แม้จะทำงานร่วมทีม ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คนที่ 17 กว่า 1 เดือนเศษ เชื่อว่าหลายคนคงยังมีคำถามดังกึกก้องในใจ
ทำไม ‘ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ’ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ มากด้วยประสบการณ์ นักกฎหมายคิวทอง ถึงตอบรับไมตรี
‘ชัชชาติ’ นั่งเป็น ประธานกรรมการบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) วิสาหกิจของ กทม. ที่กำลังมีประเด็น ‘ฮอตอิสชูส์’ อยู่ในความสนใจ อย่าง รถไฟฟ้าสายสีเขียว มี บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บีทีเอสซี เป็นคู่สัญญา
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ด้วยวัย 67 มีภารกิจที่รัดตัว งานล้นหน้าตัก เพราะนั่งเป็นกรรมการร่วม 20-30 คณะ ทั้งสังกัดภาครัฐ สภามหาวิทยาลัย องค์การมหาชน ยังไม่นับงานสอนหนังสือในรั้วมหาวิทยาลัย แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีสักเสี้ยววินาทีเดียวที่ ‘อ.ธงทอง’ จะเจียดเวลามารันงานตามนโยบายของผู้ว่าฯกทม.คนใหม่ได้อย่างสะดวกโยธิน
“สายสีเขียวเป็นงานท้าทายสำหรับคนกรุงเทพฯคนหนึ่ง ที่อยากจะรู้ จะทำให้ดีที่สุด สิ่งที่เป็นประโยชน์สำหรับคนกรุงเทพฯ เมื่อมีโอกาสแล้ว พูดตรงๆ ก็เห็นชีวิตผม แค่งานที่ทำอยู่ ไม่ต้องเอาเรื่องนี้มาใส่หัว ก็ไม่เหงา มีงานให้ทำอยู่แล้ว ที่รับทำเพราะท้าทาย อยู่ในความสนใจของคนจำนวนมาก รวมทั้งตัวเราด้วย แต่พอเข้ามาทำแล้ว ก็รู้ว่ามันคงไม่ได้เต็ม 100 อย่างที่หลายคนคาดหวังไว้” คำพูดเปิดอกของ ‘อ.ธงทอง’ ในวันเปิดบ้านในซอยอาภาภิรมย์ให้ ‘มติชน’ สัมภาษณ์พิเศษ
พร้อมเปรียบเปรยการเข้ามาบริหารงานใน ‘บ้านหลังใหม่’ เหมือนเป็นการซ่อมบ้าน มาทบทวน ทำให้มันโปร่งใสและดีขึ้น ขณะเดียวกันต้องทำการบ้านอย่างหนัก เพราะโดยส่วนตัว รู้จักเคทีน้อยมาก รู้แค่ว่าเป็นวิสาหกิจของท้องถิ่น มี กทม.เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่
● ทำไมถึงตอบรับเป็นประธานบอร์ดเคที?
