
พระพุทธรูปปางอุ้มบาตร บุด้วยโลหะล้ำค่า เค้าโครงพระพักตร์อ่อนหวานงามพิสุทธิ์ ดวงพระเนตรเปี่ยมด้วยเมตตา ประดิษฐานบนเบญจาลดหลั่นชั้นซ้อน งามสง่าเบื้องหน้า ‘หอช่างศิลป์ถิ่นนคร’ กุฏิ 100 ปี แห่งวัดจันทาราม อารามเก่าแก่แห่งตำบลท่าวัง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ในวันที่คลาคล่ำด้วยพุทธศาสนิกชนซึ่งพร้อมใจร่วมงานทำบุญ 100 วัน ‘แม่ยุพา บวรรัตนารักษ์’ ผู้ล่วงลับ หากแต่ไม่ดับสูญจากความทรงจำของลูกหลานและชาวเมืองนครฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช นักพัฒนาเพื่อแผ่นดินเกิด บุตรบุญธรรม
‘พระลากแม่ยุพา’ คือนามแห่งพระปฏิมาองค์ดังกล่าว ที่หลอมรวมไว้ซึ่งความรักความผูกพันอันมีต่อ ‘แม่ยุพา’ และความศรัทธาในพระศาสนาที่หยั่งรากลึกบนผืนแผ่นดินภาคใต้ สรรค์สร้างจากการระดมช่างชั้นครูทั้ง สิบหมู่แห่งเมืองนครศรีธรรมราชอันเลื่องชื่อมาช้านานด้านประณีตศิลป์ ร่วมเนรมิต ‘พระลาก’ องค์แรกในรอบ 74 ปี ตามกรรมวิธีโบราณ นับเป็นการรื้อฟื้นการสร้างพระลากหุ่นโกลนไม้บุเงิน สกุลช่างนครศรีฯที่สาบสูญไปจากวิถีวัฒนธรรมอย่างน่าเสียดายให้หวนคืนมาอีกครั้งผ่านฝีไม้ลายมือและจิตวิญญาณของเหล่าช่างประณีตศิลป์ ช่างแกะสลักไม้ ช่างรูปโลหะรีดแผ่นเงิน ช่างสลักดุน ช่างทอง และอีกหลากหลาย
สุ้มเสียงแว่วหวาน ทว่าทรงพลังจากเหล่าโนราอาวุโส ดังกังวานในงานสมโภชพระลากแม่ยุพาในห้วงเวลาเดียวกันกับการสมโภชโบสถ์วัดจันทาราม และเทศกาล ‘เหวนวัดจัน’ งานวัดวิถีใหม่ในช่วงกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

ทั้งหมดนี้คือผลงานจากโปรเจ็กต์ ‘ช่างศิลป์ถิ่นนคร’ ภายใต้โครงการขับเคลื่อนการวิจัยและพัฒนาบุคลากรการวิจัย ด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ ประจำปีงบประมาณ 2564 โดย สถาบันช่างศิลป์ท้องถิ่น ซึ่งเป็น 1 ใน 5 สถาบันของวิทยสถานสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย หรือ ‘ธัชชา’ ใต้ร่มกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
คล้องแขนผนึกพลังหลากหลายภาคส่วนทั้งรัฐ เอกชน โดยได้รับทุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และเงินสนับสนุนจากครอบครัว ‘บวรรัตนารักษ์-พงษ์พานิช’
สังเคราะห์องค์ความรู้เป็นผลงานวิจัยโดยนักวิจัยจาก มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช เรื่อง ‘พระลาก สกุลช่างนครศรีธรรมราช’ ก่อนนำมาซึ่งการต่อยอดสู่ ‘คอนเรอเนซองส์’ สื่อถึงยุคฟื้นฟูสหวิทยาการแห่งเมืองคอน
เดินทางสู่ ‘มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565’ (Thailand Research Expo 2022) ที่เพิ่งจบไปเมื่อ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ ในคอนเซ็ปต์ ‘วิจัยเพื่อพัฒนาประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน’

