สวน 60 ปี ไทยออยล์-นครแหลมฉบัง ปอดแห่งใหม่ของชาวศรีราชา บนเจตนารมณ์‘เติบโตพร้อมชุมชน’

สวน 60 ปีไทยออยล์-นครแหลมฉบัง

เป็นเวลากว่า 6 ทศวรรษที่ไทยออยล์เป็นผู้สร้างความมั่นคงด้านพลังงานและช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้กับประเทศไทย

เพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม ตลอดจนชุมชนพื้นที่รอบโรงกลั่น โดยใช้กลยุทธ์ 3 ประสาน 5 ร่วม คือ ร่วมมือกับองค์กรภาครัฐ ส่วนท้องถิ่น และชุมชนในพื้นที่เข้ามาร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมแก้ไข ร่วมรับผล และร่วมพัฒนา ในกิจกรรมและโครงการต่างๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับชุมชนและสังคม เพื่อจะเติบโตไปพร้อมๆ กันอย่างยั่งยืน

สวนสาธารณะแห่งใหม่ในนาม ‘สวน 60 ปี ไทยออยล์-นครแหลมฉบัง’ จึงถือกำเนิดขึ้น และมีการส่งมอบอย่างเป็นทางการแล้ว

ฟื้นลานจอดรถเป็นแลนด์มาร์กใหม่แห่งแหลมฉบัง

ไทยออยล์จับมือเทศบาลนครแหลมฉบัง พัฒนาพื้นที่ว่างเปล่าสำหรับจอดรถประมาณ 9 ไร่ ด้านหน้าสนามกีฬาแหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เป็นสวนสาธารณะแห่งใหม่ เพื่อให้ชาวชุมชนรอบโรงกลั่นและพื้นที่ใกล้เคียงใช้เป็นสถานที่พักผ่อน ออกกำลังกายและจัดกิจกรรมต่างๆ เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของเทศบาลนครแหลมฉบัง มีทั้งส่วนกิจกรรมแบบ Active Activity เน้นกิจกรรมที่สร้างความสนุกสนานและพื้นที่สันทนาการเพื่อสุขภาพ เช่น เดิน-วิ่ง ฟุตซอล สนามเด็กเล่น ส่วนที่สอง Passive Activity เน้นด้านการเรียนรู้ การจัดการกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และการผ่อนคลาย เช่น ศาลาพักผ่อนในสวน การเรียนรู้พรรณไม้ในสวนป่าขนาดเล็ก

การออกแบบศาลาที่พักในสวนเน้นประหยัดพลังงานโดยติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาศาลา ซึ่งพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ถือเป็นแหล่งพลังงานสะอาดที่ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม และชั้นบรรยากาศของโลก

นอกจากนี้ ไทยออยล์ ได้นำแนวคิดการบริหารจัดการแบบ ‘ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน’ หรือ ‘Circular Economy’ มาใช้กับสวนสาธารณะแห่งนี้ในการจัดการขยะ เพื่อให้มีทัศนียภาพที่สะอาดน่ามอง และเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่มาใช้บริการ อีกทั้งยังเป็นแหล่งความรู้ให้ประชาชนที่มาใช้พื้นที่ให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับการคัดแยกขยะ อีกทั้งยังนำองค์ความรู้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนให้กับคนสวนมีความรู้ในเรื่องการคัดแยกและการจัดการขยะ เป็นการลดปริมาณการทิ้งขยะ เศษอาหารจากการนำมาแปลงเป็นปุ๋ยเพื่อใช้ภายในสวน ได้มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ยมาใส่ต้นไม้ ส่วนประชาชนที่มาใช้บริการในสวน ก็จะได้รับความรู้เรื่องการคัดแยกขยะถูกประเภทตามจุดที่วางถังขยะอีกด้วย

สวน 60 ปี ไทยออยล์ ถือเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่เพื่อชุมชน และปอดของชุมชน ซึ่งเป็นความตั้งใจที่ไทยออยล์ร่วมกับเทศบาลนครแหลมฉบัง มอบให้เป็นของขวัญกับคนในชุมชนรอบๆ โรงกลั่นและชุมชนใกล้เคียง

วิรัตน์ เอื้อนฤมิต

วิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)

