สันติภาพ (ในความคิด) ปรีดี พนมยงค์ สันติภาพโลกท่ามกลาง ‘ความขัดแย้งใหม่’ 77 ปี วันสันติภาพไทย

19.08.22 | 13:00 น.

เดินทางมาสู่ปีที่ 77 แล้ว สำหรับวาระครบรอบ ‘วันสันติภาพไทย’ ที่คนไทยไม่ค่อยรู้จัก ทั้งที่มีที่มาจากเหตุการณ์สำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์

เช้าตรู่วันที่ 16 สิงหาคม ลานปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการจัดงานรำลึกดังเช่นทุกปี โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับสถาบันปรีดี พนมยงค์ วางช่อดอกไม้บริเวณประติมานุสรณ์จำลอง ‘ธรรมศาสตร์กับขบวนการเสรีไทย’ โดย ศ.พิเศษ นรนิติ เศรษฐบุตร, รศ.เกศินี วิฑูรชาติ, ผู้แทนรับเชิญจากสถาบันปรีดี พนมยงค์, คณะทูตานุทูต จากหลายประเทศ, ผู้แทนทายาทเสรีไทย โดยมีทายาทเสรีไทยเข้าร่วม อาทิ ครอบครัวพนมยงค์ ได้แก่ สุดา พนมยงค์ และดุษฎี บุญทัศนกุล (พนมยงค์), และนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ขับกล่อมด้วยเสียงดนตรีบรรเลงจากชุมนุมดนตรีสากลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

(จากซ้าย) เคท ครั้งพิบูลย์, สุลักษณ์ ศิวรักษ์, พงศกร รอดชมภู, อนุสรณ์ ธรรมใจ และรัศม์ ชาลีจันทร์ ในเสวนา ‘ความคิดสันติภาพของปรีดี พนมยงค์ กับสันติภาพของโลกในปัจจุบัน’ หอประชุมศรีบูรพา ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

สันติภาพ ไม่ใช่แค่ ‘ช่วงเวลาปลอดสงคราม’

รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ เผยว่า งานนี้จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงการปฏิบัติหน้าที่รับใช้ชาติ การพิทักษ์ปกป้องเอกราช และอธิปไตยของขบวนการเสรีไทยในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มี ปรีดี พนมยงค์ ท่านผู้ประศาสน์การเป็นหัวหน้า และพื้นที่ของมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองแห่งนี้ ได้ใช้เป็นกองบัญชาการลับ ที่ฝึกพลพรรคเสรีไทย

Advertisement

วัตถุประสงค์อีกส่วนหนึ่งก็เพื่อให้ผู้คนร่วมสมัยเห็นถึงความสำคัญของการประกาศสันติภาพไทย เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2488 และเพื่อให้เรื่องราวประวัติศาสตร์การเมืองไทยในสมัยนั้น ได้รับการจดจำสืบสานสู่อนุชนต่อไป

อธิการธรรมศาสตร์ย้ำว่า ‘สันติภาพ’ ไม่ได้หมายถึงเพียง ‘ช่วงเวลาที่ปลอดจากสงคราม’ เท่านั้น หากแต่หมายถึง ‘สภาพที่คนกลุ่มต่างๆ ในสังคมสามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยความสงบสุข’ ด้วยเช่นกัน

“ในสังคมประชาธิปไตยที่ถือความหลากหลายเป็นความงาม ถือความแตกต่างว่าทำให้เกิดการเติบโตและพัฒนาก้าวหน้า เราต้องเกื้อหนุนให้สันติภาพถือกำเนิดขึ้นทั้งในระดับปัจเจกชนและระดับสังคมโดยส่วนรวม ผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างมีวุฒิภาวะและมีวิจารณญาณ …แต่สันติภาพก็ไม่ใช่ของฟรีที่จะได้มาง่ายๆ เป็นสิ่งที่ต้องแลกมา แปลว่าทุกคนต้องยอมที่จะยกความสงบสุขของสังคมโดยรวมเหนือประโยชน์ส่วนตนต้องยอมอดทนอดกลั้นต่อความเห็นที่แตกต่าง และเข้าใจความแตกต่างของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน อาจมีหลักปฏิบัติอยู่ 2 ข้อที่ทำให้สันติภาพเกิดขึ้นได้ ก็คือการมุ่งกระทำในสิ่งที่คาดหวังให้ผู้อื่นกระทำตอบต่อตนเอง ขณะเดียวกันก็ละเว้นการกระทำในสิ่งที่ไม่ปรารถนาให้ผู้อื่นกระทำตอบ” รศ.เกศินีกล่าว