จากนั้นเตรียมอัญเชิญ ‘พระลากแม่ยุพา’ ให้พุทธศาสนิกชนร่วมใส่บาตร ณ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ สวนโมกข์กรุงเทพ ศุกร์ 12 สิงหาคมนี้ ใน ‘งานบุญวันแม่และใส่บาตรพระลากจากเมืองนคร แลโนราชั้นครูแห่งเมืองคอน’ พ่วงด้วยเสวนา ‘จากรอยลูกปัดสู่สุวรรณภูมิศึกษา : ผ่านลูกปัด จารึกและทอง’ พร้อมชมนิทรรศการพระลากสกุลช่างเมืองนครฯกับการสร้างพระลากแม่ยุพา
นับถอยหลังก่อนจะถึงวันนั้น มาเรียนรู้เรื่องราวของ ‘พระลากแม่ยุพา’ ในกระบวนการ 100 วันเต็ม นับแต่ 2 มีนาคม ถึง 18 มิถุนายน พุทธศักราชสองพันห้าร้อยหกสิบห้าพระวัสสา อันมากมายด้วยประเด็นน่าสนใจอย่างยิ่ง
พระลาก‘พระของมหาชน’
เลียบโลก ขอฝน เป็น‘อกาลิโก’
เริ่มต้นด้วยนิยามของคำว่า ‘พระลาก’ จากปาก ยศไกร กาญชนะชัย ช่างศิลป์รุ่นใหม่ชาวลานสกา ศิลปินรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ สาขาศิลปะไทย ผู้จัดทำ ‘ประติมากรรมต้นแบบ’ พระลากแม่ยุพา
พระลาก คือพระพุทธรูปยืน ที่นิยมคือปางอุ้มบาตร สร้างกันทั่วไปในเขตภาคใต้ แต่ที่พบมากที่สุดและสร้างด้วยวัสดุสำคัญ คือ เมืองนครฯ ซึ่งมีพระลากที่มีชื่อเสียง อาทิ พระลากวัดพัทธเสมา และพระลากสมเด็จเจ้าลาวทองวัดสวนหลวง สำหรับที่วัดจันทารามมีพระลากอยู่แล้ว 5 องค์
พระลากแม่ยุพาคือองค์ที่ 6
“พระลากหล่อด้วยสำริดบ้าง เงินบ้าง หุ้มด้วยเงินบ้าง หุ้มด้วยโลหะอื่นๆ บ้าง ผสมบ้าง สมัยกรุงศรีอยุธยามีบทบาทสำคัญมากเปรียบเสมือนพระคันธารราฐ (พระขอฝน) ของภาคใต้ เมื่อไหร่ที่ฟ้าฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล กรุงศรีอยุธยาเป็นการเดือดร้อน ต้องส่งใบบอกมาถึงเจ้าเมืองนครฯ ให้เมืองนครฯ หรือหัวเมืองทางใต้ชักพระ (ลากพระ)” ยศไกรอธิบาย ก่อนเชื่อมโยงถึงตำนานพระเจ้าเลียบโลกซึ่งไม่มีในภาคใต้
“ทางเหนือ ทางอีสาน มีตำนานพระเจ้าเลียบโลก แต่เมืองนครฯ รวมถึงภาคใต้ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นที่ประดิษฐานพุทธศาสนา กลับไม่มี พระลากนี่แหละคือตำนานพระเจ้าเลียบโลกอันมีชีวิตอยู่ในเมืองนครศรีธรรมราช องค์พระลากเป็นตัวแทนพระพุทธองค์ประหนึ่งว่ายังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ ทุกๆ ปีคนในเมืองก็มีการนัดหมายมาเข้าเฝ้า ดังนั้น พระพุทธเจ้าไม่ตาย แต่เป็นอกาลิโกอยู่บนหาดทรายแก้วแห่งนี้”
ยศไกรสื่อถึงนัดหมายในงานบุญซึ่งชาวบ้านทางภาคใต้แต่ครั้งโบราณกาลจัดประเพณีชักพระ หรือลากพระ หลังวันออกพรรษาหนึ่งวัน นั่นคือ แรม 1 ค่ำ เดือน 11
“เทศกาลออกพรรษาทุกคนแต่งตัวสวยงาม ข้าวของ เงินทอง ผลหมากรากไม้สมบูรณ์ เศรษฐกิจชุมชนฟูเฟื่อง นี่แหละแสดงว่าพระลากอยู่กับมหาชน เป็นพระของสามัญชน การสร้างพระลากผูกพันกับวิถีชีวิตของชาวนครศรีธรรมราชอย่างแนบแน่น”

ถอดเส้นสาย‘ทิพยรูป’จับเค้า‘อนาโตมี’
พระลากนางสตรี เชิดชูบรรพชน
จากภาพรวมเรื่องพระลากมาโฟกัสที่พระลากแม่ยุพา ซึ่งยศไกรย้ำว่ามีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นพระพุทธรูป ‘จำเพาะบุคคล’ โดยมีการนำเค้าโครงใบหน้าของ ‘แม่ยุพา’ มาออกแบบ ไม่เพียงเท่านั้นยังมีการนำ ‘อัฐิ’ ของท่านบรรจุในองค์พระลากด้วย