ได้กล่าวในงานเปิดสวน 60 ปี ไทยออยล์ ว่า ไทยออยล์ได้สืบทอดเจตนารมณ์อย่างต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจร่วมไปกับการรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม ตลอดจนชุมชนรอบโรงกลั่น โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพซึ่งถือเป็นปัจจัยที่ควรจะให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ไทยออยล์จึงได้ทำการสร้างสวนสาธารณะ เพื่อให้เป็นพื้นที่สีเขียวตามแนวคิดที่เราต้องการช่วยกันสร้าง เพื่อลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน และเป็นพื้นที่สำหรับทุกคน ทุกช่วงวัยได้มาร่วมกันใช้ประโยชน์ โดยได้รับความร่วมมือจากเทศบาลนครแหลมฉบังในการพัฒนาพื้นที่

นริศ นิรามัยวงศ์

ด้าน นริศ นิรามัยวงศ์ รองผู้ว่าราชการ จ.ชลบุรี กล่าวว่า ขอชื่นชมในความตั้งใจและเจตนาที่ดีของไทยออยล์ ดีใจแทนพี่น้องประชาชนชาวแหลมฉบังเป็นอย่างยิ่งที่เพราะ ถ้าหากเรามองภาคเอกชนก็คงเป็นเรื่องของผลกำไรทางธุรกิจ แต่ในพื้นที่ของแหลมฉบังเป็นที่ตั้งของบริษัทไทยออยล์ ซึ่งเป็นบริษัทที่นอกจากดูแลในเรื่องของธุรกิจการกลั่นแล้ว สิ่งสำคัญที่ทราบกันดี คือ ไทยออยล์ได้ดูแลพี่น้องชาวชลบุรี และทุกภาคส่วนของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง มีการแบ่งผลกำไรมาจัดทำโครงการ และกิจกรรมให้กับพื้นที่มาเป็นจำนวนมากในหลายปีที่ผ่านมา อยากฝากให้พี่น้องประชาชนชาวแหลมฉบัง รวมถึงภาครัฐและเอกชน ร่วมกันดูแลสวนสาธารณะแห่งนี้ให้มีความสวยงาม ร่มรื่น และปลอดภัย สามารถใช้เป็นสถานที่ในการพักผ่อนรวมทั้งใช้เป็นพื้นที่สันทนาการได้อย่างมีประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน

ติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้โรงพยาบาล
ลดก๊าซเรือนกระจก

โซลาร์เซลล์บนโรงพยาบาลแหลมฉบัง (อาคารไทยออยล์)

ไม่เพียงแต่การสร้างสวนสาธารณะเท่านั้น กลุ่มไทยออยล์ยังใช้ความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม รวมถึงประสบการณ์ด้านการจัดการพลังงานมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับโรงพยาบาล ส่งเสริมการเข้าถึงการใช้พลังงานทางเลือก ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้า ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยในปี 2564 ที่ผ่านมา โรงพยาบาลแหลมฉบัง (อาคารไทยออยล์) อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ประหยัดค่าไฟฟ้าประมาณปีละ 400,000 บาท โดยมีการนำเสนอที่จะทำเป็นโครงการให้ยืมอุปกรณ์สำหรับการทำกายภาพ เตียง หรือเครื่องช่วยหายใจ ให้ผู้ป่วยที่ไม่มีกำลังทรัพย์ได้หยิบยืมไปใช้

ธุรกิจที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
สร้างพื้นที่สีเขียวให้คนทุกเพศ-วัย

“เราไม่อยากทิ้งใครไว้ด้านหลังและเจริญเติบโตทางธุรกิจ อยากให้ชุมชนรอบๆ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และเห็นความจริงใจของไทยออยล์ที่จะพัฒนาพื้นที่และดูสุขภาพอนามัย สันทนาการ พื้นที่สีเขียว และอากาศที่บริสุทธ์”

วิโรจน์ มีนะพันธ์

เป็นคำกล่าวของ วิโรจน์ มีนะพันธ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านกำกับองค์กรและกิจการสัมพันธ์ บมจ.ไทยออยล์ ที่พูดถึงเจตนารมณ์ขององค์กรมนการดำเนินธุรกิจมาตลอด 60 ปี ก่อนจะเล่าถึงที่มาของการทำโครงการนี้

ที่มาของการสร้างสวน 60 ปี ไทยออยล์ มาจากความต้องการที่จะพัฒนาและเติบโตไปควบคู่กับสังคมรอบข้าง

