แท็งก์ความคิด : สู้โรคห่า

7.08.22 | 12:11 น.
แท็งก์ความคิด : สู้โรคห่า

แท็งก์ความคิด : สู้โรคห่า

กิจกรรม “ห้องเรียนประวัติศาสตร์โรค” จัดโดย สำนักพิมพ์มติชน ร่วมกับ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีคนสนใจเข้าร่วมล้น

ล้นทั้งในช่วงการจัดเสวนา ล้นทั้งในช่วงนำทัวร์ชมนิทรรศการพิเศษ “อาโรคยปณิธาน”

นิทรรศการพิเศษ “อาโรคยปณิธาน” นั้น น.ส.นิตยา กนกมงคล ผอ.สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เล่าให้ฟังว่า ห้วงเวลาที่ผ่านมา โรคระบาดกลับมาสร้างปัญหาให้คนหลังจากห่างหายไป 10-20 ปี

กรมศิลป์มีหน้าที่ดูแลรักษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ มีข้อมูลโรคระบาด ไม่ว่าจะเป็น สมุดไทย คัมภีร์รักษาโรค หรือหลักฐานทางโบราณคดีที่ขุดพบทั่วประเทศ จำนวนมาก

Advertisement

หลักฐานเหล่านี้ยืนยันว่า มนุษย์เผชิญหน้ากับโรคภัยมานาน ตั้งแต่ยุคที่ยังไม่รู้ว่าโรคภัยไข้เจ็บมีที่มาจากไหน

แม้มนุษย์ไม่รู้สาเหตุที่แท้จริง แต่ก็มีสัญชาตญาณรับมือกับโรคภัย และมีจินตนาการคิดค้นหาวิธีป้องกัน โดยเชื่อว่า เทพยดา ผีฟ้า เป็นต้นเหตุ จึงต้องหาวิธีไม่ให้ผีทำร้าย

วันที่ทำกิจกรรม ผศ.ดร.ชาติชาย มุกสง อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผู้เขียน หนังสือ ชื่อ “ปฏิวัติที่ปลายลิ้น ปรับรสแต่งชาติ อาหารการกินในสังคมไทยหลัง 2475” ขยายความวิธีการรับมือโรคระบาดในยุคโบราณ

วิธีรับมือมีแค่ 2 อย่าง หนึ่ง คือ ย้ายเมืองหนี และสอง คือ ทำพิธีปลอบขวัญ

นอกจากนี้ อาจารย์ชาติชายยังได้ขยายความ คำว่า “ห่า” ในสังคมไทยโบราณ โดยระบุว่า มีคัมภีร์ปรากฏคำว่า “อหิวาตกโรค” หมายถึงโรคที่เกิดจากพิษงู และไปตามลม

“อหิ” แปลว่า งู “วาตะ” แปลว่า ลม

อาจารย์ชาติชาย ยังเล่าให้ฟังว่า โบราณมีบันทึก อ้างว่าฤๅษีได้สอบถามผีที่ตายจากโรคระบาด สอบถามว่าสาเหตุการตายมาจากอะไร ผีบอกว่า เป็นเพราะพญางูพ่นพิษทำให้คนตายทั้งเมือง

และยังมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับโรคห่าอีกว่า โรคห่าเกิดจาก “กองทัพผี” ที่ออกตระเวนไปทั่วเพื่อเอาชีวิตคน

ผีออกอาละวาดตอนกลางคืน ทำให้คนคิดค้นเครื่องมือหลอกผี ไม่ให้มาทำร้าย

คนสมัยก่อนจึงใช้ เฉลว ขุนพล ลูกสกัด ลูกประคำ ผ้าประเจียด ฯลฯ หลอกผีไม่ให้มาเอาชีวิต

อีกความเชื่ออยู่ในคัมภีร์ มีความเชื่อของฝรั่งเข้ามาผสม ระบุเนื้อความว่า โรคระบาดเกิดจากผีไปหุงว่านยาให้คลุ้ง คนสูดหายใจเข้าไปก็ป่วย