“ผมใช้แรงบันดาลใจจากเค้าหน้าของคุณแม่ยุพา เพื่อถอดเอาเส้นที่เป็นทิพยรูปมาจับในอนาโตมีของมนุษย์ แล้วนำมาขึ้นหุ่นด้วยดินน้ำมันเพื่อหล่อปูนปลาสเตอร์เป็นประติมากรรมต้นแบบ แกนต้องเป็นไม้ขนุน พระเศียรกำหนดเป็นแบบหนามขนุน ทำพระเกตุเป็นสามกษัตริย์ พระบาทมีเดือย พระพุทธรูปองค์นี้แทบจะถอดได้ทั้งองค์
สิ่งที่ภูมิใจมากกว่าการสร้างรูปแบบ คือ การสร้างจิตวิญญาณ เพราะสร้างพระลากนางสตรีเป็นวิธีคิดดึกดำบรรพ์ที่ฝังรากลึกอยู่ในวิธีคิดระหว่างพุทธ ผีและพราหมณ์ที่ปะปนผสมผสานกัน เป็นการสร้างอุทิศ เชิดชูบรรพชนฝ่ายหญิง แสดงความกตัญญูและให้เกียรติอย่างสูงสุด” ยศไกรกล่าว
สอดคล้องกับคำกล่าวของ พระครูปลัดณัฐพัชร วชิโร รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดจันทาราม ที่เผยว่าการสร้างพระลากนั้นส่วนหนึ่งเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา อีกส่วนหนึ่งคือสร้างไว้เป็น ‘พระประจำตระกูล’
ในขณะที่ ศักดิ์ชัย สินธุรงค์ หรือ ‘ช่างอ๊อด’ ครูช่างศิลป์ ผู้สืบสกุลช่างเงินและช่างถม ย่านวัดจันทาราม เผยว่า การสร้างพระลากต้องใช้ทุนมหาศาล ใช้เวลามากมาย แต่มีแรงบันดาลใจ คือ ‘คุณน้ายุพา’ ผู้มีเมตตาสูง สร้างคุณูปการมากมายต่อสังคม
“อยากทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้เกิดความสำเร็จในโครงการนี้ จึงคิดว่าต้องดึงช่างระดับอาจารย์เข้ามาร่วม โดยมีการบันทึกให้ทางหน่วยที่วิจัยทำเป็นหลักฐานไว้ให้คนรุ่นหลัง เพื่อให้มีการสืบทอด ไม่ผูกขาด เคล็ดลับมีเยอะ วิชานี้ไม่มีในประวัติศาสตร์ที่บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร” ช่างอ๊อดเล่า


ใช่เพียงฟื้นกระบวนช่าง หากแต่ปลุกจิตวิญญาณพระลากแบบ‘อุทิศ’
ด้าน นายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช หัวแรงใหญ่ใน ‘การพระศาสนา’ ครานี้ เปิดประเด็นน่าสนใจว่า การสร้างพระลากแม่ยุพาหาใช่เพียงการฟื้นกระบวนช่างแบบเมืองนครเท่านั้น หากแต่ยังเป็นการฟื้นจิตวิญญาณการสร้างพระลากแบบ ‘อุทิศ’ ด้วย โดยย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นตั้งแต่ ‘แม่ยุพา’ ยังมีชีวิต
“สถาบันช่างศิลป์ท้องถิ่นบอกว่า งบไม่พอซื้อโลหะเงิน ทอง ที่จะเอามาทำ ควรเป็นการมีส่วนร่วมจากท้องถิ่น เช่น พระลากองค์นี้จะทำเพื่อถวายวัดไหน ทายิกาวัดจันทาราม แม่บุญธรรมของผม คือ แม่ยุพา ท่านก็รับเป็นเจ้าภาพ พอกระบวนการสร้างพระลากเริ่มขึ้นพอดีกับที่ท่านเสียชีวิต” นายแพทย์บัญชาย้อนเล่า พร้อมย้ำว่า นอกจากการร่วมไม้ร่วมมือ และร่วมจิตร่วมใจกันสร้างพระลากแม่ยุพาแล้ว ยังฟื้นฟู ‘กระบวนการสมโภชพระลาก’ แต่ครั้งโบราณกาลด้วย
ไม่เพียงเท่านั้น โลหะล้ำค่าที่เหลือจากการทำพระลากยังถูกนำมาใช้ทำ ‘หัวนะโม’ เพื่อแจกจ่าย โดยมีการ ‘ทิ้งทานกัลปพฤกษ์’ โปรยหว่านให้ผู้คนข้างล่างชิงกันเกรียวกราวในคราวสมโภช
