.หอภาพยนตร์ ชลิดา เอื้อบำรุงจิต ซูมวงใน เปิดหลังฉาก ‘กรุงเทพกลางแปลง’

17.07.22 | 10:17 น.

“จริงๆ ทุกคนก็บอกว่ากรกฎาคม ‘มันเร็วเกิ๊น’ ปกติทำเทศกาลก็ต้องใช้เวลา ทาง กทม.แค่อยากจัดกิจกรรมที่กระตุ้นเศรษฐกิจเส้นเลือดฝอย สมาคมผู้กำกับภาพยนตร์เลยไปคุยกับทีม กทม. ถึงไอเดียเรื่องหนังกลางแปลง แล้วก็มาคุยกับทางหอภาพยนตร์เรื่องหนัง เราโอเคมาก เพราะการสนับสนุนการฉายหนัง เป็นหน้าที่ของเราอยู่แล้ว”

ชลิดา เอื้อบำรุงจิต ผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) Thai Film Archive ย้อนเล่าที่มาหนึ่งในกิจกรรมเล็กๆ ที่น่าจับตา ขณะเดียวกันก็สร้างเสียงดราม่าทั้งฉายหนังหน้าฝน เสียงแซะแบบงงๆ เรื่องบประมาณ 20 จอ 160 ล้าน กระเพื่อมบนหน้าสื่อตลอดสัปดาห์ที่พ้นผ่าน

ชลิดาเล่าว่า ผู้ริเริ่มเอ่ยปากชักชวน คือสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย ที่จับมือหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะทางหอฯ, สมาคมหนังกลางแปลง และ Better Bangkok ไปคุยกับ กทม. จนเกิดเป็นความร่วมมือ เปลี่ยน ‘เทศกาลภาพยนตร์’ เป็น ‘กรุงเทพกลางแปลง’ ในเวลาแค่พริบตา

จุดพลุฉายหนัง 3 เรื่องแรกที่หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร หรือลานคนเมือง มีเสาชิงช้าเป็นฉากหลัง ซ้อนทับและเชื่อมร้อยอย่างลงตัวกับสารคดี ‘พระราชพิธีโล้ชิงช้า ปี 2474’ ที่ฉายอยู่บนจอด้วย

อันธพาลครองเมือง, เวลาในขวดแก้ว, แพรดำ และอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อไป

Advertisement

ปฏิเสธไม่ได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น ทำเอาคนกรุงและมหานครแห่งนี้กลับมามีชีวิต

ในบางค่ำคืน ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. โผล่มาเดินชมงาน พูดคุย ปูเสื่อร่วมดื่มด่ำ แวะหาหมึกบด เคี้ยวอ้อยควั่น ก่อนสารภาพว่า ‘ทั้งชีวิตไม่เคยดูหนังกลางแปลง’

⦁โปรแกรมฉายและไอเดียหนัง ใครเป็นคนคิด?

มาจากหลายฝ่ายร่วมกันคิด อย่างสมาคมผู้กำกับ จะเน้นมุมปลุกอุตสาหกรรมหนัง ให้คนมีความคึกคักหลังจากซึมเซาเพราะเจอโควิดมานาน พอเสนอไอเดียเรื่องกลางแปลงมา เราก็เสริมไปว่า น่าจะไปในย่านต่างๆ ไม่ใช่แค่ศูนย์กลางเพราะไม่ว่ากิจกรรมอะไรก็มักจะเกิดใจกลางสยาม เอาตรงๆ ตอนแรกก็คิดถึงเรื่อง ‘รักแห่งสยาม’ อะไรแบบนี้ แต่สมัยก่อนหนังกลางแปลงอยู่ในย่านชุมชนด้วย แน่นอนว่ายุคหลังๆ มันซบเซาเหมือนกัน เวลามีคนตั้งกลางแปลงก็ไม่ค่อยมีคนดู เพราะคนมีทางเลือกเยอะ ก็เลยเสนอไปว่า ควรจะเริ่มที่ลานคนเมืองก่อน

⦁เท่ากับว่าจุดแรก ฉายที่ลานคนเมือง หอภาพยนตร์เป็นคนเสนอไอเดีย?

