ความเจ็บปวดมักเกิดจาก “ความคาดหวังที่ไม่เป็นดั่งหวัง” เสมอ หรือจะว่าไปคือ “เท่านั้น”
คือไม่ต้องไปคิดถึงเหตุอื่น
เข้าใจง่ายๆ คือ ไม่ว่าอะไรก็ตามที่เราไม่ได้ไปตั้งความหวังไว้ว่าจะเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ หรือเคยชินจนคิดไปเองว่าจะเป็นไปอย่างนี้ อย่างนั้น หรือเกิดการยึดถือว่าจะต้องเป็นไปอย่างที่เคยเป็นหรือตามที่คิด
เมื่อเป็นเช่นนี้ ไม่ว่าสิ่งใด หรือใครก็ตามที่ไม่อยู่ในข่ายดังกล่าว ไปทำอะไร หรือแปรเปลี่ยนไปอย่างไร เราจะไม่รู้สึกเจ็บปวด หรือยินดีปรีดาอะไรด้วย ด้วยไม่เกิดความรู้สึกว่าเรื่องราวเหล่านั้นเกี่ยวพันอะไรกับเรา
เช่นเดียวกัน หากใครหรือเรื่องราวใด แม้เราจะตั้งความหวังไว้ แต่หากเป็นไปอย่างที่คาดหวัง หรืออย่างที่เชื่อถือว่าจะเป็นเช่นนั้น ไม่ผิดแผกแตกไปกับที่คิดว่าจะเป็น เราก็จะไม่เจ็บปวด และอาจจะชื่นชมยินดีกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น
คิดหวัง เคยชินและยึดถือกับอะไร สิ่งนั้นย่อมสามารถสร้างความเจ็บปวดให้ได้ หากเป็นไปในทางที่ไม่ใช่อย่างที่คิด
หากลองชักชวนกันให้มองปรากฏการณ์ที่ก่อความเจ็บปวดให้ชัดๆ
มี 2 ปัจจัยใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้อง กำหนดว่าจะเจ็บปวดหรือไม่
หนึ่ง ความเป็นไปของสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือใครคนใดคนหนึ่ง
สอง ความคาดหวัง ความเคยชิน หรือความยึดถือของเราว่าเรื่องนั้นจะเป็นอย่างไร
หากปรากฏการณ์นั้นเป็นไปอย่างที่คิด หรือเราไม่ได้คาดคิดไว้ก่อนว่าจะเป็นอย่างไร เราจะไม่เจ็บปวด
ความปวดร้าวเกิดจากไม่เป็นอย่างที่คิด ที่หวัง ที่เชื่อ
เมื่อความทุกข์ระทมที่ส่วนประกอบเช่นนี้ หากฝึกฝนสติจนสามารถใช้ปัญญา แทนที่จะถูกความอยากปั่นหัวได้ เราก็จะเห็นว่า อะไรคือสิ่งที่เราควรจัดการก่อน
ระหว่างความคาดหวัง ความเคยชิน ความเชื่อที่ยึดถือไว้ กับความเป็นไปของใคร หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใด
เมื่อใคร หรือสิ่งใดเป็นปัจจัยภายนอกที่เราเพียงเข้าไปเกี่ยวข้อง ย่อมมีธรรมชาติของการควบคุมได้ยาก เพราะขึ้นอยู่กับคนอื่น สิ่งอื่นที่มีปัจจัยประกอบที่เราไม่สามารถเข้าใจได้ หรือเห็นและเข้าใจได้ยาก เพราะไม่ได้รับรู้ สัมผัสโดยตรง
การมุ่งไปจัดการให้ใคร หรือสิ่งใดเป็นไปอย่างที่คาดหวัง แม้จะมีหนทางทำได้แค่จะยุ่งยากมากกว่า
หนทางที่ง่ายกว่าคือการจัดการกับ “ความคาดหวังของเราเอง”
หากทำความเข้าใจเสียให้ชัดเจนว่า ไม่ว่าจะเป็นความคาดหวัง ความเคยชิน ความเชื่อที่ยึดถือไว้ว่าจะต้องเป็นอย่างนี้อย่างนั้น โดยแท้แล้วมีความไม่แน่นอนผสมอยู่ตลอด เพราะสรรพสิ่งล้วนผันแปรไปตามเหตุต่างๆ ทั้งที่เรามองเห็น เกิดขึ้นแล้ว หรือมองไม่เห็น หรือยังไม่ได้เกิดขึ้นอยู่เสมอ
เมื่อไม่สามารถควบคุมปัจจัยที่มาประกอบให้เป็นอย่างใจได้ ความเป็นไปทั้งหลายจึงเคลื่อนอยู่บนความไม่แน่นอนอยู่ตลอดเวลา
อาศัยความเข้าใจนี้จัดการความคาดหวัง วางความเคยชิน ปล่อยความเชื่อที่ยึดถือไป
นี่เป็นเรื่องภายในเราเอง เป็นสิ่งที่เราเห็นและเข้าใจได้เองโดยไม่ต้องอาศัยคนอื่น หรือสิ่งใด
การจัดการกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับเราโดยตรงเช่นนี้ ย่อมจัดการได้ง่ายกว่า
และนี่เป็นแนวทางของการใช้ “ปัญญา” มาดำเนินชีวิต
ไม่ปล่อยให้ความรู้สึก นึก คิด ถูกความอยากอันเกิดจากความคาดหวัง ยึดถือ และเคยชินพัดพาไป อย่างไร้ความสามารถที่จะควบคุม
แต่ก็นั่นแหละ อาจจะเป็นเพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ทำให้เรามักเชื่อว่าธรรมชาติของชีวิตโดยเฉพาะที่มีไมตรีจิตต่อกันนั้นจะโอบอุ้ม ดูแล และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน
เราเคยชิน และเชื่อในธรรมชาติของชีวิตเช่นนี้ โดยยึดถือว่าเป็น “ความจริงของใจ” หรือ “ความจริงใจ”
ยึดถือไว้จนลืมไปว่ามนุษย์นั้น ตราบใดที่ยังเวียนอยู่ในโลกที่เคลื่อนไปด้วยความคาดหวัง เคยชิน และยึดเหนี่ยวบางอย่างเป็นที่พึ่ง หรือเป้าหมาย ย่อมแปรเปลี่ยนไปได้ตลอด เพราะมีเหตุที่จะทำให้ไม่เป็นไปอย่างที่คาดหวัง เคยชิน และต่างกับที่ยึดเหนี่ยวไว้ได้เสมอ
เราต่างเป็นสัตว์สังคมที่เคยชินกับคาดหวังไปตามความอยาก
จนหลงเลือนไปว่า ชีวิตควรเคลื่อนไปด้วยปัญญา ซึ่งหมายถึงปรับตัว ปรับใจได้อย่างอิสระ ด้วยไม่ถูกผูกมัด ยึดโยงไว้ด้วยความคาดหวัง ความเคยชิน หรือความยึดติดใดๆ