“ในตอนแรกเรานั่งคิดกันว่าจะทำอะไรดี เนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี ด้วยความที่ชาวนครแหลมฉบังที่อยู่ใกล้ๆ เราก็เป็นคนรุ่นใหม่และความเป็นเมืองก็เริ่มเข้ามามากขึ้น พื้นที่สีเขียวจึงเริ่มน้อยลง แต่มีคนรุ่นใหม่เพิ่มมากขึ้นเราจึงอยากให้ทุกคนใส่ใจสุขภาพกัน เลยอยากทำโครงการที่เรียกว่าเป็นการดูแลสุขภาพ จึงพูดคุยกับทางเทศบาลนครแหลมฉบังว่าเราทำพื้นที่ว่างเปล่าให้เป็นพื้นที่สีเขียว ในส่วนของการออกแบบนั้นเราอยากให้เกิดประโยชน์กับประชาชนในทุกช่วงวัย จึงมีทั้งสนามเด็กเล่น ลู่วิ่ง ลานกิจกรรมสำหรับผู้ใหญ่ หรือวัยรุ่นที่อยากจะมาแสดงดนตรีในสวน และมีเครื่องออกกำลังกายกลางแจ้งสำหรับผู้สูงอายุ” วิโรจน์กล่าว

จับมือสวนนงนุช คัดสรรกว่า 40 พันธุ์ไม้
ขยับสู่แหล่งเรียนรู้ด้านพฤกษศาสตร์

พันธุ์ไม้ภายในสวน

สำหรับน้ำที่ใช้รดน้ำต้นไม้ภายในสวน วิโรจน์เผยว่า ใช้ระบบสปริงเกลอร์ตั้งเวลาเพื่อประหยัดน้ำและมีระบบคัดแยกขยะ สำหรับต้นไม้นานาพรรณ มาจากมืออาชีพอย่าง ‘สวนนงนุช’

“เราพยายามที่จะใช้ทรัพยากรให้มีความคุ้มค่า นอกจากประโยชน์ด้านสุขภาพอนามัยเรายังออกแบบให้สวนมีต้นไม้ที่เป็นพันธุ์ไม้ไทย เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของเยาวชน เพราะในบริเวณใกล้เคียงมีศูนย์พัฒนเด็กเล็กซึ่งในอนาคตนั้นเยาวชนที่ศูนย์สามารถเข้ามาภายในสวนมาเรียนรู้เรื่องพฤกษศาสตร์ ซึ่งมีต้นไม้ถึง 40 พันธุ์ อาทิ ชมพูพันธุ์ทิพย์, ราชพฤกษ์, บุหงาส่าหรี, ไทรยอดทอง, ทองกวาว, ชงโค, กระบก, และมะฮอกกานี เป็นต้น ซึ่งเราบอกจุดประสงค์กับเขา เราต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของทางสวนนงนุชช่วยดูว่าพันธุ์ไหนที่เหมาะสม โดยเราให้โจทย์ไปว่าต้องการพันธุ์ไม้ที่หลากหลาย ทำให้เยาวชนได้เห็นต้นไม้ที่ไม่เคยเห็น ต้องยอมรับว่าเราก็ไม่ได้เชี่ยวชาญว่าพันธุ์นี้สามารถปลูกได้หรือไม่ จึงต้องร่วมมือกันพัฒนาขึ้นมา ทั้งหมดคือวัตถุประสงค์และที่มาในการออกแบบสวน สวนแห่งนี้อาจจะเป็นสวนที่มีหลายวัตถุประสงค์ จริงๆ มีอีกหลายโครงการที่เราตั้งใจอยากจะทำ เพราะบริเวณพื้นที่ตรงนั้นจะติดกับโรงพยาบาลแหลมฉบัง, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา และในพื้นที่ของเทศบาลเองก็มีศาลาประชาคม, ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก, สนามฟุตซอล และห้องสมุด ในส่วนเหล่านี้เรากำลังคิดว่าในอนาคตถ้ามีโอกาสเราอาจจะพัฒนาพื้นที่บริเวณนี้ให้มีความทันสมัย น่าใช้งานมากขึ้น ซึ่งสิ่งที่ไทยออยล์ต้องการจะทำคือพัฒนาชุมชนให้เติบโตไปพร้อมๆ กับไทยออยล์ในเชิงธุรกิจ” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ไทยออยล์อธิบายอย่างเห็นภาพ