เรารู้สึกว่าที่ตรงนี้เป็นที่สาธารณะมากที่สุดแล้วที่หนึ่ง และอยู่ใกล้ กทม. ทาง กทม.น่าจะสนับสนุน เลยลองตรงนั้น

งานนี้น่าสนใจ มีความตุ๊บตั๊บกันมาก ถ้าเป็นหนังใหม่ เราบอกว่าคงต้องขอจากค่าย แต่ก็น่าจะง่าย ส่วนเราก็หาหนังที่เราบูรณะ หรือรีมาสเตอร์ ซึ่งบางเรื่องก็คือหนังที่เคยฉายที่หอฯ ก็พูดกันว่าอยากให้หนังสัมพันธ์กับพื้นที่ แต่ก็หาไม่ได้ตรงทุกเรื่องหรอก ส่วนเราจะคิดถึงคนดูในย่านนั้นมากกว่า จากที่เคยจัด เลยค่อยข้างรู้ว่าคนที่มาดูหนังกลางแปลง ธรรมชาติเป็นยังไง

เอาจริงๆ นะ หนังอะไรเขาก็ดูทั้งนั้นแหละ แต่เราก็อยากให้เป็นย่านชานเมืองหน่อย แบบว่าถ้าหลงมาดูแล้วไม่ผิดหวัง ความจริงลิสต์หนังมีมากกว่านั้น แต่บางเรื่องก็เอามาไม่ได้ ไม่มีแหล่ง มีเงื่อนไขอีหลุบตุ้บตั้บมากมาย สุดท้ายก็ลงเอยมาเป็นส่วนผสมประมาณนี้ ซึ่งคนให้เครดิตเราเยอะ แต่เราก็บอกว่า เอ้ย! ไม่ได้ขนาดนั้น

⦁แต่หนังส่วนมากเอามาจากหอภาพยนตร์?

เอามาจากบริษัทหนังใหม่ๆ ด้วย หนังของหอภาพยนตร์ จริงๆ มีแค่ 6 เรื่องที่ลงในเฟซบุ๊ก แต่เราก็ช่วยแนะนำว่าเรื่องไหนดูเพลินๆ สบายๆ ขอบริษัทไหนได้ ก็เป็นส่วนผสมของการทำงานร่วมกันหลายฝ่าย เรามีโอกาสก็เลยขอเข้าไปแจมด้วย ตอนแรกว่าจะฉายทุกวัน แต่หนังมันยาว เรามีหนังภาพประวัติศาสตร์จากหอภาพยนตร์ที่เราฉายด้วย และคิดว่ามันน่าสนใจ

จาก 3 วันแรกที่ผ่านไป มีวันหนึ่งที่เราฉายพระราชพิธีโล้ชิงช้า ซึ่งความจริงก็เผยแพร่อยู่ในยูทูบของหอภาพยนตร์ด้วย แต่อิมแพคตอนที่เราเอามาฉายในสถานที่นั้น รวมทั้งการฉายจอขนาดใหญ่ อลังการมาก อิมแพคนี้น่าสนใจมากจริงๆ เป็นประวัติศาสตร์ของพื้นที่ ดูดีในสเกลที่ใหญ่ เราคิดว่าเป็นช่วงเวลาที่ทำให้คนได้เห็นภาพอดีตของกรุงเทพฯ

⦁ในฐานะคนกรุงเทพฯ มองพัฒนาการของฉากกรุงเทพฯในชีวิตจริงนอกจกภาพยนตร์อย่างไร?

รู้สึกว่ากรุงเทพฯเปลี่ยนไปเยอะ ยิ่งเราอยู่นาน ก็ยิ่งรู้สึกว่าเมืองที่เราเคยรู้จัก มันค่อยๆ หายไป อย่างสยาม ถามว่าอันใหม่ดูดีใหม่ ก็ดูทันสมัย เป็นโลกใหม่ แต่สำหรับเราที่ความทรงจำกับพื้นที่ 40-50 ปี มันไม่คอนเน็กต์อะไรกับเราแล้ว เริ่มเข้าใจความเศร้าของคนแก่ เราไม่ได้โทษการเปลี่ยนแปลง แต่บางครั้งก็ช็อกเหมือนกัน

⦁เหมือนสารคดีที่ฉาย ‘รถรางวันสุดท้าย’ ไม่ได้เห็นของจริงอีกแล้วในกรุงเทพฯ?