ผมรู้จัก อ.ชัชชาติ แต่ไม่ได้สนิทสนม คุ้นเคยกับหมอฉันชาย (พี่ชายฝาแฝด) มากกว่า เพราะเป็นหมอประจำตัว แต่ไม่เคยคุยเรื่อง อ.ชัชชาติเลย คุยเรื่องสุขภาพทั่วไป รู้จัก อ.ชัชชาติเพราะเป็นอาจารย์จุฬาฯด้วยกัน รู้จักมากหน่อยช่วงผมอยู่กระทรวงยุติธรรม แต่ยังเป็นกรรมการหลายชุดของจุฬาฯ อ.ชัชชาติเป็นผู้ช่วยอธิการบดี ต่อมาได้เป็นรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ผมเป็นปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เจอกันในงานพิธีการ ทักทายกันบ้าง เพราะหน้าที่การงานไม่เกี่ยวกัน
ทราบว่า อ.ชัชชาติมีความตั้งใจจะสมัครผู้ว่าฯกทม.มาไม่น้อยกว่า 2 ปี ส่วนผมสนใจใช้เฟซบุ๊กเป็นเครื่องมือสื่อสารแสดงความเห็นในฐานะคนกรุงเทพฯ ผมพูดถึงฟุตปาธ
ลานคนเมือง ศาลาว่าการ กทม.ที่อยู่หน้าวัดสุทัศน์ เข้าใจว่า อ.ชัชชาติอ่าน และติดต่อมาปลายเดือนธันวาคมปีที่แล้ว มานั่งคุยกันที่บ้านผมนี่แหละ คุยเรื่องทางเท้า ลานคนเมือง ผมเสนอความเห็นว่า ศาลาว่าการ กทม.เสาชิงช้า น่าจะทำเป็นพิพิธภัณฑ์เมือง ให้มีชีวิตชีวาทางวัฒนธรรม สำนักงานเอาไปอยู่รวมกันที่ดินแดงที่เป็นเมืองอกแตกจะดีกว่า ช่วงปรับเปลี่ยนอาจจะค่อยเป็นค่อยไป กระทบวิถีชีวิตของคนทำงานบ้าง
คุยกันเกือบชั่วโมง ก่อนกลับ อ.ชัชชาติบอกมีเรื่องจะหารือ เห็นว่าเคทีเป็นเรื่องใหญ่ ถ้ามีโอกาสเข้าไปทำงาน ขอให้ผมไปช่วยเป็นประธานกรรมการบริษัท บอกว่ามันไกลมากนะ เรื่องมันเยอะ เป็นผู้ว่าฯแล้วมาคุยกันอีกครั้ง เป็นสิ่งที่คุยกันช่วงเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ก่อนจะเลือกตั้งวันที่ 22 พฤษภาคม 2565 ระหว่างนั้นผมหาข้อมูลเคที รู้ว่าเป็นวิสาหกิจ ทำหน้าที่ตามที่รับมอบหมายจาก กทม.ทำสัญญาระบบสาธารณูปโภค ที่เป็นข่าวคราวอยู่เสมอ คือ รถไฟฟ้าสายสีเขียว การนำสายสื่อสารลงดิน จนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองก็ได้รับโทรศัพท์ อ.ชัชชาติ ยืนยันจะให้ผมมาช่วย

หลังกรรมการชุดเดิมหมดวาระตามผู้ว่าฯ ผมหารือกับคุณต่อศักดิ์ โชติมงคล ร่วมกันวางองค์ประกอบกรรมการชุดใหม่ ดึงคนมีความรู้ด้านกฎหมาย การเงิน วิศวกรรมมาช่วย ผมช่วยคุย 2 คน คือ ศ.พิเศษ ดร.กมลชัย รัตนสกาววงศ์ มือหนึ่งกฎหมายปกครอง อดีตผู้พิพากษา และเป็นอาจารย์สอนกฎหมายที่จุฬาฯกับผม อีกคนคุณทิพยสุดา ถาวรามร เคยเป็นรองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ผมรู้จักเพราะเป็นสะใภ้รุ่น สามีเรียนสาธิตปทุมวันรุ่นผม (หัวเราะ) คุ้นเคยกันโดยส่วนตัว แต่ไม่เคยทำงานด้วยกัน ถามว่า 2 ท่านใช้เวลาทาบทามนานมั้ย ไม่นานเกินคุยโทรศัพท์ 1 ครั้ง ไม่เกิน 5 นาทีด้วยซ้ำมั้ง (หัวเราะ) ผมไปเกริ่นเกิดอะไรขึ้นกับผม เกี่ยวข้องอะไรกับเคทีโดยย่อ ต้องการคนมาช่วย ทั้ง อ.กมลชัย คุณทิพยสุดา ตอบตกลงโดยไม่มีเงื่อนไข การประกอบร่างกรรมการจึงใช้เวลาไม่นาน
