“ยาปฏิชีวนะ” ไม่ใช่ “ยาแก้อักเสบ”

6.11.16 | 14:32 น.
ภาพโดย Vera Kratochvil

ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ประกอบกับความเครียด หมองเศร้า หดหู่ทางอารมณ์ ฯลฯ ล้วนส่งผลต่อสุขภาพ

หลายคนมีความเชื่อผิดๆ ว่าเป็นหวัดต้องกินยาปฏิชีวนะ ซึ่งเป็นยาที่ใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

ทว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของคนเป็นหวัด เจ็บคอ เกิดจากเชื้อไวรัส

วิธีการเบื้องต้นในการแยกแยะการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียคือ หากเป็นเชื้อไวรัส มักมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ มีเสมหะ เสียงแหบ คันคอ เจ็บคอ หรือมีไข้ร่วมด้วย นานประมาณ 7-14 วัน อาการจะมากสุดในช่วงวันที่ 3-5 จากนั้นจะค่อยๆ ดีขึ้น น้ำมูกน้อยลงและข้นขึ้น บางทีอาจมีสีออกเหลืองโดยเฉพาะช่วงเช้า แต่อาการไออาจอยู่นานกว่า 2 สัปดาห์ งานวิจัยชี้ชัดว่ายาปฏิชีวนะไม่ช่วยให้อาการไอและหวัดหายเร็วขึ้นแต่อย่างใด

การรักษาที่ดีที่สุดคือ การพักผ่อนและดื่มน้ำอุ่นเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานมาต่อสู้กับเชื้อไวรัส และอาจปรึกษาเภสัชกรเกี่ยวกับการใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการหวัด ไอ คัดจมูก หรือเจ็บคอ

Advertisement

กรณีติดเชื้อจาก “แบคทีเรีย” มักมีอาการคือ ไม่ไอ มีไข้ ต่อมทอนซิลมีจุดขาวหรือเป็นหนอง และต่อมน้ำเหลืองใต้ขากรรไกรโต กดแล้วเจ็บ หากมีอาการ 3 ใน 4 อย่าง ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้องต่อไป

จึงไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อ เพราะจะกระตุ้นให้เชื้อแบคทีเรียกลายพันธุ์เป็นเชื้อดื้อยาในที่สุด