นักพัฒนาแผ่นดินเกิดท่านนี้ยังเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาด้วยว่า ระหว่างการสร้างมีข้อถกเถียงเกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้ง แต่ในที่สุด เมื่อต่างคน ‘ลดอัตตา’ พระลากแม่ยุพาก็เสร็จสมบูรณ์อย่างงดงาม
“ทุกคนมีอัตตา เราเถียงกันหลายยก เหมือนจะบาน จะเลิก แต่เราไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง เราทำเพื่อพระ เพื่อบ้าน เพื่อเมือง สุดท้ายลดตัวตน ไม่งั้นไม่เสร็จ ไม่ออกมางาม พระลากแม่ยุพาไม่ใช่เพียงพระลากของคนนั้นคนนี้ แต่จะเป็นพระลากของทุกคนที่นับถือพุทธศาสนา” นายแพทย์บัญชาทิ้งท้าย

ซอฟต์เพาเวอร์ ไม่ได้เดินอย่างโดดเดี่ยว
จับมือสู่ปลายทาง‘ความยั่งยืน’
อีกบุคคลที่มีบทบาทสำคัญยิ่งคือ ดร.สิริกร มณีรินทร์ นายกสภาสถาบันวิทยาลัยชุมชน ในฐานะผู้อำนวยการสถาบันช่างศิลป์ท้องถิ่น พ่วงดีกรีอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้ยืนยันผ่านคำกล่าวที่ว่า
“ซอฟต์เพาเวอร์ ไม่ได้เดินอย่างโดดเดี่ยว แต่ต้องจับมือก้าวเดินไปด้วยกันอย่างสร้างสรรค์ เพื่อบ้านเมืองของเรา”
พิสูจน์แล้วจากความสำเร็จของโครงการนี้ที่ใช่เพียงเนรมิตพระลากแม่ยุพา จากมือกว่า 100 คู่ อันเป็นเบื้องหลังผู้ร่วมประกอบสร้างงานวิจัยช่างศิลป์ถิ่นนคร เศรษฐกิจสร้างสรรค์บนวิถีพุทธ ผนึกแน่นกับเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นยูเนสโก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) ปรากฏผลงานอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการสร้างฐานข้อมูล 23 จังหวัด รวบรวมและเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ thaiartisan.org เกิดหลักสูตรไม่ต่ำกว่า 30 ชุด ซึ่งหลายหลักสูตร องค์ความรู้กำลังจะสูญหาย ขาดการสืบทอด นอกจากนี้ ยังคิดไกลไปกว่านั้น ด้วยการพัฒนาให้ตอบโจทย์ ‘ร่วมสมัย’ กลายเป็นปรากฏการณ์ครบวงจร ตั้งแต่อนุรักษ์ ฟื้นฟู พัฒนา และสืบสาน
“เราสานต่อลมหายใจให้องค์ความรู้ที่สูญหาย หรือกำลังจะหายไป ดังเช่นการสร้างพระลากซึ่งมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราชได้ฟื้นศิลปกรรมสร้างพระลากที่หายไป 74 ปี ที่สำคัญคือการสืบสานสัมมาชีพที่เป็นจิตวิญญาณของชุมชน โดยมีความพยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์พุทธศิลป์ร่วมสมัยเพื่อให้รองรับบริบทยุคสมัยในภาคท่องเที่ยวและบริการอย่างสง่างาม เกิดอาชีพ สร้างรายได้ในช่วงว่างเว้นจากการสร้างพระ” ดร.สิริกรอธิบาย ก่อนสรุปแบบกระชับและจับใจว่า การสร้างพระลากแม่ยุพานำไปสู่ผลงานร่วมสมัยที่จับต้องได้ สิ่งสุดท้ายปลายทางที่มุ่งหวังคือ ‘มิติแห่งความยั่งยืน’

จากงานช่างโบราณสู่ผลิตภัณฑ์‘ร่วมสมัย’
ฟื้นความเป็นไทย โยงกระแสโลก
ประเด็นเรื่องการสืบทอดมรดกวัฒนธรรมจากบรรพบุรุษมาสู่ลมหายใจอันมีชีวิตชีวาในยุคร่วมสมัยนี้ สอดรับกับมุมมองของ มนกาจ สิงหพันธ์ หัวหน้าโครงการวิจัยช่างศิลป์ถิ่นนคร ม.ราชภัฏนครศรีธรรมราช ผู้รวมพลนักวิจัยพร้อมทีมช่างสิบหมู่ ซึ่งเน้นย้ำว่า การเกิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์จะเป็นจริงได้ก็เมื่อ ‘คนรุ่นใหม่’ และคนรุ่นก่อนหน้ามาจับมือกันจนเกิดพลวัตและพลังขับเคลื่อนสำคัญ ดังเช่นการต่อยอดงานศิลป์ร่วมสมัยด้วยแรงบันดาลใจจากพระลาก นำโดย ศุภชัย แกล้วทนงค์ ศิลปินกลุ่ม ‘ครีเอทีฟนคร’ นักออกแบบผลิตภัณฑ์ชุมชน รางวัล Designer of the Year ปี 2560 เกิดเป็นผลงานศิลปะที่จำหน่ายได้จริงในเชิงพาณิชย์ ทั้งงานตกแต่งฝาผนัง โต๊ะ และถาด ซึ่งมีลูกค้าโรงแรมสนใจรอจับจองแล้ว
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการอบรมเชิงปฏิบัติการ ‘ช่างสร้างพระลาก’ รุ่นที่ 1 เพื่อสร้างช่างศิลป์รุ่นใหม่ ตลอดเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ณ วัดจันทาราม สมวาทะที่เอื้อนเอ่ยสืบต่อกันมาว่า
‘อยากเป็นนายไปอยู่วัดท่าโพธิ์ อยากกินหนมโคไปอยู่วัดวัง แต่ถ้าอยากเป็นช่างให้มาอยู่วัดจัน’
ถ่ายทอดฝีไม้ลายมือจากทีมช่างชั้นครูผู้ร่วมสร้างสรรค์พระลากแม่ยุพา อาทิ ศักดิ์ชัย สินธุรงค์, นิคม นกอักษร, วิรัตน์ อามิตร รวมถึง นพรุจน์ นุกูล หรือ ‘บังหลีม’ ช่างโลหะที่เชี่ยวชาญการสลักดุน ผู้มีถิ่นพำนักในชุมชนมุสลิมหลังพระบรมธาตุ สะท้อนความงดงามแห่ง ‘พหุวัฒนธรรม’ โดยแท้

ปิดท้ายด้วยแง่คิดจาก ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เจ้ากระทรวง อว. ที่เผยว่า ยุทธศาสตร์เรื่องเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ คือการมุ่งฟื้นฟูศิลปะ สุนทรียะและอารยะของไทยขึ้นมาต่อยอด
“ถ้าจะพูดด้วยภาษาที่โยงไปถึงประวัติศาสตร์สากล อาจเรียกได้ว่าเรามุ่งที่จะทำการเป็นเรอเนซองส์ของศิลปะ อารยะ สุนทรียะไทย ฟื้นความเป็นไทย พัฒนา และเชื่อมโยงเข้ากับกระแสโลก สำคัญที่สุดอยู่ที่ท้องถิ่น”
นับเป็นโครงการที่ไม่ใช่เพียงการย้อนอดีต ฟื้นความหลัง หากแต่มองไปข้างหน้าด้วยมิติหลากหลาย จากเมื่อวานของคนรุ่นเก่า สู่พรุ่งนี้ของคนรุ่นใหม่ที่สร้างผลงานในยุคสมัยของตัวเองอย่างภาคภูมิ


ติดตามความเคลื่อนไหวและรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ‘พระลากแม่ยุพา’ รวมถึงโครงการช่างศิลป์ถิ่นนคร ได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘ช่างศิลป์ถิ่นนคร’ และเว็บไซต์สถาบันช่างศิลป์ท้องถิ่น https://thaiartisan.org/
พร้อมกันนี้ เชิญร่วมงานบุญวันแม่ และใส่บาตรพระลากจากเมืองนคร แลโนราชั้นครูแห่งเมืองคอน ฟังเสวนาจากรอยลูกปัดสู่สุวรรณภูมิศึกษา : ผ่านลูกปัด จารึกและทอง ชมนิทรรศการ
พระลากสกุลช่างเมืองนครกับการสร้างพระลากแม่ยุพา
ศุกร์ที่ 12 สิงหาคมนี้ เวลา 10.00-16.00 น.
ณ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ สวนโมกข์กรุงเทพ
รับชมการถ่ายทอดสดได้ 3 ช่องทางผ่านเฟซบุ๊ก ‘มติชนออนไลน์’, ‘ศิลปวัฒนธรรม’ และ ‘กิจกรรมสวนโมกข์กรุงเทพ’