ตอนเช้าวันที่ 17 มิถุนายน ประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทครั้งแรก ตอนบ่ายกรรมการชุดใหม่ก็ประชุมหารือกับ อ.วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯกทม. ซึ่งผมรู้จักคุ้นเคยมากกว่า อ.ชัชชาติ (หัวเราะ) เพราะทำงานเกี่ยวกับการบริการของจุฬาฯ มีการคุยกันว่าเคทีมันเป็นท้าวแสนปม เรื่องเยอะ จะทำทุกอย่างดาหน้าไปพร้อมกัน คงไม่ไหว ต้องเลือกเรื่อง จึงเลือกทำเรื่องที่อยู่ในความสนใจ เร่งด่วน คือ สายสีเขียว
ทำงานวันแรกเอกสารเราก็ไม่เคยเห็นเลย ขอให้ฝ่ายบริหารเตรียมข้อมูลให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เขาส่งข้อมูลให้วันที่ 21 มิถุนายน ให้เวลากรรมการอ่าน 10 วัน นัดประชุมวันที่ 30 มิถุนายน อ่านแล้วปวดหัวมาก เพราะมันเยอะ แต่มีเครื่องช่วยคือไลน์กลุ่ม สมัยนี้ไม่จำเป็นต้องประชุมพบหน้ากัน ถึงจะแลกเปลี่ยนความเห็นกันได้ สามารถใช้ไลน์กลุ่ม ใครอ่านเจออะไร ให้ช่วยดูประเด็นเป็นข้อสังเกต เมื่อกี้ที่ผมหายไปก็ไปตอบไลน์กลุ่ม (หัวเราะ) มีการบ้านที่ถามกันเรื่องตั้งอนุกรรมการที่ดูเรื่องสายสีเขียว เป็นชุดย่อยมีผู้รู้ด้านกฎหมาย วิศวกรรม การเงิน มาช่วยกรองทำให้มีความรอบคอบ และมาตัดสินใจในกรรมการชุดใหญ่อีกที

● ภาพรวม 1 เดือน แก้ปัญหาสายสีเขียว?
ผมมองว่าบีทีเอสซีเป็นพันธมิตรธุรกิจ ผูกพันมานานตั้งแต่สัญญาสัมปทาน แม้จะทำกับ กทม.แต่มีเรื่องสัมพันธ์กันอยู่ จะปิดหูปิดตาไม่รับรู้ก็ไม่ได้ เพราะเป็นเหตุเป็นผลทำให้เขามาผูกพันจนเข้ามาทำสัญญาส่วนต่อขยายที่ 1 และส่วนต่อขยายที่ 2 กับเคทีในเวลาต่อมา แต่ความสัมพันธ์มีหลายรูปแบบ ส่วนเส้นทางไข่แดงเป็นสัญญาสัมปทาน ส่วนต่อขยายที่ 1 เป็นสัญญาจ้างเดินรถโดย กทม.จ้างเคทีและเคทีจ้างบีทีเอสซี ส่วนต่อขยายที่ 2 กทม.มอบหมายงานให้เคทีทำและเคทีไปจ้างบีทีเอสซีเดินรถ
จากทั้งหมดนี้ ยังไงเราต้องพูดกับบีทีเอสซี อย่างน้อยสัญญาส่วนต่อขยายที่ 1 ทำเมื่อปี 2555 ผ่านไป 10 ปีแล้ว และในสัญญาที่เหลือ 20 ปีข้างหน้า ผมคิดว่า มีหลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลง เรื่องของโควิดเป็นตัวอย่างทำให้จำนวนผู้โดยสารอาจจะเพิ่มหรือลด และที่เซ็นสัญญาไว้ในปี 2555 ส่วนต่อขยายที่ 2 ก็ยังไม่มี ผมก็ดีใจเมื่อติดต่อบีทีเอสซี ในเวลา 1-2 วันหลังมีหนังสือเชิญไปอย่างเป็นทางการ บีทีเอสซีก็ตอบรับและหารือกันวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นบรรยากาศที่ผมสบายใจ เพราะบีทีเอสซีบอกว่ายินดี ตั้งใจรอมานานที่จะมาคุยหาทางออกร่วมกัน ผมก็บอกว่าขอโทษที กว่าจะตั้งหลักอยู่ ต้องใช้เวลาทำการบ้านก่อน นี่คือความจริงที่พูดกัน
● แนวทางที่จะเดินหน้าต่อจากนี้?