เปิดพิกัดประวัติศาสตร์

ตึกโดม สนามบอล ย้อนขบวน ‘เสรีไทย’

งานวันนั้น ศ.พิเศษ นรนิติ เศรษฐบุตร นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประธานในพิธี กล่าวเปิดงาน รำลึกถึงการปฏิบัติหน้าที่รับใช้ชาติ เพื่อปกป้องเอกราชของแผ่นดินของขบวนการเสรีไทย เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศไทยได้ประกาศสันติภาพในวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ.2488 สมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรี ควง อภัยวงศ์

“เพื่อระลึกถึงวันสำคัญนั้นอยู่ที่นี่เบื้องหน้าท่าน ณ วันนี้ ที่หน้าตึกโดม เพราะที่ตั้งของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ท่าพระจันทร์แห่งนี้ คือที่ตั้งที่บัญชาการของผู้นำหมายเลขหนึ่งของขบวนการเสรีไทย นายปรีดี พนมยงค์ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ห้องทำงานของผู้ประศาสน์การ คือห้องมุขหน้าโดม อยู่เหนือศีรษะผมนี่เอง สนามฟุตบอลที่อยู่หลังตึกโดม คือที่ฝึกนักศึกษาที่เป็นยุวชนทหาร ที่เข้าร่วมงานเสรีไทย และทางขวามือไปทางหน้าตึกคณะรัฐศาสตร์ สมัยสงครามก็เป็นค่ายกักกันเชลย ดังนั้น ณ ที่แห่งนี้ จึงเหมาะด้วยเหตุหลายประการ เราจึงมาจัดงานวันสันติภาพไทย เพื่อรำลึกถึงผู้กล้า เสรีไทย ที่ทำงานเสี่ยงชีวิต และมีคนได้เสียชีวิตในการทำงานเสรีไทยด้วย นับเป็นการเสียสละที่ทำให้สยามประเทศเป็นเอกราชผ่านสงครามโลกครั้งที่ 2 มาได้โดยมิต้องเป็นประเทศผู้แพ้สงครามด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมา ผมจึงมีความยินดีมากที่ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของงานนี้เหมือนกับท่านทั้งหลาย” ศ.พิเศษ นรนิติกล่าว

คณะทูตานุทูตจากหลายประเทศ ร่วมวางช่อดอกไม้ที่ประติมานุสรณ์จำลอง ‘ธรรมศาสตร์กับขบวนการเสรีไทย’

คนไม่เท่ากัน เชื้อเพลิงสงคราม

ความเหลื่อมล้ำ ชนวนวิกฤตขัดแย้ง

นอกจากพิธีรำลึกแล้ว อีกส่วนสำคัญยิ่งในงาน คือเสวนา PRIDI Talks #17: 77 ปี วันสันติภาพไทย ในหัวข้อ ‘ความคิดสันติภาพของปรีดี พนมยงค์
กับสันติภาพของโลกในปัจจุบัน’ ณ หอประชุมศรีบูรพาดำเนินรายการโดยเคท ครั้งพิบูลย์ อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ประธานกรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ กล่าวถึงโลกปัจจุบันว่ากลับอยู่ท่ามกลางสงครามอีกครั้งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นช่วงต้นปี ได้เกิดเหตุการณ์สงครามใหญ่รัสเซีย-ยูเครน ส่งผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและประชาชนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ราคาอาหารที่แพงขึ้น และเมื่อเร็วๆ นี้ ก็เกิดประเด็นความขัดแย้งระหว่างไต้หวัน-จีน-สหรัฐอเมริกา ปัญหาที่อาจะทำให้เกิดวิกฤตการณ์ช่องแคบไต้หวันได้