หลากกิจกรรม (ดนตรี) ในสวน-ตลาดชุมชน
ตอบแทนสังคมพร้อมก้าวไปข้างหน้า

เครื่องออกกำลังกายภายในสวน

แน่นอนว่า เมื่อมีสวน ก็ย่อมต้องมีกิจกรรมต่างๆ เพิ่มความมีชีวิตชีวาและการมีส่วนร่วม ซึ่งทางไทยออยล์คิดไว้แล้วหลายโครงการ อาทิ ดนตรีในสวน สอดคล้องไปกับกิจกรรมในแนวทางของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม.ที่ได้รับความสนใจอย่างมาก

“ในวันนี้เรามีกิจกรรมในหัวที่คิดไว้หลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดนตรีในสวน เพราะนิสิต ม.เกษตร วิทยาเขตศรีราชา ก็มีความสามารถในการเล่นดนตรี ก็เป็นโอกาสที่จะเปิดพื้นที่ให้เขามาแสดงและประชาชนได้พักผ่อนหย่อนใจไปในตัว พนักงานไทยออยล์เองก็เล่นดนตรีเก่งหลายคน เพราะฉะนั้น ในวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ก็จะมีกิจกรรมเหล่านี้เข้าไปเสริม นอกจากนี้ ได้มีการคุยกับ คุณจินดา ถนอมรอด นายกเทศมนตรีนครแหลมฉบัง ว่าอาจจะมีตลาดที่ให้นำผลิตภัณฑ์ชุมชนมาขายโดยไม่คิดค่าเช่าที่ ซึ่งสวนนี้เป็นแค่จุดเริ่มต้น ผมคิดว่าจะมีกิจกรรมอะไรต่างๆ หรือโครงการต่างๆ ต่อเนื่องตามมา” วิโรจน์บอกเล่า

ถามว่า เหตุใดไทยออยล์จึงมุ่งมั่นสร้างสรรค์เพื่อชุมชนถึงขนาดนี้ ได้คำตอบว่า 60 ปี สำหรับไทยออยล์ไม่ได้มีแต่เรื่องสบาย มีขึ้นมีลง แต่ตอนนี้ถึงเวลาที่ต้องคิดเรื่องตอบแทนสังคมด้วย บริษัทต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมเพื่อที่จะก้าวเข้าสู่ปีต่อๆ ไปได้ ต้องมองสังคมเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ

“เราไม่เอาเปรียบสังคม ไม่นำทรัพยากรมาใช้อย่างฟุ่มเฟือย ในวาระโอกาสพิเศษแบบนี้ จึงอยากทำโครงการที่เป็นรูปธรรมโดยเอาสังคมเป็นศูนย์กลาง โครงการที่จะตามมา คือ เรื่องของโซลาร์เซลล์ที่จะทำให้กับโรงพยาบาลหลายๆ ที่ เพราะโรงพยาบาลบางแห่งไม่ได้หวังแค่เรื่องของประหยัดค่าไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่เขาไม่มีไฟฟ้าเลย เพราะฉะนั้นต้องไม่มองเพียงมิติของการประหยัดอย่างเดียวต้องมองถึงการเข้าถึงแหล่งพลังงานที่มั่นคง มีการดูแลผู้ป่วยที่ดีมากขึ้น อย่างที่ที่เราเคยไปทำมา คือ ที่โรงพยาบาลธัญญารักษ์ จ.แม่ฮ่องสอน และเรายังดูในเรื่องของการปลูกป่าเพื่อเป็นการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งหลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ลดน้อยลงผมคิดว่าน่าจะเป็นโอกาสให้ดำเนินการอะไรได้มากยิ่งขึ้น

เรามุ่งหวังอยากให้ประชาชนเข้ามาใช้ประโยชน์และดูแลรักษาร่วมกัน และอยากเห็นชุมชนในเขตที่เป็นหัวใจหลักของไทยออยล์ในการประกอบธุรกิจมีคุณภาพชีวิตที่ดี และหวังว่าสวนแห่งนี้จะเข้ามาเติมเต็มในในเชิงของการดูแลสุขภาพอนามัย เป็นพื้นที่กิจกรรมการแสดงออกของเยาวชน เป็นพื้นที่สีเขียวและเป็นปอดของชุมชน” วิโรจน์ แห่งไทยออยล์เผย พร้อมทิ้งท้ายโดยเน้นย้ำว่า

ขอร่วมหนุนคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจที่มีความยั่งยืนและเติบโตไปพร้อมๆ กัน

พรสุดา คำมุงคุณ เรื่อง
ภิญโญ ปานมีศรี ภาพ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon