ตกต่ำย่ำแย่และน้ำตานองหน้ากันถ้วนทั่ว สำหรับชาวนาผู้ได้ชื่อว่าเป็น “กระดูกสันหลังของชาติ”
ด้วยราคาข้าวในวันนี้ ดิ่งวูบชนิดแทบจะไม่คุ้มค่าต้นทุนการผลิต
โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิที่มีการผลิตมากในพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าวนาปี ราคาเฉลี่ยของข้าวเปลือกหอมมะลิ ความชื้น 15% อยู่ที่กิโลกรัมละ 9-10 บาท (ตันละ 9,000-10,000 บาท) และความชื้น 30% อยู่ที่กิโลกรัมละ 6-7 บาท (ตันละ 6,000-7,000 บาท)
จากเคยมีความหวังเมื่อครั้งโครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่ตันละ 15,000 บาท วันนี้กลับดับวูบ บางรายจำต้องขายข้าวใช้หนี้อย่างชนิดที่ต้องเป็นหนี้สินเพิ่มขึ้นอีก
รวมไปถึงสถานการณ์ที่จังหวัดชัยนาทที่ชาวนาหลายรายทนกับภาวะขาดทุนไม่ไหว เริ่มมีการปักป้ายขายที่นาเพื่อนำเงินมาใช้หนี้สถาบันการเงิน
วิเคราะห์ถึงสาเหตุราคาข้าวเปลือกหอมมะลิตกต่ำสุดในรอบ 10 ปีมานี้ เดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากรคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บอกว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะเรามียอดส่งออกน้อยลง ราคาตลาดโลกตกต่ำลง ตรงนี้จึงเป็นเหตุทำให้ไม่มีคำสั่งซื้อจากผู้ส่งออกไปยังโรงสี โรงสีจึงไม่มั่นใจที่จะเก็บข้าวเอาไว้เพราะกังวลว่าแนวโน้มต่อไปจะเป็นขาลงอย่างต่อเนื่อง
ประกอบกับช่วงที่ผ่านมารัฐบาลยังไม่ได้เคาะเรื่องราคารับจำนำจนถึงวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา
“พอไม่มีทางเลือกเกษตรกรจึงตัดสินใจขายข้าวหอมมะลิออกไป เพราะกังวลว่าราคาจะลงอีก จึงส่งผลให้ราคาตกต่ำอย่างมาก ซึ่งส่วนหนึ่งรัฐบาลเองก็เสนอนโยบายเรื่องรับจำนำช้าไป”
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีหลายฝ่ายตั้งคำถามว่า ข้าวล้นตลาดจริงหรือ? เพราะที่ผ่านมาการปลูกข้าวหอมมะลิลดลง ประกอบกับบางพื้นที่ประสบภัยแล้ง
เดชรัตน์ตอบว่า ปัญหาภัยแล้งเป็นเรื่องของฤดูกาลก่อนแต่ก็มีผลให้ปีนี้ราคาตกด้วย เพราะว่าในพื้นที่ภาคกลางมีการขยับเวลาการทำนาทำให้ล่าช้าไป 1 เดือน ส่งผลให้ผลผลิตข้าวออกมาชนกันในเดือนพฤศจิกายน
“แม้ว่าจะเป็นบางส่วนในภาคกลางเท่านั้น แต่ก็มีผลกระทบทางจิตวิยาต่อโรงสีและผู้ส่งออกที่ต่างคิดว่าข้าวที่กำลังจะออกมาใหม่นั้นมีอีกมาก”
ส่วนมาตรการของรัฐออกมาช่วยเกษตรกรในเรื่องโครงการชะลอการขายข้าวเปลือก หรือการจำนำข้าวนั้น เดชรัตกล่าวว่า คือโครงการนี้จะรับเฉพาะข้าวหอมมะลิและเกษตรกรที่มียุ้งฉางของตัวเอง โดยปีนี้คิดว่าหากรัฐบาลสามารถรับราคา 11,000 บาทได้ ก็น่าจะผ่อนปรนเรื่องสถานที่เก็บ เพียงแต่ว่าจะรับปริมาณเท่าไรตามงบประมาณที่มีก็ควรจะชี้แจง เพราะข้าวหอมมะลิเป็นข้าวที่สามารถทำตลาดได้ ไม่ว่าจะภายในหรือต่างประเทศ
“เรื่องข้าวขาวก็เป็นอีกปัญหานึง แต่ว่าหากเราหยุดราคาของข้าวหอมมะลิเอาไว้ได้ ก็จะช่วยดึงราคาข้าวขาวในทางอ้อมด้วย แม้ว่าจะไม่ได้รับการช่วยเหลือโดยตรงก็ตาม”