“เวลาที่จะเกิดสงครามใหญ่มักจะเกิดสภาวะที่เป็นวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ และสงครามก็นำมาสู่วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ถ้าเราย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติจะเห็นได้ชัดว่า ช่วงเวลาไหนที่โลกมีสันติ เศรษฐกิจจะรุ่งเรืองและผู้คนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดี แต่ช่วงเวลาไหนที่มีความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง ในที่สุดมันจะเกิดสงครามอีกรอบหนึ่ง แล้วเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ”

สำหรับแนวคิดสันติภาพของ ปรีดี พนมยงค์ มีความสำคัญในหลายเรื่อง ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์แก้ปัญหาในปัจจุบันได้ แนวคิดเรื่องมนุษยธรรม หากอ่านงานเขียนของ อ.ปรีดี พนมยงค์ จะปรากฏอยู่โดยทั่วไปคือเรื่องพุทธปรัชญา แต่อันที่เป็นระบบเศรษฐกิจ เป็นแนวคิดทางสังคมและการเมือง คือ “ภราดรภาพนิยม” ต่อมาคือแนวคิด สังคมนิยม วิทยาศาสตร์ ประชาธิปไตย

“มีคนไปโจมตี อ.ปรีดี พนมยงค์ โดยเฉพาะคนที่สูญเสียผลประโยชน์ บอกว่าเป็นคอมมิวนิสต์ แต่ไม่ใช่ ความคิดของ อ.ปรีดี พนมยงค์ คือสังคมนิยม วิทยาศาสตร์ ประชาธิปไตย คล้ายๆ กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียตอนนี้ ที่ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจน้อย และเป็นประเทศที่เป็นประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจและทางการเมืองมากที่สุด”

นอกจากนี้ รศ.ดร.อนุสรณ์ยังชี้ว่า โครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองและสังคมที่เหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม ผูกขาดและไม่เป็นประชาธิปไตย ทำให้หลายประเทศมีปัญหา

“ชนชั้นนำกำหนดเกือบทุกอย่าง และมีอำนาจทั้งผูกขาดทั้งการเมือง เศรษฐกิจ รวมถึงการหล่อหลอมความคิดของคนผ่านการศึกษาและวัฒนธรรม เลยทำให้โครงสร้างเหลื่อมล้ำสูง และมีหลายมาตรฐานไม่เป็นประชาธิปไตย คนระดับล่างยากจน ด้อยโอกาส”

นายกสภา ม.ธรรมศาสตร์ ผู้บริหาร คณาจารย์ และตัวแทนสถาบันปรีดี พนมยงค์ ร่วมรำลึก 77 ปี วันสันติภาพไทย

เสนอตั้ง ‘รัฐบาลโลก’

ไม่ต้องรื้อรากฐานสหประชาชาติ

รศ.อนุสรณ์ยังเสนอแนวทางการแก้ไขและสร้างสันติภาพอย่างแท้จริงว่า ต้องพัฒนาไปสู่การมี ‘รัฐบาลโลก’

“เรารู้อยู่แล้วว่าองค์การสหประชาชาติทำงานสำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้าง จุดอ่อนที่สุดคือไม่ได้มีอำนาจเหมือนรัฐบาลโลก แต่รัฐบาลโลกสร้างไม่ง่ายอย่างแน่นอนและค่อนข้างเป็นอุดมคติ แต่เราไม่จำเป็นต้องไปรื้อรากฐานของสหประชาชาติ แต่สร้างบนฐานของสหประชาชาติ ถึงที่สุดแล้วมันจะนำไปสู่สันติภาพถาวร ซึ่งจะทำให้เกิดสังคมที่เป็นธรรม เศรษฐกิจที่เป็นธรรม และประชาธิปไตยที่ประชาชนมีอำนาจจริงๆ ปัญหาหรือสงครามความขัดแย้งบางอย่างมันไม่ใช่เรื่องของปัจเจกบุคคล แต่เป็นเรื่องของโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม” รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าว

ด้าน สุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ ปัญญาชนสยาม มองว่า ผลงานชิ้นโบแดงชิ้นแรกของ ปรีดี พนมยงค์ คือวันที่ 24 มิถุนายน 2475 วันเปลี่ยนแปลงการปกครอง

