ของแพง ค่าแรงวิกฤต ถึงเวลาถก ‘ค่าจ้างเพื่อชีวิต’ ไม่ใช่แค่ ‘ค่าแรงขั้นต่ำ’
ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด สำหรับกระแสเรียกร้อง Living Wage ที่มีผู้บัญญัติศัพท์ภาษาไทยว่า ‘ค่าจ้างเพื่อชีวิต’ ซึ่งเป็นที่กล่าวถึงในโลกตะวันตกมานานไม่น้อยกว่า 30 ปี
ค่าจ้างที่ว่านี้ ต่างจาก ‘ค่าแรงขั้นต่ำ’ (Minimum Wage) ซึ่งมีนิยามว่า
‘อัตราค่าจ้างที่เพียงพอสําหรับแรงงานทั่วไปแรกเข้าทํางาน 1 คนให้สามารถดํารงชีพอยู่ได้ตามสมควรแก่มาตรฐานการครองชีพ สภาพเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งเหมาะสมตาม ความสามารถของธุรกิจในท้องถิ่นนั้น’
เพราะค่าจ้างเพื่อชีวิต เพิ่มเติมประเด็น ‘คุณภาพชีวิตที่ดี’ มาตรฐานการครองชีพในฐานะพลเมืองที่มีความเคารพในตัวเองได้ พูดง่ายๆ คือ ไม่ใช่แค่พอกินไปวันๆ
นิยามของ Living Wage หรือค่าจ้างเพื่อชีวิตที่ถูกนำมาอ้างอิงมาก มาจากข้อเขียนของ ผศ.ปกป้อง จันวิทย์ อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ว่าเป็นระดับค่าจ้างที่ทำให้แรงงานสามารถเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้อย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีระดับมาตรฐานการครองชีพที่อยู่ได้อย่างภาคภูมิใจ สามารถธำรงความเคารพนับถือในตัวเอง อีกทั้งเป็นระดับค่าจ้างที่ทำให้แรงงานมีหนทางและเวลาว่างเพียงพอที่จะมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในฐานะพลเมืองคนหนึ่งของสังคม โดยเป้าหมายสำคัญของค่าจ้างเพื่อชีวิตคือ การเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กลุ่มแรงงานซึ่งได้รับค่าจ้างในระดับต่ำที่สุด เพื่อสร้างชีวิตที่ดีและเสรีภาพที่แท้จริง
สำหรับสถานการณ์ใกล้ตัวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อมูลจาก สมาคมผู้หญิง กฎหมาย และการพัฒนาแห่งเอเซียแปซิฟิก ระบุว่า ไม่มีคนงานประเทศไหนในภูมิภาคเอเชียแฟซิฟิก ได้รับค่าจ้างเพื่อชีวิต ส่วนใหญ่คนงานเย็บผ้าและครอบครัวต้องดำรงชีพอยู่อย่างยากจน ส่วนคนทำงานบ้านและภาคเกษตรกรรมยิ่งได้ค่าแรงน้อยลงไปอีก แม้แต่อัตรา ‘ค่าจ้างขั้นต่ำ’ ตามกฎหมาย นายจ้างก็มักไม่ปฏิบัติตาม คนงานนอกระบบมักไม่ได้รับการคุ้มครองเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ
ครั้นขยับเลนส์โฟกัสมายังประเทศไทย ล่าสุด อ็อกแฟม อินเตอร์เนชั่นแนล (Oxfam International) ร่วมกับ ภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่ออาหารทะเลที่เป็นธรรมและยั่งยืน (CSO Coalition) มีวงเสวนาออนไลน์ ‘Battling Inequality in Food Supply Chains: a post-pandemic talk on living wage’ พูดคุยประเด็นการกำจัดความเหลื่อมล้ำในอุตสาหกรรมอาหาร โดยยืนยันว่า แรงงานควรได้รับ ‘ค่าจ้างเพื่อชีวิต’ ที่เพียงพอต่อคุณภาพชีวิตที่เหมาะสมและมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์พร้อมกระตุ้นภาคเอกชน ให้พัฒนาเกณฑ์ค่าจ้างเพื่อชีวิตที่มีมาตรฐาน น่าเชื่อถือ โปร่งใส และรับฟังเสียงแรงงานเป็นสำคัญ
- หลังโควิด ‘ค่าจ้างเพื่อชีวิต’ ยิ่งจำเป็น!
สุธาสินี แก้วเหล็กไหล ผู้ประสานงานเครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ (MWRN) เปิดเผยว่า วิกฤตค่าแรงมีมานานก่อนโควิด-19 เนื่องจากค่าแรงขั้นต่ำไม่มีการขยับขึ้นมาแล้วหลายปี ขณะที่ค่าครองชีพขยับขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี

“แรงงานอาหารทะเลจำนวนมากได้ค่าจ้างเฉพาะวันที่ทำงานเท่านั้น ดังนั้น แรงงานจะได้ค่าจ้างสูงสุดราว 26 วันต่อเดือน แต่ในความเป็นจริงแรงงานไม่ได้กินข้าวแค่ 26 วัน ต้องกินข้าว 30 วันต่อเดือน พวกเขาควรได้รับค่าแรงที่เป็นธรรมเพื่อให้มีชีวิตรอด การมาของโรคระบาดยิ่งตอกย้ำใหัปัญหาที่มีอยู่แล้วรุนแรงขึ้น”
สุธาสินีเล่าต่อไปว่า แรงงานจำนวนมากถูกเลิกจ้าง ถูกให้หยุดงานชั่วคราวโดยไม่ได้รับค่าจ้าง หลายครอบครัวต้องย้ายเข้าไปอยู่ในห้องเช่าเล็กๆ รวมกันห้องละหลายคน ทำให้ความเสี่ยงในการติดเชื้อเพิ่มขึ้น ส่วนแรงงานที่ติดเชื้อโควิด-19 ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสมเพียงพอจากฝั่งนายจ้าง
- ทั่วโลกเหลื่อมล้ำ ‘ในระดับน่าตกใจ’ ผู้หญิง-แรงงานอายุน้อย กระทบหนักสุด
จอห์น ซามูเอล ผู้อำนวยการอ็อกแฟมในภูมิภาคเอเชีย ระบุว่า ปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นในระดับโลกเช่นกัน ขณะนี้ความเหลื่อมล้ำทั่วโลกอยู่ในระดับที่น่าตกใจอย่างมากด้วยผลกระทบจากโควิด-19 โดยแรงงานผู้หญิงและแรงงานอายุน้อยเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
“ขณะที่ผู้บริหารระดับสูงได้รับกำไรและโบนัสจำนวนมาก แรงงานในอุตสาหกรรมอาหารกลับได้รับค่าจ้างเพียงน้อยนิด ไม่พอต่อการเลี้ยงชีพในแต่ละเดือน” จอห์นระบุว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการเอารัดเอาเปรียบและไม่ยุติธรรมต่อแรงงาน พร้อมเรียกร้องให้บริษัทเอกชนทั่วโลกให้เริ่มดำเนินการเกี่ยวกับค่าจ้างเพื่อชีวิตให้เป็นจริงโดยเร็ว” ผอ.อ็อกแฟมเอเชียกล่าว
- มากกว่า ‘ค่าแรงขั้นต่ำ’ เหนือกว่าแค่อยู่รอด คือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ด้าน คารา ฟลาวเออร์ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านอาหาร ฟาร์มและประมงของ Ethical Trade Initiative (ETI) ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิทธิแรงงานและส่งเสริมการค้าที่เป็นธรรม อธิบายว่า ค่าจ้างเพื่อชีวิตนั้นจะต้องมากกว่าค่าแรงขั้นต่ำ
การที่แรงงานมีรายได้แค่เพียงพอต่อการมีชีวิตรอดนั้นไม่ถือว่าเป็นค่าจ้างเพื่อชีวิต เพราะค่าจ้างเพื่อชีวิตต้องทำให้แรงงานสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเข้าถึงความต้องการพื้นฐานอย่างอาหาร การรักษาพยายาล การศึกษา บ้าน ตลอดจนการจ้างงานที่เป็นธรรมได้จริงด้วย
“เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้อย่างมาก เมื่อแรงงานซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารให้เรากลับเป็นกลุ่มที่กำลังลำบากมากที่สุด พวกเขาขาดความมั่นคงทางอาหาร ขาดโภชนาการที่ดี และตกอยู่ในภาวะยากจน แม้ว่าเราจะไม่ได้กำหนดเกณฑ์ของค่าจ้างเพื่อชีวิตไว้อย่างชัดเจน แต่ที่แน่ๆ มันต้องมากกว่าค่าแรงขั้นต่ำ การพูดคุยเกี่ยวกับค่าแรงหลายครั้งมักเป็นการพยายามหาค่าแรงต่ำที่สุดที่จะทำให้แรงงานมีชีวิตรอดได้ แต่เราไม่ได้มองแค่การมีชีวิตรอด เรายังมองไปถึงโอกาสในการเจริญก้าวหน้าและคุณภาพชีวิตของพวกเขาด้วย”
- เสียงจากภาคเอกชน กับ ‘การเดินทางที่ต้องการเวลา’
สำหรับภาคเอกชนในไทย โชค กิตติพงษ์ถาวร รองกรรมการผู้จัดการด้านการบริหารค่าจ้างและค่าตอบแทน เครือเจริญโภคภัณฑ์อาหาร (ซีพีเอฟ) เปิดเผยว่า ทางซีพีเอฟประกาศเป้าหมายว่าจะจ่ายค่าจ้างเพื่อชีวิตให้กับพนักงานทุกคนภายในปี พ.ศ.2566 โดยเชื่อว่าการจ่ายค่าจ้างเพื่อชีวิตนอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อแรงงานแล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อบริษัทด้วย เนื่องจากช่วยลดอัตราการลาออกและลดต้นทุนด้านการหาพนักงานใหม่ได้ อย่างไรก็ตาม ค่าจ้างเพื่อชีวิตเป็นการเดินทางที่ต้องการเวลาและการสร้างความเข้าใจ

“บริษัทต้องดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป มีเวลาสำหรับการปรับตัว ตลอดจนการเห็นชอบของฝ่ายต่างๆ โดยในขั้นตอนแรกทางซีพีเอฟระบุว่า จะกำหนดเกณฑ์ค่าจ้างเพื่อชีวิตโดยใช้ค่าแรงขั้นต่ำตามกฎหมายเป็นฐาน จากนั้นจะพิจารณาว่าบริษัทมีความสามารถในการจ่ายค่าจ้างเพิ่มเติมได้มากน้อยแค่ไหน” ตัวแทนซีพีเอฟกล่าว
ขณะที่ ราเชล คาวเบิร์น-วอลเดน ผู้อำนวยการระดับโลกด้านสิทธิมนุษยชนของยูนิลีเวอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทระดับโลกเจ้าแรกๆ ที่ประกาศพันธะการจ่ายค่าจ้างเพื่อชีวิตแก่พนักงานระบุว่า ตอนนี้ทางยูนิลีเวอร์ได้ขยายแผนดังกล่าวให้ครอบคลุมถึงแรงงานทุกคนที่ผลิตและจัดส่งสินค้าและบริการให้กับยูนิลีเวอร์โดยตรงด้วย โดยมีเป้าหมายจะทำให้สำเร็จภายในปี พ.ศ.2573
“การจ่ายค่าจ้างที่เหมาะสมให้กับแรงงานเป็นผลดีต่อธุรกิจเศรษฐกิจจะไม่สามารถอยู่รอดได้ถ้าความมั่งคั่งไม่ถูกกระจายออกไปอย่างเป็นธรรม เพราะถ้าแรงงานไม่ได้ค่าจ้างที่เพียงพอ พวกเขาก็จะไม่มีเงินป้อนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านการจับจ่ายใช้สอยสินค้า”
- ตีกรอบเวลา ตั้งเป้าหมาย ความท้าทายที่ต้องไปให้ถึง
แม้มีเสียงผสานจากภาคเอกชน ทว่า นอกเหนือจากความก้าวหน้าในเชิงบวกและการประกาศพันธะเกี่ยวกับค่าจ้างเพื่อชีวิตแล้ว การจะทำให้ค่าจ้างเพื่อชีวิตเป็นจริงขึ้นมาได้ยังมีความท้าทายหลากหลายด้าน ผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นตรงกันว่าหนึ่งในความท้าทายที่สำคัญที่สุดคือชุดข้อมูลเกี่ยวกับการจ่ายค่าจ้างในปัจจุบันยังมีไม่เพียงพอที่จะสามารถนำมากำหนดเกณฑ์ค่าจ้างเพื่อชีวิตที่ชัดเจน เหมาะสม และน่าเชื่อถือได้ เนื่องจากบริบทของแต่ละประเทศและแต่ละอุตสาหกรรมแตกต่างกันมาก
ในวงเสวนามีการเสนอทางออกเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวหลายแนวทาง โดยหนึ่งในแนวทางสำคัญคือบริษัทต่างๆ ที่มีเป้าหมายจ่ายค่าจ้างเพื่อชีวิตควรสร้างการมีส่วนร่วมอย่างเข็มแข็งกับพนักงานของตน เพื่อรับฟังเสียง จัดเก็บข้อมูล และเข้าใจความต้องการของแรงงานอย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยให้สามารถสร้างแผนการดำเนินงานด้านค่าจ้างเพื่อชีวิตและตั้งเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประเด็นนี้ ผู้เชี่ยวชาญจาก Ethical Trade Initiative (ETI) มองว่า ปัจจุบัน บริษัทจำนวนมากมีนโยบายที่จะจ่ายค่าจ้างเพื่อชีวิตแล้ว ฉะนั้น ควรมาร่วมกันตั้งเป้าหมายและกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าจะบรรลุเป้าหมายเมื่อใด นั่นหมายความว่าต้องมีเกณฑ์การคำนวณที่น่าเชื่อถือ วิธีการที่ชัดเจน และรับฟังเสียงของแรงงาน ตลอดจนสหภาพ หรือผู้แทนของพวกเขาตลอดเส้นทาง

ย้อนกลับไปที่ สุธาสินี ผู้ประสานงานเครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ (MWRN) ซึ่งเมื่อบทสนทนาดำเนินมาถึงตรงนี้ เจ้าตัวเผยว่า การที่บริษัทเอกชนเริ่มพูดถึงค่าจ้างเพื่อชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ นั้นถือเป็นเรื่องที่ดี โดยเฉพาะในประเทศที่ยังไม่มีเกณฑ์ค่าจ้างเพื่อชีวิตที่ชัดเจน ซึ่งรวมถึงประเทศไทย โดยบริษัทต่างๆ ควรทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมและแรงงานมากขึ้นเพื่อร่วมกันกำหนดเกณฑ์ที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่ายอย่างแท้จริง
“ในทางกลับกัน การสร้างเกณฑ์ค่าจ้างเพื่อชีวิตขึ้นมาโดยไม่มีวิธีการที่น่าเชื่อถือ ปราศจากความโปร่งใส่ และขาดการมีส่วนร่วมกับแรงงาน อาจจะไม่เกิดประโยชน์ใดๆ และไม่ทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำลดลง”
เป็นอีกประเด็นสำคัญทั่วโลกในยุคหลังโควิดที่ต้องสะกิดให้ร่วมขบคิดพร้อมขยับเพดานไปพร้อมๆ กัน เพื่อวันพรุ่งนี้ของแรงงานอันเป็นภาคส่วนสำคัญที่ผลักดันเศรษฐกิจโลก