อีกมุมหนึ่งจากความเห็นล่าสุดของนายกรัฐมนตรีที่ออกมาบอกว่าราคาข้าวที่ตกลงเป็นเพราะกลุ่มนักการเมืองและโรงสีร่วมมือกัน ประเด็นนี้ เดชรัตตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า จริงๆ แล้วแนวโน้มที่ราคาจะตกลงมีตั้งแต่เดือนสิงหาคม ถ้าเราตัดประเด็นเรื่องการเมืองออกไป ในเมื่อไม่มีคำสั่งซื้อในการส่งออกมา โรงสีเองก็ไม่แน่ใจที่จะซื้อข้าวมาเก็บไว้
“ประเด็นนี้รัฐบาลเองก็น่าจะทราบสัญญาณนี้ตั้งแต่เดือนสิงหาคมแล้ว จึงไม่อยากคิดว่าเป็นปัญหาในเชิงการเมือง”
“และถ้าสมมุติว่ามีการเข้ามาแทรกแซงจริง แต่รัฐบาลเองก็ขายข้าวที่เป็นจีทูจีได้ไม่มากนักเองด้วย จึงทำให้ตลาดส่งออกโดยรวมไม่ว่าจะขายโดยรัฐหรือขายโดยผู้ส่งออกระบายข้าวได้น้อย รวมถึงเรื่องการรับจำนำเมื่อทราบก่อนแล้วว่าผลผลิตจะออกมามากก็ควรจะประกาศราคารับจำนำให้เร็วกว่านี้ก็น่าจะช่วยได้”
ส่วนข้อคิดเห็นในการแนะนำให้ปลูกพืชอื่นๆ เดชรัตมองว่าเป็นแนวทางในระยะยาวที่ไม่ว่าอย่างไรก็ควรที่จะทำอยู่แล้ว แต่ปีนี้รัฐบาลประกาศนโยบายมาช่วงปลายเดือนสิงหาคม ซึ่งเกษตรกรปลูกไปแล้วประมาณเดือนครึ่ง
จึงเป็นการยากที่จะให้พวกเขาเปลี่ยนโดยทันที
“ในอนาคตอยากให้มีแนวทางที่ชัดเจนและมีข้อเสนอให้เกษตรกรเลือกพืชที่เหมาะสมปลูกได้หลากหลายชนิด ไม่ใช่ให้ปลูกพืชไม่กี่ชนิดที่รัฐบาลส่งเสริม”
ท่ามกลางสถานการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้น เดชรัตได้ตัดสินใจเป็นหนึ่งในตัวตั้งตัวตีในการทำโครงการ “ลูกชาวนาได้เวลาช่วยพ่อ” ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี
โดย เดชรัตเล่าว่า โครงการนี้เกิดขึ้นเพราะอยากที่จะเปิดช่องทางการตลาดและคิดว่าผู้ที่จะสามารถทำหน้าที่นี้ได้ดีที่สุดในระยะเวลาที่สั้นที่สุดคือ ลูกชาวนา จึงจุดประเด็นลูกชาวนาได้เวลาช่วยพ่อขึ้นมา
ทั้งนี้ เดชรัตได้อธิบายว่า ได้เปิด 4 ช่องทางในการขายข้าว คือ 1.ขายผ่านทางออนไลน์ หรือตนเอง 2.เปิดพื้นที่ในการขาย อาทิ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หรือธรรมศาสตร์ 3.การซื้อล็อตใหญ่ อย่างกรณีสาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว ที่ซื้อเพื่อบริโภคในโรงพยาบาล 4.การขายพ่วงกับการท่องเที่ยว ซึ่งได้มีการเตรียมการในการจัดทำแอพพลิเคชั่น เป็นช่องทางในการซื้อข้าวในช่วงเทศกาลต่างๆ อย่างในช่วงปีใหม่ เป็นต้น
“ล่าสุดได้เห็นถึงความตื่นตัวหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นผู้ซื้อที่ตื่นตัวมากโดยมีการสั่งซื้อเข้ามาเป็นจำนวนมาก รวมถึงลูกชาวนาเองก็ให้ความสนใจ ตื่นตัว และทำการศึกษาการบริหารจัดการเรื่องข้าวมากยิ่งขึ้น”
“โดยอยากให้โครงการนี้เป็นช่องทางใหม่ๆ สำหรับเกษตรกรต่อไปในอนาคต” เดชรัตกล่าวทิ้งท้าย
แน่นอนว่า กิจกรรม “ลูกชาวนาได้เวลาช่วยพ่อ” อาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เป็นแค่ระยะสั้น
ในระยะยาว อนาคต แน่นอนว่ารัฐบาลใช่หรือไม่ที่ควรจะมีนโยบายหรือมาตรการในการช่วยเหลือชาวนา “กระดูกสันหลังของชาติ” ให้สามารถที่จะลืมตาอ้าปากได้ ไปพ้นจากวัฏจักรความยากจน …ยืมเงิน-ทำนา-ใช้หนี้-ยืมเงิน-ทำนา-ใช้หนี้ … นี้เสียที

