‘กิน เปลี่ยน โรค’ ปีศาจของเมื่อวาน โรคระบาดของวันนี้

2.08.22 | 13:00 น.

นับเป็นกิจกรรมที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม สำหรับ “ห้องเรียนประวัติศาสตร์โรค” พาย้อนสำรวจเรื่องราวประวัติศาสตร์ของมนุษย์กับการเผชิญหน้าโรคภัยไข้เจ็บและโรคระบาดสมัยโบราณ ที่ต่อเนื่องมาสู่ยุคเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สมัยใหม่ โดย สำนักพิมพ์มติชน ร่วมกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เมื่อวันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา

ไม่ว่าจะเป็นช่วงเสวนา ‘กิน เปลี่ยน โรค : ประวัติศาสตร์การแพทย์และโภชนาการ กับโรคระบาดสมัยใหม่’ โดยมีวิทยากร ได้แก่ ผศ.ดร.ชาติชาย มุกสง อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผู้เขียน ‘ปฏิวัติที่ปลายลิ้น ปรับรสแต่งชาติ อาหารการกินในสังคมไทยหลัง 2475’ และ รศ.นพ.เอกชัย โควาวิสารัช นายแพทย์ทรงคุณวุฒิด้านเวชกรรม สาขาสูตินรีเวชกรรม โรงพยาบาลราชวิถี และประธานอนุกรรมการกิจการพิเศษ ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ซึ่งมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การแพทย์และโภชนาการ ความรับรู้ ความเข้าใจ การเผชิญหน้าและจัดการกับโรคระบาดจากยุคโบราณสู่ยุคปัจจุบัน

วงเสวนา ‘กิน เปลี่ยน โรค : ประวัติศาสตร์การแพทย์และโภชนาการ กับโรคระบาดสมัยใหม่’ โดยมีวิทยากรได้แก่ ผศ.ดร.ชาติชาย มุกสง และ รศ.นพ.เอกชัย โควาวิสารัช

รวมถึงช่วงนำชม ‘อาโรคยปณิธาน’ เป็นนิทรรศการพิเศษ เนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย ประจำปี 2565 ณ พระที่นั่งศิวโมกพิมาน ภายใน พช.พระนคร
ซึ่งเป็นครั้งแรกของไทยที่มีการจัดนิทรรศการในเนื้อหาเจาะลึกด้านประวัติศาสตร์การรักษาโรค นำเสนอทั้งร่องรอยและหลักฐานน่าสนใจอย่างยิ่ง

‘อาโรคยปณิธาน’ โชว์ ปวศ. ‘(รักษา)โรค’

จากหลุมขุดค้นถึงคัมภีร์ลายลักษณ์

Advertisement

นิตยา กนกมงคล ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร เผยว่า อโรคยา ปรมา ลาภา ความไม่มีโรคคือลาภอันประเสริฐ อาโรคยปณิธาน คือ ความปรารถนาของมวลมนุษยชาติที่จะพ้นจากโรคภัยและความทรมานอันเกิดจากโรคภัย ดังนั้น มนุษย์ทุกยุคสมัยมีวิธีจัดการกับโรคภัยมาตลอดเป็นหมื่นปี
ในไทยมีหลักฐานบอกเล่าเรื่องนี้อยู่ กรมศิลป์จัดแสดงเรื่องนี้เพื่อส่งต่อความรู้ในอดีตให้กับพวกเราในปัจจุบัน ประสบการณ์ในอดีต อาจเป็นข้อคิดให้เราจัดการโรคและวิกฤตที่เราเจอกันอยู่ในปัจจุบันและอนาคต