“ในวันที่ 27 มิถุนายน 2475 ได้มีรัฐธรรมนูญการปกครองที่ดีที่สุด เพราะรัฐธรรมนูญนี้ปรากฏชัดว่าอำนาจสูงสุดเป็นของราษฎรชาวสยาม วันที่ 27 มิถุนายน 2477 อ.ปรีดี พนมยงค์ ได้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่สำคัญที่สุดในเวลานั้น เป็นมหาวิทยาลัยที่เปิดโอกาสให้คนยากจนได้เข้าเรียน ให้ทุกคนได้เรียนเพื่อสำนึกถึงธรรมะ ใช้ธรรมะเป็นศาสตราที่แหลมคม และนำมาพัฒนาบ้านเมืองและการเมือง” ปัญญาชนสยามกล่าว

สงครามจาก 3 เงื่อนไข

‘รัฐสวัสดิการ’ เฉลี่ยทุกข์สุข นำสังคมสู่สันติ

ในขณะที่ พล.ท.ดร.พงศกร รอดชมภู อดีตประธานคณะกรรมาธิการ ความมั่นคงแห่งรัฐฯ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวในประเด็นสงครามและสันติภาพว่า สงครามเกิดจากเงื่อนไขหลัก 3 ประการ ประการที่ 1 คือ ความยุติธรรมของการกระจายผลประโยชน์ หากไม่มีการกระจายก็จะเริ่มเกิดการชิงอำนาจกัน ประการที่ 2 ทรัพยากรที่ขาดแคลน ทำอย่างไรที่จะเฉลี่ยทุกข์และสุขทุกประเทศได้ และประการที่ 3 คือ ความเชื่อบางอย่างที่สนับสนุนสงครามจากเงื่อนไขดังกล่าว ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องของลัทธิ ศาสนา

“สงครามมักเกิดจากจุดยืนแบบเจรจาไม่ได้ ความต้องการที่จะแยกดินแดนอาจจะมาจากการอยากจะปกครองตนเอง อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น หรือยึดดินแดนคนอื่นเนื่องจากขาดทรัพยากร สงครามนั้น มีทั้งสงครามที่เป็นธรรมและไม่เป็นธรรม โดยสงครามที่เป็นธรรมคือ มีเงื่อนไขที่คนทั้งโลกรับได้ ไม่ใช่ดีสำหรับแค่บางคน

เราสามารถนำแนวคิดทั้งหมดมาช่วยในการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ดูในระดับเล็ก คือทำอย่างไรไม่ให้ผู้นำในแต่ละประเทศอยู่นานเกินไป หากผู้นำอยู่นานเกินไป หรือไม่มีโอกาสที่จะเปลี่ยนง่ายๆ เขาก็จะเริ่มมีความฝันว่าเขาเป็นจักรพรรดิ นี่เป็นปัญหาที่เราต้องพยายามส่งเสริมประชาธิปไตย ขณะเดียวกันเรื่องรัฐสวัสดิการสำคัญที่สุด เพราะจะทำให้คนเกิดการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขกันในประเทศก่อน และขยายเรื่องนี้ไปยังต่างประเทศ โดยการคุยกันว่าจะมีองค์กรใดๆ ในประเทศหรือไม่ที่จะคิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง หรือผู้ที่อยู่ในชุมชนระหว่างประเทศต้องคิดกันใหม่ ว่าต้องปฏิรูปองค์การสหประชาชาติ ให้ประเทศเล็กมีอำนาจใกล้เคียงกับประเทศใหญ่” พล.ท.ดร.พงศกรฝากไว้ให้คิด

เมื่อโลกก้าวสู่ความขัดแย้งใหม่

สิทธิมนุษยชน-ประชาธิปไตย ยังเป็นทางออก

ปิดท้ายที่ความเห็นของ รัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยในหลายประเทศ และเจ้าของเพจทูตนอกแถว The Alternative Ambassador

ทูตนอกแถวกล่าวประเด็นบทบาทของไทยในมุมมองการต่างประเทศว่า เนื่องในวันครบรอบ 77 ปีวันสันติภาพไทย เป็นโอกาสดีที่จะย้อนมองการต่างประเทศตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันในด้าน เพราะโดยเนื้อแท้แล้ว การประกาศวันสันติภาพก็เป็นเรื่อง ‘การต่างประเทศ’ เพราะขณะนั้น ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากผลของสงครามโลกครั้งที่ 2