ใช่ มันไม่มีอะไรแบบนั้น แต่อย่างน้อย สะพานพุทธก็ยังอยู่ ยังมีอะไรที่ย้ำเตือนได้ ลองดูเรื่อง สยามสแควร์ มันคือชีวิตวัยรุ่นของเรา มันคือภาพสยามตอนที่เราโต ประมาณ อายุ 13-14 นั่นคือสยามที่เราไปเที่ยวกับเพื่อนไปเรียนเปียโน ไปรอรถเมล์ น่าสนใจที่สยามไม่เคยหยุดยั้ง มันเปลี่ยนตลอดเวลา สยามตอนนี้ก็จะมีความทรงจำของคนรุ่นนี้ ซึ่งเป็นความทรงจำที่ดี แค่เราไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง หรือสิ่งที่เรารู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง มันถูกลบไปเลย

เราโตที่เยาวราช จนอายุ 15 ปี แล้วย้ายมาอยู่ฝั่งธนฯ แถวใต้สะพานพุทธ เรียนจบธรรมศาสตร์ คืออยู่ในเซ็นเตอร์ของความเก่าพอมาทำงานถึงได้ย้ายออกมาบรมราชชนนี แต่ปัจจุบันก็อยู่พระราม 8 คือชีวิตมันก็เป็นคนเมืองเก่า เลยสะท้อนใจประมาณหนึ่งแทนที่เราจะรักษา แต่กลับทุบแล้วสร้างของใหม่ที่เก่าปลอมๆ ทำให้รู้สึกว่าพออายุถึงวัยที่ไม่ได้ทำงาน ก็จะย้ายไปอยู่ที่อื่นเพราะไม่มีความทรงจำอะไรเหลือ มันเศร้าที่จะเห็นที่ทุกอย่างที่เรารู้จักหายไป

เยาวราชเป็นถนนที่มีโรงหนังเยอะมาก หัวถนน ท้ายถนน นั่งรถโรงเรียนผ่านก็ต้องเห็นโรงหนังประมาณ 5-8 โรง อาจจะไม่ได้ดูทุกเรื่อง แต่เราเห็นโรงหนังตลอดเวลา ลงรถโรงเรียนสามารถเดินทะลุโรงหนัง แวะแผงหนังสือ แล้วก็ค่อยเดินกลับบ้าน

ส่วนตัวค่อนข้างเฮิร์ตตอนที่ทุบสกาลาก็พยายามที่จะฉุดรั้งมันพอสมควร ทำหลายอย่าง สุดท้ายเราทำได้แค่นี้

⦁ คนที่มาดูสงสัยว่าทำไมฉายเรื่อง ‘แพรดำ’

เราแค่คิดว่า แพรดำ มีฉากกรุงเทพที่สวยมากราวกับภาพวาด แล้วก็ไม่ไกลจากที่เราฉาย คือถนนราชดำเนิน พระบรมมหาราชวัง มีรถราง มีอะไร ซึ่งห่างกันประมาณ 61 ปี หนังปี 2504 เราก็แค่รู้สึกว่าเชื่อมได้เรื่องสถานที่ แล้วก็เป็นหนังที่ดี เมื่อยุคนู้นได้ฉายเบอร์ลิน ตอนเราบูรณะขึ้นมาก็ได้เลือกไปฉายเมืองคานส์ แต่ว่าติดโควิด-19 เลยไม่ได้ไป มีหลายๆ องค์ประกอบที่น่าสนใจ

คุณรัตน์ เปสตันยี ผู้กำกับ เขาตั้งใจ จะเรียกว่ามากไปด้วยซ้ำก็ได้ ที่จะใส่วัฒนธรรมลงไป แต่เราก็รู้สึกว่าหลายอย่างเขาก็ทำได้ดีมากๆ อย่างเรื่องการบวช คือนอกจากจะถ่ายสวยแล้ว ยังให้เห็นพิธี เห็นมุมศาสนา ออกแนวฮอลลีวู้ด แต่ในขณะเดียวกันก็มีการใช้ดนตรีไทย มีอังกะลุง