“ถ้าเราไม่รู้ราก ไม่รู้เรื่องที่ผ่านมา เราก็อาจจะเดินไปโดยไร้ทิศทาง 2 ปีที่ผ่านมา เราเจอวิกฤต ไม่เฉพาะไทย แต่ทั่วโลก โรคระบาดกลับมาสร้างปัญหาให้เราหลังจากห่างหายมา 10-20 ปี มาอีกครั้งเราแตกตื่น ไม่รู้จะไปอย่างไร กรมศิลป์ในฐานะผู้ดูแลรักษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์หลากหลายประเทศ ไม่ว่าสมุดไทย คัมภีร์รักษาโรค หรือแม้แต่หลักฐานทางโบราณคดีที่เราขุดค้นพบจากแหล่งโบราณคดีทั่วประเทศไทย สะท้อนให้ทราบถึงกิจกรรม หรือสิ่งที่มนุษย์ในอดีตได้ผจญมา

ทัวร์สุดพิเศษในนิทรรศการ ‘อาโรคยปณิธาน’

ประเด็นที่สำคัญคือ มนุษย์เรารู้จักโรคภัยตั้งแต่ยุคที่มนุษย์ยังไม่รู้ว่าโรคมีที่มาจากไหน ในยุคก่อนประวัติศาสตร์เมื่อร่างกายเจ็บปวดก็เชื่อว่า เทพยดา ผีฟ้า ทำร้ายเขา มีเรื่องของหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับความพยายามหาวิธีจัดการโรคของมนุษย์ในอดีต ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์มาจนถึงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา รัตนโกสินทร์” ผอ.สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กล่าว

เปิดยุทธศาสตร์ ห้ำหั่น ‘กองทัพผี’

ย้อนวิธีสู้โรคระบาด ‘ย้ายเมืองหนี-ทำพิธีปลอบขวัญ’

จากนั้น ผศ.ดร.ชาติชาย มุกสง ซึ่งไม่ใช่เพียงเจ้าของผลงานหนังสือ ‘จากปีศาจ สู่เชื้อโรค ประวัติศาสตร์การแพทย์กับโรคระบาดในสังคมไทย’ และเล่มล่าสุดอย่าง ‘ปฏิวัติที่ปลายลิ้นฯ’ ดังที่เกริ่นมาข้างต้น แต่ยังเป็นผู้ปลุกปั้นวิชาประวัติศาสตร์การแพทย์ ในระดับปริญญาตรี เล่าว่า วิชาดังกล่าวเป็นการศึกษาประสบการณ์ของมนุษย์ที่เคยเผชิญโรคในอดีต ซึ่งไม่ใช่เป็นบทเรียนอย่างเดียว แต่เป็นทั้งแรงบันดาลใจ การสร้างความรู้ ความคิด เพื่อเป็นทางเลือกให้เราในการเผชิญวิกฤตใหญ่ๆ หากดูประวัติศาสตร์มนุษย์ตั้งแต่ขุดค้นโบราณคดี เราจะเห็นว่ามนุษย์ต้องเผชิญ ต่อสู้ เพื่อเอาชนะโรคภัยในการดำรงอยู่

“ประวัติศาสตร์การแพทย์ที่ใช้สอนกัน จะให้ความสำคัญกับ 2 ประเด็นอย่างมาก คือ 1.ในระดับของสังคมทั่วไป นี่คือประสบการณ์ของสิ่งที่มนุษย์เคยเผชิญมา
เราจะหาทางเอาชนะมันอย่างไร? การไปเรียนรู้ประสบการณ์ในการเผชิญวิกฤตโรคระบาดแต่ละโรค อาจสร้างทางเลือก แรงบันดาลใจ ความมั่นใจ ความเข้าใจในเรื่องราวเหล่านั้น และเอามาปรับใช้ในการเผชิญหน้ากับโรคในปัจจุบันได้ คือพื้นฐานวิชาประวัติศาสตร์การแพทย์

2.สำคัญในระดับของรัฐ และการมีนโยบายที่สำคัญเสมอมา การศึกษาการเผชิญโรคและนโยบายจัดการโรคในอดีต จะเป็นกุญแจสำคัญในการเลือกมาปรับใช้ และในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยจะให้ความสำคัญกับคนลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ต้องมีทางเลือกทางนโยบายเพื่อเอาชนะโรคภัยไข้เจ็บได้

นอกจากนั้นแล้ว ก็จะเป็นประเด็นเกี่ยวกับความสำคัญของสิ่งแวดล้อม พัฒนาการของเชื้อโรค เป็นกึ่งคลินิก กึ่งสังคม และดูพัฒนาการการเผชิญหน้าในแต่ละพื้นที่และยุคสมัยว่ามีความต่างอย่างไร” ผศ.ดร.ชาติชายกล่าว

ต่อคำถามที่ถามว่า การจัดการโรคภัยไข้เจ็บในบ้านเรา รัฐไทยมีวิธีจัดการ รวมถึงใช้การแพทย์สมัยจารีตและสมัยใหม่ แตกต่างกันอย่างไรบ้าง?

ผศ.ดร.ชาติชาย ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า วิธีการจัดการโรคระบาดในสมัยโบราณง่ายมาก คือ 1.ย้ายเมืองหนี 2.ทำพิธีปลอบขวัญ ก็จบ แต่มันไม่ง่ายขนาดนั้น เราต้องขยายความบริบททางสังคมความเชื่อ ว่าทำไมต้องใช้วิธีการนี้ คำว่า ‘โรคห่า’ ในสังคมไทยสมัยโบราณ มีปรากฏในคัมภีร์ว่าเป็น ‘อหิวาตกโรค’ คือโรคที่เกิดจากพิษงู และไปตามลม ‘อหิ’ แปลว่า งู ‘วาต’ แปลว่า ลม

“ฤๅษีถามผีที่ตายว่าตายเพราะอะไร เหมือนสัมภาษณ์ผี ผีก็บอกว่ามีโรคระบาดแบบนี้ๆ มีพญางูพ่นพิษมา คนต้องพิษตายทั้งเมือง นี่คือคำว่า ห่า ความหมายที่ 2 คือมีการก่อตั้ง กองทัพผี ออกไปเอาชีวิตคน ผีทำงานตอนกลางคืน กลางคืนเลยต้องมีเครื่องมือหลอกผี เฉลว ขุนพล ลูกสกัด ลูกประคำ ผ้าประเจียด พวกนี้คือเครื่องมือในการหลอกผีของคนสมัยโบราณทั้งนั้น อย่ามาเอาไป ห้ามเข้าบ้านฉัน แม้แต่ต้มยากินผีต้องลงไปไม่ได้ มีเฉลวปากไว้เพื่อกันผี เป็นเครื่องมือต่อสู้กับผีทั้งนั้น เรามีความเชื่อเรื่องนี้ว่ากองทัพผีจะมา” ผศ.ดร.ชาติชายเผย

หนังสือสำนักพิมพ์มติชนได้รับความสนใจล้นหลาม โดยเฉพาะเล่มใหม่ ‘ปฏิวัติที่ปลายลิ้น ปรับรส
แต่งชาติ อาหารการกินในสังคมไทยหลัง 2475’

ย้อน 3 ห่า ในประวัติศาสตร์โรค

ความรู้ตะวันตกผสานคัมภีร์แบบไทยๆ

ผศ.ดร.ชาติชาย ยังเล่าถึงสิ่งที่ ‘หมอสมิธ’ ดร.มัลคอล์ม อาเธอร์ สมิธ รายงานไว้ในหนังสือ สยามสมัย ว่า ในตอนที่อหิวาต์ระบาด ปี 2424 เราจะเห็นว่ามีเหรียญที่มอบให้กับคนที่เปิดบ้านแจก ยาวิสัมพยาใหญ่ ในช่วงที่ระบาด รัชกาลที่โปรดให้ทำเหรียญมอบให้กับคนที่ให้ความร่วมมือ นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่รัฐไทยปรับเปลี่ยนจากการใช้ไล่ผี ย้ายเมืองหนี มาใช้วิธีการรักษาพยาบาลสมัยใหม่แบบตะวันตก โดยการแจกยารักษาผู้ป่วย ให้ภูมิคุ้มกัน คนป่วยแยกไปรักษา หรือต้องทำอย่างไรบ้าง เป็นโรงพยาบาลเอกเทศ ก่อนมี รพ.ศิริราช ในเวลาต่อมา
ปี 2431 จากเหตุโรคระบาด

“ห่าแรก คือ ฝีดาษ ห่าที่ 2 คือ อหิวาตกโรค เพิ่งมาในสมัยรัชกาลที่ 2 เท่านั้นเอง มากับยุคล่าอาณานิคม และห่าที่ 3 หลักฐานคือมาสมัย ร.5 ที่เราพยายามสกัดกั้นเต็มที่ แต่ก็มีข้อถกเถียงว่า ห่าต้นกรุงศรีอยุธยา อาจจะเป็นกาฬโรคได้หรือไม่ได้หรือไม่ หรือไม่ก็เป็นทรพิษ ไม่มีทางเป็นอหิวาต์เด็ดขาด” ผศ.ดร.ชาติชายกล่าว ก่อนไปต่อที่ประเด็นการผสมผสานความรู้จากตะวันตกเข้าไปในคัมภีร์แบบไทยๆ

“ตำราวิทยาศาสตร์การแพทย์โบราณ เกิดจากผีไปหุงว่านยาให้คลุ้งไป คนสูดหายใจเข้าไปก็เป็นโรคระบาด ซึ่งในความเชื่อฝรั่ง คือ กลิ่น หรือสภาพแวดล้อมโดยเฉพาะกลิ่นเหม็นทำให้เกิดโรค เรียกว่าทฤษฎีไอพิษ (Miasmatic Theory) ซึ่งยุโรปสมัยกลาง เป็นเมืองที่เหม็นมาก ตรงถนนกลางร่องของรถม้าเป็นที่ทิ้งอุจจาระ-ปัสสาวะ เป็นเมืองที่เหม็นมากก่อให้เกิดโรค แต่ทฤษฎีไอพิษมีมาตั้งแต่สมัยโรมันแล้ว หมอบรัดเลย์นำทฤษฎีนี้เข้ามา มีการเอาความรู้ตะวันตกเข้ามาใส่ในคัมภีร์ เป็นลักษณะการเลือกความรู้” ผศ.ดร.ชาติชายอธิบายก่อนทิ้งท้ายว่า

“เนื่องจากผมทำประวัติศาสตร์การแพทย์และอาหารการกิน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแพทย์เชิงป้องกัน ที่ผ่านมามีหนังสือ 2 เล่ม คือ จากปีศาจสู่เชื้อโรค : ประวัติศาสตร์การแพทย์กับโรคระบาดในสังคมไทย ว่าการจัดการโรคระบาดในสังคมไทยเปลี่ยนไปอย่างไร เล่มที่ 2 คือ ปฏิวัติที่ปลายลิ้น ปรับรสแต่งชาติ อาหารการกินในสังคมไทยหลัง 2475 ว่าการกินช่วยให้เราไม่ต้องเป็นโรคอย่างไร ผมเก็บข้อมูลช่วงโควิด ทั้งคนป่วย ผู้รักษา แพทย์ อสม. และผู้สนับสนุน มีความรู้หนึ่งน่าสนใจมาก คือความรู้ของชาวบ้านในการป้องกันโควิดด้วยภูมิปัญญา ซึ่งสักวันหนึ่งอาจจะเป็นความรู้ที่มีประโยชน์ คนเอาไปศึกษาต่อ” ผศ.ดร.ชาติชายกล่าว

อุปกรณ์การแพทย์ในประวัติศาสตร์ (การรักษา) โรค

ชันสูตรประวัติศาสตร์ (โรค)

เฉลยเหตุ ‘เลิกปลูกฝี’ หลังปี 2523

ต่อมา ถึงคิวเจ้าของผลงานหนังสือชุดที่มีชื่อขึ้นต้นว่า ‘ชันสูตรประวัติศาสตร์….’ หลายต่อหลายเล่ม อย่าง รศ.นพ.เอกชัย โควาวิสารัช นายแพทย์ทรงคุณวุฒิด้านเวชกรรม สาขาสูตินรีเวชกรรม โรงพยาบาลราชวิถี และประธานอนุกรรมการกิจการพิเศษ ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ซึ่งกรุณาให้เกียรติมาแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การแพทย์และโภชนาการ ความรับรู้ ความเข้าใจ การเผชิญหน้าและจัดการกับโรคระบาดจากยุคโบราณสู่ยุคปัจจุบัน

รศ.นพ.เอกชัยกล่าวว่า ย้อนกลับไปสมัยอยุธยา สมเด็จพระบรมราชาธิราช ที่ 4 สวรรคตด้วยไข้ทรพิษ เมื่อราวปี พ.ศ.2076 หลังจากนั้นมีการระบาดเป็นช่วงๆ กลับมาระยะที่มีตัวเลขข้อมูลชัดเจนคือสมัย ร.3 มีบันทึกชัดเจนของหมอบรัดเลย์ พ.ศ.2381 มีการระบาดของโรคฝีดาษ เรื่องปลูกฝี ดร.เอ็ดเวิร์ด
เจนเนอร์ จากอังกฤษ คิดเป็นคนแรก ประมาณปี พ.ศ.2339 หรือสมัย ร.1 หลังจากนั้นมีการพัฒนาจนกระทั่งสามารถป้องกันโรคได้

“ประเทศไทยเราเพิ่งรู้ตอนที่หมอบรัดเลย์เข้ามา 50 กว่าปี และหมอบรัดเลย์พยายามให้มีการฉีดวัคซีนขึ้นในกรุงสยาม ตอนนั้นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงช่วยสนับสนุนเงิน 30 ชั่ง ซึ่งสมัยก่อนถือว่าเยอะมาก ให้นำไปพัฒนาวัคซีน แต่เมื่อก่อนไม่ค่อยได้ผลดี ต้องอิมพอร์ตจากสหรัฐอเมริกาและยุโรป คนที่ฉีดสามารถป้องกันโรคฝีดาษได้ สมัยก่อนอัตราการตายสูงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ใน 100 คน ตาย 30 คน น่ากลัวมาก ซึ่งหลังฉีดวัคซีนคนตายน้อยลงเยอะ

แต่ปัญหาคือ 1.วัคซีนเราทำเองไม่ได้ต้องอิมพอร์ต การสาธารณสุขยังไม่ก้าวหน้า วัคซีนน้อย หมอน้อย ทำให้ลำบาก พอมาสมัย ร.5 พระองค์ท่านได้ส่งคุณหมอไปดูงานที่ฟิลิปปินส์ เรื่องการทำวัคซีน และมาพัฒนาที่สยาม จนได้เริ่มทำเอง ทำให้เรื่องฝีดาษดีขึ้นมา แม้ยังระบาดเป็นระยะๆ แต่ความรุนแรงน้อยลง ฉีดเด็กวัยเรียน และทหาร คนยังมีตายอยู่ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นระบาดหนักเป็นช่วงๆ มีปีละ 2-3 เดือน หนักอีกทีคือสมัย ร.6 และสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี 2488 ตอนนั้นมีเรื่องทางรถไฟสายมรณะ มีเชลยชาวพม่ามาแพร่ให้ไทย ไปทั่วประเทศต่อ เป็นเรื่องการระบาดของฝีดาษ” รศ.นพ.เอกชัยระบุ