“หลังจาก 2475 เป็นต้นมา นโยบายต่างประเทศของไทยก็ได้ถูกวางรากฐานโดย อ.ปรีดี ซึ่งเราก็ยังดำเนินมาถึงทุกวันนี้ คือการวางตัวเป็นกลาง เป็นประเทศที่มีบทบาทอย่างสร้างสรรค์ในเวทีประชาคมโลก การพยายามสร้างการรวมกลุ่มในภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันนี้เราสามารถรวมกลุ่มประเทศเป็นสมาคมอาเซียนได้ แม้ว่าอาเซียนจะมีข้อบกพร่องมากมาย แต่ก็ถือว่าสืบเนื่องมาจากแนวความคิดของ อ.ปรีดี ที่ส่งมอบ และเป็นนโยบายต่างประเทศหลักสำคัญของเราที่ยึดถือมาจนถึงทุกวันนี้

สิ่งที่ อ.ปรีดีได้ทำเมื่อ 77 ปีที่แล้วก็ส่งผลอย่างมาก แม้ว่าจะมีประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาคอยช่วย แต่สิ่งที่ อ.ปรีดีทำ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ที่ช่วยให้เรารอดพ้นในสภาวะการเป็นผู้แพ้สงคราม ซึ่งจะต้องมีภาระต่างๆ ตามมาอีกมากมาย

อ.ปรีดีเป็นเสมือนผู้วางรากฐานของนโยบายการต่างประเทศ นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา ในช่วงนั้นประเทศไทยเราเพิ่งหลุดพ้นจากลัทธิอาณานิคม ซึ่งยังเป็นความขัดแย้งหลักของโลก หลังจากนั้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ลัทธิอาณานิคมหมดไป โลกเราก็ย่างเข้าสู่สงครามเย็น ซึ่งประเทศไทยเราทิ้งห่างจากหลักการของ อ.ปรีดีไปมาก เราไม่ได้วางตัวเป็นกลาง แต่ไปเข้าข้างสหรัฐอเมริกา แต่ก็อาจจะกล่าวได้ว่าในช่วงนั้นรัฐบาลของไทยที่อนุญาตให้มีการจัดตั้งฐานทัพต่างๆ ไม่ได้เป็นรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชนโดยแท้จริง” ทูตนอกแถววิเคราะห์ ก่อนเล่าต่อไปถึงยุคหลังสิ้นสุดสงครามเย็น

“หลังสงครามเย็น โลกก็ดูเหมือนจะมีสันติภาพขึ้นมา มีความหวังขึ้นมา ในขณะเดียวกันประเทศไทยเราเองก็เริ่มมีรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตย มีความหวังที่จะเห็นสันติภาพในโลกก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่ใครๆ หรือคนส่วนใหญ่ในโลกคาดหวัง แต่ตอนนี้ดูเหมือนโลกเราก้าวเข้าสู่ความขัดแย้งใหม่ ซึ่งเป็นความขัดแย้งทางอุดมการณ์ เสรีนิยมประชาธิปไตย กับฝ่ายสังคมนิยมสิ่งเหล่านี้ก็หมดไปแล้วในปัจจุบันแต่จะกลายเป็น เสรีนิยมประชาธิปไตย กับ อำนาจนิยม หากเราดูแนวโน้มของโลกจะเห็นว่าประมาณ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ค่านิยมอุดมการณ์ประชาธิปไตยในโลกถดถอยลงอย่างมาก”

ในตอนท้าย ทูตรัศม์ย้ำว่า ถ้าเราอยากเห็นนโยบายต่างประเทศที่ดี รวมไปถึงสันติภาพในโลกนี้ มีความจำเป็นที่จะต้องฟื้นฟู หรือช่วยกันผลักดันให้ความคิดในระบบประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนในสังคมกลับคืนมา ให้มีความเข้มแข็งทั้งในประเทศของเราและในประชาคมโลกด้วย

นี่จะเป็นส่วนที่สามารถช่วยให้เกิดสันติภาพในโลกได้อย่างแท้จริง

พรสุดา คำมุงคุณ