เราก็รู้สึกว่า เอ้า! แล้วตอนนี้ที่จะมาพูดเรื่อง ซอฟต์เพาเวอร์ มันก็คืออย่างนี้ไม่ใช่เหรอ เขาก็ทำมาตั้งแต่ปี 2504 หรือก่อนหน้านั้นแล้ว ถ้าเราย้อนไปดูสันติ วีณา (1954) ก็จะมีการรำที่ยาวมาก ซึ่งเป็นเรื่องตลกดีเหมือนกัน คุณรัตน์ เคยให้สัมภาษณ์ลงหนังสือว่า ตอนนั้นเขาน้อยใจรัฐบาล เขาไปเบอร์ลินแล้วมีงานเลี้ยงต้อนรับ ประเทศนั้นมองหนังเป็นวัฒนธรรม การที่หนังได้มาแลกเปลี่ยน ก็เหมือนแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ก็น้อยใจว่ารัฐบาลเรามองไม่เห็น มันคือสิ่งเดียวกัน ที่เราอาจจะเคยคิดมานาน แต่ยังไม่สำเร็จ

⦁ อะไรคือสิ่งที่หนังไทยเก่าๆ มี แต่หาไม่ได้ในยุคปัจจุบัน?

ไม่ได้อยากจะพูดว่าหนังเก่า ดีกว่าหนังใหม่ แต่สิ่งหนึ่งที่หนังเก่าเป็นแน่ๆ คือ บันทึกประวัติศาสตร์ในตัวของมันเอง ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ตอนทำหนังคงไม่ได้คิดว่า ถนนราชดำเนินที่มีรถราง วันหนึ่งพอมาย้อนดูแล้วคนจะงงๆ เหมือนกัน เอ้า! มุมตรงข้าวสาร นี่มันมีรถรางผ่านหรอ หนังได้ทำหน้าที่นี้อย่างไม่ได้ตั้งใจไปด้วย ผู้คนที่ล้มหายตายจากก็ได้ถูกบันทึกเอาไว้ สิ่งเหล่านี้เป็นนิรันดร์อยู่ในภาพยนตร์ตราบเท่าที่มันยังอยู่

⦁ ตอนจัดงานได้สังเกตอัปกิริยาคนมาดูไหม เห็นมีคนไร้บ้านมานั่งดูด้วย รู้สึกอย่างไร ?

คือเราคิดว่า ตอนเด็กๆ หนังไม่ได้แพงมาก เป็นหนังของคนทั่วไป ยังมีหนังศาลเจ้า เราโตมากับการได้ดูหนังฟรี ผู้คนอยู่ในคัลเจอร์แบบนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป มีหลายแพลตฟอร์ม ทีวียังจะแย่ เมื่อก่อนคนมีเงินจะซื้อแผ่นไปดูที่บ้าน หรือเมื่อ 10 ปีก่อน หนังที่คิดว่าคงจะฮิตสำหรับประชาชน ก็ยังมีคนดูน้อย เอาองค์บากมาฉายก็คนน้อยมาก คัลเจอร์คงเปลี่ยนไปจริงๆ คนส่วนใหญ่ก็ชอบแค่มาถ่ายรูป เซลฟี่นิดนึงแล้วก็จากไป

แต่คราวนี้เชื่ออยู่แล้วว่า 1.ถ้าฉาย คนแถวนั้นจะมาดูไม่ว่าจะไร้บ้านหรือไม่ แต่แถวนั้นมีคนไร้บ้านเยอะด้วย 2.ถ้าหนังคุณภาพดีพอสมควร คนจะนั่งดูจนจบ รอบนี้เซอร์ไพรส์ที่คนมาดูหนังจริงจัง ปกติกลางแปลงจะมีอย่างอื่นมาแข่งเยอะ กลางแปลงก็เหมือนเป็นไม้ประดับ คนเลยไม่ค่อยตั้งใจดู แต่งานนี้มีแค่ของกิน ไม่มีชิงช้าสวรรค์ มีแค่หนัง คนที่มาถ้าฝนไม่ตก ก็นั่งดูกันแบบจริงจัง ต่อให้ไม่รู้ว่าเรื่องเป็นยังไงของมัน ก็ดูจนจบ

ความจริงก่อนหน้าหลายปีเราก็เคยจัดงานกลางแปลงของ กระทรวงวัฒนธรรม ที่เกาะรัตนโกสินทร์ ทุกครั้งที่ฉายหนังอย่างเดียวก็จะมีคนมานั่งดู ขอให้ตั้งจอไปเถอะ แล้วก็ฉายไป มีคนมานั่งดูจริงๆ บางคนบอก กะจะมาดูแป๊บเดียว แต่ฉันก็ยืนดูจนจบ คือหนังมันทำให้คนดูจนจบไปเอง

⦁ แล้วอย่างนี้ งานกรุงเทพกลางแปลง มีความท้าทายไหม?

