พิธีโกนจุกเป็นพิธีดั้งเดิมของสยามที่ได้รับอิทธิพลทั้งความเชื่อดั้งเดิมเกี่ยวกับขวัญ และความเชื่อพราหมณ์ฮินดูที่เข้ามาผสมผสานกัน เกิดเป็นประเพณีหลวงและประเพณีราษฎร์ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี สำหรับเด็กที่นับว่าเป็นพิธีแรกผ่านความเป็นเด็กไปสู่ความเป็นวัยรุ่น และแม้ว่าพิธีโกนจุกนี้จะค่อยๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา เพราะการไว้จุกไม่ได้เป็นที่นิยมอีกต่อไปแล้ว แต่ความสำคัญของรากเหง้าทางวัฒนธรรมและความเชื่อในเรื่องนี้กลับเป็นสิ่งที่น่าสนใจยิ่ง
ในทางไทยคดีศึกษา ชาวตะวันตกที่มีคุณูปการในการศึกษาเรื่องนี้คือ ยี.อี.เยรินี (G.E. Gerini) หรือ พระสารสาสน์พลขันธ์ ชาวอิตาลี ผู้เข้ามารับราชการทหารในประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 อดีต
เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบกคนแรก และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งสยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ เยรินีสนใจศึกษาวิเคราะห์เรื่องการโกนจุกอย่างลึกซึ้งจนสามารถเรียบเรียงเป็นหนังสือทางวิชาการที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งออกมาได้คือ Chulakantamangala or The Tonsure Ceremony as Performed in Siam ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2436 และอุทิศถวาย สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร (ต่อมาขึ้นเสวยราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) พิมพ์ครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ.2519 และได้รับการแปลเป็นภาษาไทยครั้งแรกจากคณาจารย์ภาควิชาวรรณคดี คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในโอกาส 100 ปี วันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในโอกาสที่องค์การยูเนสโกได้ยกย่องให้ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก ใน พ.ศ.2566 นี้

การเลือกหนังสือเล่มสำคัญของประเทศมาแปลเป็นภาษาไทยเพื่อให้คนไทยได้รับรู้ประวัติความเป็นมา และความหมายแฝงเร้นนั้น เป็นภารกิจสำคัญของเหล่าคณาจารย์ที่อุตสาหะอ่านแปล เรียบเรียงเป็นภาษาไทยอย่างงดงาม เพื่อว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นอนุสรณ์ถึงสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ พระองค์นั้น ซึ่งเคยทรงเป็นพระอาจารย์ที่คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ด้วย
ผศ.ดร.รัญวรัชญ์ กอบศิริธีร์วรา หัวหน้าคณะทำงานแปลหนังสือเล่มดังกล่าว เปิดเผยถึงวิธีการทำงานและความประทับใจในหนังสือเล่มนี้ว่า “คณะทำงานแปลประกอบด้วยคณาจารย์จากภาควิชาวรรณคดี ที่เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษและภาษาต่างประเทศอื่น ได้แก่ อ.ดร.นันทนุช อุดมละมุล อ.ดร.ญดา สัตตะรุจาวงษ์ อ.ดร.เอกพล เจียรพัฒนาคม และ อ.จิรวุฒิ กิจการุณ ซึ่งเมื่อได้อ่านหนังสือของเยรินีแล้ว มีความประทับใจว่าการศึกษาและเผยแพร่ผลงานของเยรินี มีคุณูปการต่อวงการไทยศึกษาของไทยและนานาชาติ ทั้งนักศึกษานักวิชาการ และประชาชนที่สนใจประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของชาติ ด้วยผลงานที่นำเสนอองค์ความรู้อันสำคัญของสยาม หนังสือ Chulakantamangala: The Tonsure Ceremony as Performed in Siam จึงเป็นหนังสือเกี่ยวกับโบราณราชประเพณีที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงใช้ประกอบการเรียนการสอนด้านไทยศึกษาแก่นักศึกษาไทยและชาว
ต่างชาติ การแปลหนังสือ Chulakantamangala เป็นภาษาไทยเป็นครั้งแรกของประเทศนี้จะช่วยเผยแพร่องค์ความรู้อันสำคัญเกี่ยวกับราชประเพณีและวิถีชาวบ้านในสมัยรัชกาลที่ 5 แก่ชาวไทย สอดคล้องกับพระปณิธานของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในการเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยให้คนไทยปัจจุบันได้ศึกษาเรียนรู้และมอบหนังสือฉบับภาษาไทยนี้ให้แก่สถานศึกษาต่างๆ ไว้ใช้ประโยชน์ต่อไป คณะทำงานได้รับความอนุเคราะห์จาก รศ.ดร.ปรีดี พิศภูมิวิถี เป็นบรรณาธิการผู้ทรงคุณวุฒิ และอนุเคราะห์ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ให้นักแปลค้นคว้าเกี่ยวกับพิธีโกนจุกในสยาม”
อ.ดร.เอกพล เจียรพัฒนาคม เผยความรู้สึกว่า ประทับใจในการที่เยรินีพยายามอธิบายองค์ประกอบร่วมของตํานาน วัฒนธรรม หรือพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการโกนจุกของพราหมณ์ กับแหล่งอื่น (เช่นศาสนาคริสต์, ความเชื่อของชาวอียิปต์) ซึ่งตรงนี้แสดงให้เห็นว่างานของเยรินีมีคุณค่าในทั้งเชิงลึกและเชิงกว้าง (breadth and depth) ทั้งในบริบทวัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมเปรียบเทียบ อาจารย์ประทับใจที่เยรินีศึกษาทั้งพิธีโกนจุกของราชวงศ์และของสามัญชนแสดงให้เห็นถึงความต่อเนื่องของอิทธิพลของความเชื่อที่มีต่อชีวิตของคนต่างชนชั้น เช่นเดียวกันกับ อ.ดร.ญดา สัตตะรุจาวงษ์ เผยว่า ประทับใจความพยายามของเยรินีในการรวบรวมข้อมูลและเรียบเรียงเรื่องราว อาจารย์ประทับใจรายละเอียดความเชื่อในพิธีที่บันทึกไว้ เช่น การอัญเชิญเทวดา เพราะยังพบในงานบุญพื้นบ้านไทยทำให้เห็นความเชื่อมโยงกับความเชื่อในสังคมไทยในปัจจุบัน และน่าจะนำไปสู่การเข้าใจรากที่แท้ของวัฒนธรรมครอบครัวของชาวตะวันออก นอกจากนี้ ยังประทับใจเรื่องเล่า family history/ anecdote ที่ทำให้พิธีกรรมกลายเป็นความรัก การให้เกียรติ และทำให้เห็นถึงความพยายามในการอนุรักษ์ของบุคคลในประวัติศาสตร์หลายท่าน คณะผู้แปลทุกท่านมีความประทับใจและรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมแปลงานอันทรงคุณค่าเล่มนี้
ในการดำเนินการครั้งนี้ คณะทำงานการแปลได้รับอนุญาตแปลจากสยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้ใช้ต้นฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 เป็นหลัก และได้รับความสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และจากคณะมนุษยศาสตร์ด้วย จึงหวังได้ว่าหนังสือเล่มสำคัญของประเทศเล่มนี้ จะปรากฏโฉมออกมาในบรรณพิภพใน พ.ศ.2566 อันเป็นวาระสำคัญของการเฉลิมฉลองเจ้านายผู้ทรงเป็นนักปราชญ์ด้านไทยศึกษาและนานาชาติศึกษาอีกพระองค์หนึ่ง