รศ.นพ.เอกชัยกล่าวอีกว่า ต่อมาทางองค์การอนามัยโลก WHO พยายามรณรงค์ว่า ฝีดาษเป็นโรคที่เรากำจัดได้ด้วยการ ‘ปลูกฝี’ จะมีภูมิป้องกัน จึงพยายามปลูกฝี เป็นที่น่ายินดี จำนวนคนป่วยค่อยๆ น้อยลง การระบาดครั้งสุดท้าย คือต้นรัชกาลที่ 9 ซึ่งไม่เยอะ ต่อมาใน พ.ศ.2520 ไทยมีกรณีคนไข้ครั้งสุดท้าย ซึ่งในโลกเจอที่โซมาเลีย ครั้งสุดท้ายเหมือนกัน ปี พ.ศ.2523 องค์การอนามัยโลกประกาศว่า สามารถกำจัดโรคนี้ได้แล้ว จึงไม่มีการปลูกฝีอีก

เมื่อผู้ดำเนินรายการสอบถามถึงวิธีการชันสูตรประวัติศาสตร์ ว่าการใช้องค์ความรู้การแพทย์สมัยใหม่ สามารถใช้ชันสูตรได้เที่ยงตรงมากน้อยเพียงใด เกี่ยวกับโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีต ถึงปัจจุบัน?

รศ.นพ.เอกชัยระบุว่า เรื่องชันสูตรประวัติศาสตร์ของโรค เป็นการประยุกต์การแพทย์ปัจจุบัน มาตรวจสอบประวัติศาสตร์อีกที ภาษาพระคือ ‘สังคายนา’

“ผมเป็นสูตินรีแพทย์ แต่ตอนเด็กๆ รักวิชาประวัติศาสตร์มาก ครั้งหนึ่งเคยคิดว่าอยากเป็นนักประวัติศาสตร์ สุดท้ายไม่ได้เป็น มาเรียนแพทย์ สำหรับผมเป็นนักประวัติศาสตร์สมัครเล่น ศึกษาเอง แต่มีความรู้ทางการแพทย์ คือประยุกต์ทั้ง 2 อย่าง ข้อดีคือสมัยรัตนโกสินทร์มีการบันทึกละเอียดมากโดยเฉพาะสมัย ร.6 เขียนละเอียดหมดว่า วันนี้เป็นอะไร อาการเป็นอย่างไร เอามาใช้หลักการแพทย์ปัจจุบันดูว่าตกลงเป็นอะไร ถูกหรือผิด” รศ.นพ.เอกชัยเล่าอย่างมีอรรถรส

ครั้นจบเสวนา เข้าสู่กิจกรรม เอ็กซ์คลูซีฟทัวร์ ท่องนิทรรศการ “อาโรคยปณิธาน” ซึ่งเปรียบเสมือนห้องเรียนประวัติศาสตร์เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บในยุคต่างๆ ของไทย โดย ผศ.ดร.ชาติชาย มุกสง นำชมนิทรรศการพร้อมบรรยายรายละเอียด พาย้อนสำรวจโรคภัยของมนุษย์ในสยาม จากหลักฐานประวัติศาสตร์และโบราณคดี ไล่เรียงตั้งแต่คติชาวบ้าน ศาสนา จนกระทั่งการขับไล่ปีศาจ (เชื้อโรค) ของชนชั้นสูง

เป็นกิจกรรมดีๆ ที่ชี้ให้เห็นความสำคัญของประวัติศาสตร์การแพทย์ โภชนาการ จากวันที่เชื้อโรคคือ ผี ปีศาจ และสิ่งเร้นลับ จวบจนวันนี้ที่นักวิทยาศาสตร์พร้อมสู้เชื้อโรคร้ายด้วยความรู้สมัยใหม่อย่างไม่หยุดนิ่งแม้เพียงวินาที

อธิษฐาน จันทร์กลม