ท้าทายสิ คือ 1.กลางแปลงกลางฝน ก็เตรียมโดนด่ามาประมาณหนึ่ง แต่พูดตรงๆ พอมาคิดย้อนจากประสบการณ์จริงที่จัดกลางแปลงมาทุกฤดู ฝนมันก็ตกทุกฤดูจนได้เหมือนกันนะ (หัวเราะ) เคยฉายพฤศจิกายน กุมภาพันธ์ ฝนก็ถล่มเหมือนกัน ทางคนที่จัดงานทุกคนเข้าใจเงื่อนไขใช่ไหมว่า ถ้าฝนตกแล้วจะทำยังไง ได้ลองดู

เพราะเดี๋ยวนี้โลกร้อน ก็ตกมั่วซั่วไปหมด เมษาฯก็ตก มีนาฯก็ตก จัดเดือนไหนก็มีสิทธิโดนฝนถล่ม ไหนๆ ตัดสินใจจะเดินหน้า ก็ลองดู ก็มีทั้งก้อนอิฐ และดอกไม้

มีคนบอกว่า มาจัดตอนนี้บ้าหรือเปล่า แต่เราก็เตรียมเต็นท์ใหญ่ๆ วันที่ทดสอบฝนครั้งแรกน่าสนใจมาก เวลาในขวดแก้ว ทันทีที่ฝนตกลงมา ภายใน 1 นาที ทุกคนลุกจากจอวิ่งเข้าเต็นท์แบบเร็วมาก ขำมาก พรึบเดียว ยืนเรียงกันอยู่ในเต็นท์อย่างเรียบร้อยเหมือนลิฟต์ ตลกมาก เฮ้ย! ทฤษฎีเต็นท์ที่พวกเราคิดไว้มันเวิร์กๆ สุดท้ายของในเต็นท์ก็ขายได้

⦁ พอมีเฟคนิวส์ออกมาว่า การจัดฉายหนังครั้งนี้ ใช้เงินกว่า 160 ล้าน ครั้งแรกที่ได้ยินอาการเป็นยังไง?

เราขำ (หัวเราะ) ขำคนที่เชื่อว่าเอาอะไรคิด แต่ก็เสียใจเหมือนกันที่ ทำไมบางคนเป็นผู้ใหญ่แล้วแต่ไม่เห็นความจริงที่มีอยู่ทนโท่ คือพอเหมือนเราเกลียดใครก็มีอคติไปเสียหมด แล้วก็แบ่งพรรคแบ่งพวก

ส่วนเรื่องฟ้าผ่าจอนี่จะบ้าตายจริง (หัวเราะ) มันคล้ายๆ ละครน้ำเน่าที่จะต้องมามีไดอาล็อกอย่างเหลือเชื่อ

⦁ แล้วมองอย่างไรกับการที่กองทัพ ก็จัดฉายหนังกลางแปลงให้น้องใหม่ในค่ายทหาร?

ต้อง To be fare กับเขานิดนึง กองทัพบอกว่าเขาจัดอยู่แล้ว เพียงแค่คนที่เอามาออกข่าว ก็คงอยากจะออกมาบลั๊ฟหรือเปล่า เลยโดนบลั๊ฟกลับเลย (หัวเราะ) คือบางทีคนที่จะล้อเขาก็ล้อเขาเกินไป เราต้องงดเรื่องการบลั๊ฟไปบลั๊ฟมา ในที่สุดต่อให้เป็นฝั่งที่เราไม่ชอบ เราก็ต้องอยู่ด้วยกัน

⦁ ถ้าภาพยนตร์ไม่ใช่แค่เรื่องของคนเมือง หอภาพยนตร์มีแนวคิดฟื้นโรงหนังเก่า หรือทำงานร่วมกับจังหวัดอื่นไหม?

ทางหอภาพยนตร์ เราพยายามซัพพอร์ตเท่าที่เราช่วยได้ สมาคมหนังกลางแปลงก็พูดเลยว่า กิจกรรมครั้งนี้จะช่วยกระตุ้น เพราะเจ้าภาพ-คนทำหนังกลางแปลงในต่างจังหวัดมีอยู่แล้ว แต่ว่าช่วงโควิดอาจจะโดนห้ามจัดมหรสพทั้งหมด ก็เลยฟีบกันไป ครั้งนี้ก็อาจจะเป็นโอกาสที่หลายๆ คนได้ฟื้นคืน หลายคนก็ขายกิจการ ขายอุปกรณ์ ขายกันไปเยอะ มันอาจจะเป็นโอกาสที่จะฟื้นคืนก็ได้ เป็นแรงดลใจให้กัน

⦁ ในต่างประเทศมีจัดกิจกรรมส่งเสริมเกี่ยวกับภาพยนตร์อย่างไรบ้าง?

คล้ายๆ กัน มีเทศกาลหนังที่จัดประจำเมือง ปีละครั้ง มีสถาบันเชิงวัฒนธรรม เหมือนหอภาพยนตร์ มีอีเวนต์ มีโรงหนังโรงเรียน ปลูกฝังให้เด็กรักการดูหนัง ตอนนี้หอภาพยนตร์ก็ทำ รถโรงหนังเฉลิมทัศน์ มีโรงเรียนติดต่อมาพาเด็กไปดูหนังเกือบทุกวัน ดังนั้น มิติของอุตสาหกรรมมันไม่ใช่แค่โรงหนังเพียวๆ คนไม่ควรต้องรักหนังไทยเพราะว่าเราเป็นคนไทย แต่ถ้าคนโดยทั่วๆ ไปซัพพอร์ตหนังไทย มันจะเป็นก้าวที่ช่วยอุตสาหกรรมมากเลย

เหมือนพอเราลดการขาดทุนให้เขา เขาก็จะทำหนังที่หลากหลาย เพราะถ้าทำอะไรแล้วขาดทุน มันก็เครียด ใจอย่างเดียวก็ไม่ไหว

เกาหลีค่าการตลาดหนังในประเทศ คือเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ เขามีฟิล์มคัลเจอร์ พอมีหนังเข้า ชอบไม่ชอบไม่เป็นไร แต่ไปดู มันก็เป็นการสนับสนุน ซึ่งของไทยหลังๆ มักจะมีคนที่ตั้งแง่ ไม่ดูแต่ก็ด่า มันไม่ช่วยกันเลยนะ ถ้าดูแล้วไม่ชอบวิจารณ์ได้ เพราะเสียเงินมาดู (หัวเราะ)

เราเลยคิดว่า ถ้าเราพอซัพพอร์ตไหว บางทีก็ไปดูหนังไทยในโรง ถ้าเราดูกัน ก็จะมีความคึกคัก มีอะไรอย่างอื่นออกมาให้เราดูอีกเยอะ

⦁ ได้พูดคุยกับผู้ว่าฯชัชชาติเกี่ยวกับโปรเจ็กต์หนังครั้งถัดไปหรือยัง?

อุ้ย! ยังเลย งานนี้ต้องให้เครดิตคนหลายๆ คนที่อาจจะไม่ได้เป็นชื่อด้วย ในฐานะที่เราเริ่มจะแก่ รู้สึกว่ามีคนรุ่นหนุ่มสาวที่เขามีกำลังใจ ที่จะทำอะไรหลายอย่าง มีเซนส์ที่จะทำให้เป็นจริงได้ บางครั้งก็ต้องนับถือน้ำใจพวกเขามากๆ วันที่เราใจเสียมาก เขาก็ยังใจสู้กันอยู่ ทำให้รู้สึกว่า หลายอย่างก็เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีได้

⦁ เดิมหอภาพยนตร์อาจเป็นที่รู้จักของคนเฉพาะกลุ่ม ตอนนี้เริ่มฉายบนแพลตฟอร์มต่างๆ แม้แต่เน็ตฟลิกซ์ ตอนนี้กำลังก้าวไปสู่จุดไหน หรือพยายามบอกอะไรสังคม?