มีอย่างน้อย 3-4 เรื่อง ต้องมาทบทวนกัน 1.ค่าใช้จ่ายในการเดินรถอยู่บนพื้นฐานการคำนวณจากอะไรบ้าง จำนวนเที่ยวรถ คนใช้บริการ ขบวนรถ ที่มีมาแต่เดิมตอนนี้มันต้องปรับ ต้องเปลี่ยนเป็นปัจจุบันอย่างไร 2.พื้นที่โฆษณาภายนอกตัวรถ ไม่ปรากฏอยู่ในสัญญาที่อ่านมา 3.เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ระบบตั๋ว วิธีการชำระเงินที่เปลี่ยนอยู่เรื่อย 4.การทำสัญญาตั้งแต่ปี 2555-2585 ระยะเวลา 30 ปี มีคำถามของคนทั้งหลายว่าทำไมไม่จบปี 2572 เท่ากับสัมปทาน คำตอบเบื้องต้นคือการทำสัญญาระยะยาว ทำให้ค่าใช้จ่ายในการทำงานถูกลง
นั่นคือสิ่งที่คิดเมื่อปี 2555 น่าจะมีการทบทวนว่าถูกลงจริงหรือถูกลงอย่างไร ต้องมาดูกันอีกที สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่มโนเอา ต้องทำการบ้าน จ้างที่ปรึกษาที่มีความรู้มาช่วย โดยมีเงื่อนไข ไม่เคยรับจ้างเคทีและบีทีเอสซีมาก่อน ไม่งั้นจะไม่ล้างความคิดเดิม จะใช้เวลา 45-60 วัน นับจากเซ็นสัญญา คาดว่าจะได้บริษัทที่ปรึกษาปลายเดือนกรกฎาคมหรือต้นเดือนสิงหาคม น่าจะได้ข้อมูลกลางเดือนกันยายนนี้ ซึ่งที่ปรึกษาจะตรวจสอบตัวเลขว่าควรเป็นและควรมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ แล้วมาให้บอร์ดทำการบ้าน เพื่อไปเจรจากับบีทีเอสซี ซึ่งบีทีเอสซีอาจจะมีตัวเลขอีกชุด มีตัวแปรอื่นที่จะยกขึ้นมาคุยก็ได้ในวันนั้น
ในทางคู่ขนานอนุกรรมการที่ตั้ง จะดูเรื่องคดีค่าจ้างเดินรถส่วนต่อขยาย ตัวเลขที่พูดถึง 4 หมื่นล้านบาท ทั้งเงินต้นก็ดี ดอกเบี้ยก็ดี อยู่บนพื้นฐานข้อมูลอะไร และมีโอกาสในการเจรจาอย่างไร จากที่คุยกับบีทีเอสซี ก็เห็นพ้องกันว่าถ้าเป็นที่ตกลงกันได้ถึงจำนวนหนี้ วิธีการ เงื่อนเวลาที่จะชำระเงิน อาจไม่จำเป็นต้องสู้คดีกันในศาลจนนานปี เพราะการต่อสู้ในศาลนาน ดอกเบี้ยไม่ได้หยุด ผมพูดในห้องประชุมว่า มันคงปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่มีหนี้ หนี้มีอยู่แล้ว จ้างเขาก็ต้องจ่ายเงินเขา แต่ปัญหา คือ ตัวเลขมันเท่าไหร่กันแน่ ตรงตามสัญญา ข้อกำหนดไหม ต้องดูกัน

● จะนำเงินจากไหนมาชำระหนี้?
ผมก็ยังไม่รู้และตอบไม่ได้ มีวิธีคิดเยอะแยะ เรื่องเงินต้องให้คนที่รู้เรื่องคิด บางอย่าง กทม.ก็ต้องให้ ต้องดูข้อเท็จจริงจากที่ปรึกษา มีทางเลือกอะไรบ้างจะคุยบีทีเอสซี ที่ไม่ให้สัมภาษณ์อะไรยาวไกลกว่านี้ ผมคิดว่าเหลือพื้นที่ค่อยคิด ค่อยคุยไว้ดีกว่า ส่วนการเก็บค่าโดยสารส่วนต่อขยาย สุดท้ายก็ต้องเก็บ เพราะไม่เคยเก็บมาก่อน เดิม อ.ชัชชาติตั้งเป้าเก็บวันที่ 1 สิงหาคม แต่คงเลื่อนเป็นเดือนกันยายน
● มองกรณีให้เปิดสัญญาสายสีเขียวอย่างไร?