เป็นความเชื่อของฝรั่งที่เชื่อว่า กลิ่น หรือ สภาพแวดล้อม ทำให้เกิดโรค หรือเรียกว่า “ทฤษฎีไอพิษ” (Miasmatic Theory)

ทฤษฎีนี้เกิดขึ้นเพราะยุโรปยุคกลาง เมืองส่งกลิ่นเหม็นมาก กลางถนนที่เป็นร่องรถม้า เป็นที่ทิ้งอุจจาระ-ปัสสาวะ ทำให้เมืองส่งกลิ่น และก่อให้เกิดโรค

สำหรับการแพทย์สมัยใหม่เข้ามาในตอนหลัง และเปลี่ยนวิธีรับมือโรคระบาด

จาก “หนี” เปลี่ยนเป็น “แจกยา”

“หมอสมิธ” หรือ ดร.มัลคอล์ม อาเธอร์ สมิธ รายงานในหนังสือสยามสมัย ระบุตอนหนึ่งว่า ตอนที่อหิวาต์ระบาด พ.ศ.2424 พบว่ามีเหรียญที่มอบให้กับคนที่เปิดบ้านแจกยาวิสัมพยาใหญ่เพื่อสู้โรค

เช่นเดียวกับรัชกาลที่ 5 ทรงทำเหรียญให้กับคนที่ให้ความร่วมมือสู้กับโรคด้วยการรักษาแบบตะวันตก

ทั้งแจกยา ทั้งสร้างภูมิคุ้มกัน ทั้งแยกคนป่วยไปรักษาในโรงพยาบาลเอกเทศ

วงเสวนาวันนั้นพูดถึงโรคฝีดาษด้วย

อาจารย์ชาติชายบอกว่า ฝีดาษ ถือเป็นโรคห่า เช่นเดียวกับ โรคอหิวาตกโรค และกาฬโรค

โดย อหิวาตกโรค เพิ่งเข้ามาในไทยช่วงสมัยรัชกาลที่ 2 ในยุคล่าอาณานิคม

ถือว่ามาช่วงหลัง “กาฬโรค” และ “ฝีดาษ”

ความเพลิดเพลินจากข้อมูลและเรื่องเล่าจบลงอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นขบวนทัวร์นิทรรศการพิเศษก็เริ่มต้น

นิทรรศการพิเศษนี้ มี รศ.นพ.เอกชัย โควาวิสารัช นายแพทย์ทรงคุณวุฒิด้านเวชกรรม สาขาสูตินรีเวชกรรม โรงพยาบาลราชวิถี ผู้เขียนหนังสือ “ชันสูตรประวัติศาสตร์” ซึ่งขึ้นเวทีเสวนาในวันนั้นคู่กับอาจารย์ชาติชาย เป็นผู้นำความรู้ทางการแพทย์มาอธิบาย

นำชมโครงกระดูกมนุษย์โบราณ แล้วสันนิษฐานสาเหตุการเสียชีวิต สร้างความมหัศจรรย์แก่ผู้ฟัง

โครงกระดูกบางชิ้นบ่งบอกว่าผู้ตายอาจเป็นโรคโลหิตจาง บางชิ้นบ่งบอกว่าเคยได้รับความทุกข์จากอาการกระดูกสันหลังเคลื่อน

ขณะเดียวกันหลักฐานทางเอกสารก็ช่วยให้ข้อมูลเพิ่มเติม ทำให้ข้อสันนิษฐานได้รับการพิสูจน์

จบทัวร์นิทรรศการพิเศษแล้วรู้สึกคุ้มค่า เพราะเนื้อหาช่วยเปิดหูเปิดตา

หวังว่า กิจกรรมเสวนา และทัวร์ชมนิทรรศการพิเศษเช่นนี้จะเกิดขึ้นอีก

ทางหนึ่ง คือ กระจายความรู้ของคนไทยให้คนไทยได้ทราบ

อีกทางหนึ่ง คือ ช่วยทำให้คนไทยภาคภูมิใจที่เมืองไทยมีของดีๆ อยู่มากมาย

ของดีๆ ที่คนไทยควรได้รับทราบด้วยกัน

มีความรู้ มีความภาคภูมิใจกับประเทศไทยไปพร้อมๆ กัน