หนึ่งเลย เราทำหน้าที่อนุรักษ์ภาพยนตร์ไม่ว่าจะเป็นฟิล์ม หรือดิจิทัล เมื่อโลกเปลี่ยนเป็นดิจิทัล เราเองก็ต้องเปลี่ยนให้มันทันโลกด้วย

แต่สิ่งหนึ่งที่ท้าทายตลอดมา ก็คือการไปถึงประชาชน เมื่อก่อนเราอยู่ไกล คนอาจจะรู้จักเราน้อย พอมาโควิดมีช่วงหนึ่งเราปิด 6 เดือน เลยได้ทดลอง คิดกันว่าจะทำยังไง ไม่รู้หรอกว่าคนจะอยากดูไหม พวกภาพเก่าๆ เราไม่มีหนังเรื่องยาวมาฉายให้ดูในยูทูบได้ทุกวันหรอก แต่มีหนังอย่างอื่นเยอะ เรามีหนังข่าว หนังสารคดี หนังที่ถ่ายเล่นในครอบครัว เยอะแยะ

ตอนแรกก็ไม่มั่นใจ แต่เรามองเรื่อง คอนเน็กต์กับคนในสังคม คนตอนนี้พูดเรื่องโอลิมปิก เรามีโฆษณาสั้นๆ ตอนส่งนักกีฬาไปโอลิมปิก ฮาดีเหมือนกันก็ลองอัพไป เออ มันก็เหมือนเป็นบทสนทนากับสังคมเนอะ หรือประกวดนางงาม นึกขึ้นได้ มีปีนึงมิสยูนิเวิร์สเคยมาที่ไทย ไปทำนู่นทำนี่

ตอนนี้เราไปติ๊กต็อกด้วยนะ ลองเรียนรู้ยูทูบ เราพยายามลงเต็มๆ ไปเลย ไม่อยากจะเป็นคลิกเบต แค่คิดว่ามันควรจะอ้างอิงได้ ช่างมันคนดูน้อยดูเยอะ อันไหนที่ไม่ติดลิขสิทธิ์ก็จะเป็นประโยชน์ ครูอยากเอาไปสอน เอาไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย

คือเราก็เรียนรู้ธรรมชาติของสื่อโซเชียลแต่ละอัน แต่เรื่องข้อมูลเยอะ จริงนะ ขออภัย มันแก้ยาก เป็นคาแร็กเตอร์ (หัวเราะ) ผู้ใหญ่บอกว่า ทำไมพวกแกไม่เป็นคนสนุกๆ พวกแกจะต้องมาบอกอะไรกันเยอะแยะ เราแค่รู้ว่าคนที่สนใจเขาจะแฮปปี้มากเมื่อเห็นสิ่งนี้ เราก็แชร์ๆ กันไป เรียนรู้กันไปด้วย แต่ก็ดีใจ ถ้าเราจะคอนเน็กต์กับคนรุ่นใหม่ๆ เขารู้สึกได้อะไรจากเราบ้าง ดีใจที่เขาเห็น

⦁ เชื่อว่าภาพยนตร์มีส่วนช่วยเปลี่ยนสังคมได้ไหม?

เคยมีผู้กำกับคนหนึ่งตอบว่า ไม่คิดว่าหนังจะเปลี่ยนสังคมได้หรอก คนต่างหากต้องเปลี่ยนสังคม แต่ถ้าหนังที่เขาทำออกมา ทำให้คนลุกไปเปลี่ยนสังคมได้ เขาก็จะดีใจ

เราเอาหนังอนุรักษ์มาฉาย ก็อยากให้คนเห็นว่า เราได้ทำอะไรอย่างนี้เอาไว้ พออิมแพคมันมากกว่าที่คิด หรือถ้ามันจะทำให้คนตระหนักว่า สูญเสียกันไปแล้วเท่าไหร่ แล้วก็หันมารักษาบ้าง

แทนที่จะทุบแล้วก็สร้างใหม่ๆ ช่วยรักษาสิ่งที่คุณยังเห็นว่าพอมี ทำให้อยู่ได้ไม่ดีกว่าเหรอ