ผมว่าหลายธุรกิจมีข้อตกลงกับคู่สัญญา ไม่เปิดตัวเลขอะไรบางอย่าง เขาสนใจแค่ตัวเลข เพราะมีรายละเอียด วิธีคำนวณ ข้อมูลประกอบกิจการ บีทีเอสซีก็ยินดีให้เปิดข้อมูลในสัญญา ตามมาตรฐานเดียวกับที่ผู้ประกอบการคล้ายคลึงกันได้เปิดเผยสัญญานั้น เพราะสัญญาการรับจ้างภาครัฐหรือการเดินรถ ไม่ได้มีเฉพาะของบีทีเอสซี ส่วนที่ผมให้สัญญา กทม.เป็นส่วนของผู้ถือหุ้น เข้าใจว่าเพื่อความรอบคอบ อ.ชัชชาติได้สอบถามไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด ต้องรอฟัง กทม.ว่าเปิดได้แค่ไหน
● มั่นใจสางปมสายสีเขียวจบปีนี้ได้หรือไม่?
มั่นใจว่าจะมีความคืบหน้า แต่ความคืบหน้าที่ว่าจะเป็นความสมใจนึกของทุกคนหรือไม่ ผมไม่สามารถจะรับรองได้ เพราะความคาดหวังของคนไม่เหมือนกัน แต่ผมเชื่อว่าความคืบหน้าไปไกลถึงระดับใด จุดใด จะมีคำอธิบาย มีคำตอบให้สังคม สื่อมวลชนชอบใช้สำนวนว่าขีดเส้นตาย หรือเดดไลน์ (หัวเราะ) ผมจะไม่ตอบ เพราะเห็นว่าการทำงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับผมหรือเคทีฝ่ายเดียว มันทำงานร่วมกันกับพันธมิตรธุรกิจ ผมจะตอบเพียงว่าเราจะพยายามเจรจาบนพื้นฐานของข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงที่อัพเดตเป็นปัจจุบัน ทำโดยไม่ล่าช้า เพราะทราบดีว่า ถ้าช้าจะไม่เป็นผลดีกับทุกฝ่าย จะให้ผมตอบว่าสิ้นปีได้แน่ หรือ 90 วัน 100 วัน ใครจะไปรู้ ผมยังไม่เห็นอะไรเลย แต่อย่างน้อยบีทีเอสซีเขาก็มีความพร้อม เปิดใจกว้าง ที่จะมานั่งหารือบนโต๊ะ คงใช้เวลาไม่นานจะได้คำตอบ และเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์การทำงานต่อไปในวันข้างหน้า
● ต่อจากสายสีเขียวจะเป็นโครงการอะไร?
ระหว่างรอข้อมูลสายสีเขียว จะลงไปดูโรงขยะ สายสื่อสารลงดิน ซึ่งเรื่องขยะลักษณะงานเรารับจ้าง กทม.ระยะยาวในการจำกัดขยะที่อ่อนนุช ปัญหาคือกลิ่นที่คนร้องกันเยอะ มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านสิ่งแวดล้อมดูแลอยู่ เราได้ปรับเครื่องมือ วิธีกำจัดกลิ่น วิธีป้องกันผลกระทบ ทำมา 2-3 เดือนแล้ว ตั้งเป้าจะกลับมาเดินเครื่องต้นเดือนสิงหาคมนี้ หลังปิดเมื่อเดือนเมษายน จะเลิกก็ไม่ได้จะทิ้งเงินเป็น 1,000 ล้านบาท ช่วงที่ปิดเคทีก็เดือดร้อน ไม่มีรายได้จาก กทม. ถ้าไม่มีรายได้อีก 6 เดือน บริษัทจะมีความยากลำบาก เราถึงต้องขวนขวาย เร่งทำให้ปัญหาคลี่คลาย ต้นสิงหาคมนี้จะลงไปตะลุมบอน
ส่วนสายสื่อสารลงดินจะกลับไปดูข้อเท็จจริง โอกาสในการทำงานร่วมกับภาครัฐ จากเดิม กทม.รับผิดชอบมอบให้เคทีทำ ซึ่งเป็นนโยบายของนายกรัฐมนตรีให้ผู้ว่าฯกทม.ทำ กทม.ก็ขมีขมันจ้างคนทำ แต่มีข้อทักท้วงจากผู้ประกอบการโทรคมนาคมสื่อสารว่าลงทุนสูง จะเก็บค่าเช่าแพง ไม่สมน้ำสมเนื้อกับราคาที่ควรจะเป็น กระทบชิ่งถึงผู้ใช้บริการด้วย
หลัง อ.ชัชชาติเข้ามา ทางดีอีเอส (กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) ก็ขมีขมันจะทำ มีหลายหน่วยประชุมร่วมกัน มีนโยบายว่ารัฐจะยอมลงทุนด้วย ถ้ารัฐเข้ามาทำงานด้วย ก็เป็นโอกาสที่เราต้องย้อนกลับไปดูสัญญาทำไว้กับเอกชน อาจจะให้เขาลดงานของสัญญาลง ส่วนที่เสร็จแล้วจะไปรื้อคงไม่เกิดประโยชน์ แต่การจะเดินหน้าต่อ โดยมีหน่วยงานอื่นมาช่วยด้วยงบประมาณของเขา เราก็ต้องมาปรับวิธีทำงานให้เหมาะสมกับนโยบายที่เปลี่ยนไป ผมขอดูข้อมูลสัญญาก่อน ไม่นานนโยบายคงชัดเจน พูดไปก็เหมือนตาบอดคลำช้าง ผมตัดจบเป็นเรื่องๆ เมื่อ 1 เดือนที่ผ่านมาสายสีเขียววิ่งอยู่บนหัวผมทั้งวัน สักพักมีขยะลอยมา แล้วให้ผมไปขุดดิน ดึงสายสื่อสารลงดิน ทำไปพร้อมๆ กัน (หัวเราะ)
● มีโครงการที่ต้องยกเลิกหรือไม่ เช่น บีอาร์ที?
ภาพรวมเคทีนับจากนี้ คือ การทำธุรกิจ ประกอบการสาธารณูปโภคใดๆ ต้องโปร่งใส มีระบบบริหารที่มีประสิทธิภาพ คุ้มค่าทางการเงิน เกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการ ต้องดูคู่กันไป ทางการเงินจะไม่ดูเลยก็ไม่ได้ จะให้ขึ้นฟรีแต่ขาดทุนป่นปี้ จะมีจากที่ไหนมาขาดทุน หากยอมขาดทุนบ้าง แต่คนอาจได้ประโยชน์มาก นำกำไรโครงการอื่นมาถัวกันก็น่าจะอยู่ได้ ต้องดูโครงการไหนมันฟ่อไปเรื่อยๆ เช่น การเดินเรือคลองผดุงกรุงเกษมจะหมดสัญญาเดือนกันยายนนี้ รถเมล์บีอาร์ทีจะหมดสัญญาเดือนสิงหาคม 2566 คนใช้น้อยลงเรื่อยๆ ต้องกลับมาทบทวน
ไม่ว่าจะเป็นเรือ รถเมล์บีอาร์ที ตอนคิดขึ้นมา เป็นความจำเป็นในเวลานั้น แต่ว่าเวลาผ่านไป มีทางเลือกอื่นเกิดขึ้น อย่างบีอาร์ทีรถก็โทรมแล้ว ถ้าจะทำต่ออีก ต้องลงทุนอีกเยอะ ผู้ใช้ก็ไม่มากเท่าที่เคยคิดไว้ โอกาสจะมีเอกชนเข้ามาก็ไม่ง่าย ให้เคทีทำก็จะขาดทุน สิ่งที่อยากสร้างความเข้าใจ คือ ดูข้อเท็จจริงให้ชัดเจน สร้างความเข้าใจกับผู้ใช้บริการว่ามีความจำเป็นอะไรต้องปรับเปลี่ยนและไปไกลถึงยกเลิก
● รู้สึกกดดันหรือไม่เพราะทุกคนคาดหวังมากและ อ.ชัชชาติเป็นคนทำงานไว?
งานที่ทำเป็นงานละเอียด มีมิติด้านกฎหมาย ธุรกิจ การเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ยังไม่นับเทคนิคทางวิศวกรรมนะ ของพรรค์นี้ ไม่ได้ทำสำเร็จได้ในเวลาแค่ข้ามคืน แต่เราตระหนักดีว่าเป็นที่สนใจ ถ้าช้าไปไม่เป็นประโยชน์กับใคร เราก็ทำให้มันดีที่สุด เร็วที่สุด ผมกับ อ.ชัชชาติเป็นผู้ใหญ่แล้ว อ.ชัชชาติอ่อนกว่าผมไม่เท่าไหร่ อย่าหาว่าผมแก่อยู่คนเดียวเลย เพียงแต่ อ.ชัชชาติแข็งแรงกว่าผมเท่านั้น (หัวเราะ) อาจารย์คงเข้าใจว่าลักษณะงานมันเป็นแบบนี้ ซึ่งไม่รู้สึกกดดัน ผมไม่คิดว่า อ.ชัชชาติกดดันผม ที่กดดันผมคือสื่อมวลชนนี่แหละ (หัวเราะ) ชอบมาบอกให้ผมขีดเส้นตายอยู่เรื่อย ผมไม่ยอมขีดให้หรอก
● เป็นกรรมการหลายคณะที่ไหนท้าท้ายมากสุด?
เคทีมันเป็นธุรกิจมากกว่าที่อื่น ที่ผมเป็นกรรมการจะเป็นภาครัฐ สภามหาวิทยาลัย เป็นบริการการศึกษา องค์การมหาชนเป็นการให้เงินกู้แก่ประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ใช่ธุรกิจแท้ แต่เคทีเป็นเรื่องธุรกิจ มีเอกชนเป็นตัวละครของเรื่องนี้ด้วย กระทบต่อวิถีชีวิตของคนโดยตรงอย่างเห็นได้ชัด คนขึ้นรถไฟฟ้าเป็นแสนคน เขาต้องจ่ายสตางค์ออกจากกระเป๋า เขามีคำถามเวลาขึ้นรถ ส่วนโรงขยะมีกลิ่นที่เข้าจมูกคนเลยนะ ดูแล้วก็ท้าทาย เดชะบุญมีวาระเท่ากับ อ.ชัชชาติ (หัวเราะ) ทำแล้วก็สนุกดี ผมบวกลบคูณหารแล้วนะ ตอนนี้ผม 67 ปี ถ้าครบ 4 ปี จะอายุ 71 ปี กำลังดี สมน้ำสมเนื้อ ควรจะเลิกได้แล้ว
● มองอย่างไรกับนโยบายจะทำศาลาว่าการเสาชิงช้าเป็นพิพิธภัณฑ์?
ผมว่ามาถูกทาง ทำให้พื้นที่โดยรอบ รวมถึงชุมชน มีบทบาท มีชีวิตชีวา ถ้าทำได้จะเป็นประโยชน์ต่อคนจำนวนมาก ถ้าผมมีโอกาสเข้าไปให้ความเห็น ก็เต็มอกเต็มใจ
● ร่วมงาน อ.ชัชชาติแล้วกิจวัตรประจำวันเปลี่ยนไป?
ผมนอน 5 ทุ่มครึ่ง ตื่น 6 โมงเช้าปกติ ผมเจออาจารย์หนเดียว ตอนประชุมบอร์ดวันที่ 2 กรกฎาคม นอกนั้นคุยผ่านโทรศัพท์ 2-3 ครั้ง เมื่อเช้าก็โทรมาตอน 7 โมงเช้า ผมตื่นแล้ว
อาจารย์ไม่โทรเช้ามาก คงจะเกรงใจผู้ใหญ่ (หัวเราะ)

