เพลงอมตะสยาม
ได้เขียนถึงอมตะสยามที่เพชรบุรีเมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้รับคำถามหลายกระทง ขออธิบายเพิ่มเติมกรณีเพลงอมตะสยาม อาศัยการทำงานและอาศัยประสบการณ์เรื่องดนตรี โดยได้นำวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตราไปแสดงตามเมืองต่างๆ หลายเมือง ตั้งแต่ที่วังนารายณ์ ลพบุรี, วัดพระราม อยุธยา, กระบี่, ปราสาทพนมรุ้ง บุรีรัมย์, ลำปาง, วัดเจดีย์หลวง เชียงใหม่, อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย, วัดป่าสัก เชียงแสน, อาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล ท่าแร่ สกลนคร, วัดพระมหาธาตุ นครศรีธรรมราช และที่วัดใหญ่สุวรรณาราม เพชรบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่หลังสุด ทำให้ได้รับรู้ ได้ซึมซาบ และรู้สึกประทับใจในบทเพลงอมตะเป็นอย่างมาก
จึงได้เลือกบทเพลงที่เห็นว่าสำคัญๆ ถือเป็นเพลงอมตะของสยามมาแสดงที่เพชรบุรี อาทิ ไหว้ครูเสภา ขับเสภา โดยคุณนพพร เพริศแพร้ว อ่านบทกวี “เมืองเพชรบุรี” โดย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ เพลงเทพบันเทิง ทำนองแขกเชิญเจ้า หรือเพลงฟ้อนมาลัย ขับร้องโดย กมลพร หุ่นเจริญ โหมโรงคลื่นกระทบฝั่ง พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 7
เพลงเหน่อ เพลงสิบสองภาษา กราวนอก กราวตะลุง ยี่แฮม ขับร้องโดย นพพร เพริศแพร้ว เพลงลาวแพนออกซุ้ม เดี่ยวขลุ่ยโดย ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ศิลปินแห่งชาติ เพลงเขมรปี่แก้ว วัดโบสถ์ (เจ้าขุนทอง) เพลงเจ้าการะเกด เนื้อร้องโดย สุจิตต์ วงษ์เทศ ทำนองเพลงแอ่วเคล้าซอ ขับร้องโดย อิสรพงศ์ ดอกยอ


เมื่อสัมผัสกับเพลงเหล่านี้แล้วรู้สึกตื่นเต้นมาก เพลงเหล่านี้เป็นเพลงโบราณที่ไม่ได้อยู่ในวัฒนธรรมสมัยใหม่ ไม่ได้อยู่ในระบบเทคโนโลยีใหม่ ไม่ได้ถูกนำมาศึกษาหรือเรียบเรียงใช้ในสังคมปัจจุบัน ไม่มีการบรรเลงใหม่ ทำให้บทเพลงดีๆ เลือนหายและจืดจาง ไม่ได้อยู่ในกระแสของสังคม
การนำทำนองเพลงสยามดั้งเดิมมาเรียบเรียงใหม่นั้น โดยยังคงพยายามรักษาความไพเราะในบทเพลงเอาไว้ ซึ่งพบว่าเครื่องดนตรีไทยที่บรรเลงโดยครูที่มีฝีมือสูงก็กำลังจะสูญหายไปด้วย จึงได้เชิญครูดนตรีมาฝากฝีมือไว้ในบทเพลงที่เรียบเรียงใหม่แล้วห่อด้วยเสียงของวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตรา นอกจากนี้ ยังได้นำเสียงสำเนียงไทยที่เหมาะสม อาทิ เสียงร้อง เสียงขับ กรับโทน เสียงขลุ่ย ซึ่งมีสำเนียงไทย สามารถปรับให้เข้ากับเสียงวงซิมโฟนีออร์เคสตราได้ง่าย โดยได้นักดนตรีชั้นครูร่วมบรรเลงกับวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตรา
การรักษาความเป็นอมตะสยามไว้เพื่อจะรักษาให้คงอยู่ นำบทเพลงมาทำซ้ำแล้วเรียบเรียงให้แตกต่างไปจากบริบทเดิม โดยรักษาความเป็นอมตะไว้ คือการนำบทเพลงเก่าที่มีความไพเราะมานำเสนอในรูปแบบใหม่ ตั้งใจจะจุดประกายใหม่ เป็นต้นแบบ และนำเสนอรูปแบบของการสืบทอดมรดกเพลงเพื่ออนาคต

สังคมสยามได้สั่งสมปัญญาของคนโบราณเอาไว้มาก ปัญญาได้ทับถมและทับซ้อนกันอยู่ จากปัญญาดั้งเดิมได้กลายเป็นภูมิปัญญา แล้วนำมาต่อยอดให้เป็นบารมีและกลายเป็นอมตะ โดยเริ่มจากสำเนียงเหน่อซึ่งเป็นเอกลักษณ์และเป็นอัตลักษณ์ของเหน่อสยาม เพชรบุรียังคงรักษาสำเนียงเหน่ออยู่ ซึ่งเป็นสำเนียงเหน่อที่มีเสน่ห์ เป็นวัฒนธรรมเหน่อร่วม ยังคงรักษาอยู่กับชาวบ้าน คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ ได้เขียนเนื้อเพลงเหน่อไว้ ดังนี้
“เหน่อเอยมาจากไหนลาวหรือไทยจากไหนเหน่อเอย
(เจรจาโขน) กำแหงหนุมานชาญสมร กระบี่วานรขุนทหาร
แค้นใจทศพักตร์ยักษ์มาร ประพฤติพาลลักพาสีดาไป
อาสาพระรามผลาญราพณ์ ปราบเจ้าลงกาให้จงได้
ลวงฤาษีมีกล่องดวงใจ อสุรีทันใดมรณา
โขนเล่นเจรจาภาษาโขน ก้องโกญจนาทเหน่อเสน่หา
สำเนียงหลวงยุคอยุธยา เจ้านายไพร่ฟ้าเหน่อทั้งนั้น
รากเหง้าเหล่าบรรพชนสยาม โขงน้ำเจ้าพระยาสังสรรค์
เคลื่อนย้ายไปมาหากัน เหน่อดึกดำบรรพ์จนวันนี้
เหน่อเอยมาจากไหน ลาวหรือไทยจากไหนเหน่อเอย”
อมตะสยามที่เป็นทำนองเพลง อาทิ เพลงทางกลาง ทางหวาน ทางเดี่ยว และทำนองทางเก็บ บทเพลงที่เป็นสำเนียงและทำนองเพลงนานาชาติ เนื้อร้องเป็นวิถีชีวิตและบอกเรื่องราวของคนในสังคม วิถีการดำเนินชีวิตของคนในสังคมเกี่ยวกับดนตรีและเพลง นอกจากนี้ ยังมีเรื่องอาหารการกิน ความเป็นอยู่ บอกถึงระบบทำมาหากิน ระบบเศรษฐกิจ เกี่ยวข้องกับการค้า การก่อสร้างโบราณสถาน โบราณวัตถุ ระบบพิธีกรรม องค์ประกอบของเพลง เพลงที่ใช้ในพิธีกรรม เพลงในพิธีบวงสรวงบูชา เพลงทำบุญ เพลงประกอบการแสดง เป็นต้น
ภาษาที่ยังอยู่ในเพลง อยู่กับตัวละคร ซึ่งได้สะท้อนสังคมในอดีต เพลงใช้ประกอบตัวละครในการเดิน การวิ่ง หรือการเหาะ บทพากย์และบทบอกอาการของตัวละคร การขับร้องบทได้เอง บทเจรจา การขับเสภา ซึ่งชุมชนและท้องถิ่นก็ยังรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ พบได้ในกิจกรรมของชุมชน ตั้งแต่การเกิด แต่งงาน งานสังสรรค์รื่นเริง
งานศพ เป็นต้น
การนำศักยภาพความเป็นเลิศของศิลปิน นักร้อง และนักดนตรี มาแสดงในเพลงอมตะสยาม เป็นหัวใจของความคิดสร้างสรรค์ในงานครั้งนี้ ซึ่งจะเป็นเรื่องสำคัญสำหรับโลกอนาคต โดยนำคนดนตรีที่มีความสามารถ นำเสียงดนตรีอมตะ มาสร้างบรรยากาศเมืองเพชรบุรีใหม่ สร้างเสียงดนตรีให้น่าสนใจ พัฒนาดนตรีให้มีสีสันใช้ในการพัฒนาเมืองให้น่าอยู่ เพื่อให้เกิดผลพลอยได้ทางเศรษฐกิจ ทำให้คนจากที่อื่นๆ อยากจะมาดูงานสร้างสรรค์ดนตรีที่เมืองเพชรบุรี
การนำรากเหง้าของดนตรีที่มีอยู่ในสังคมมาพัฒนาใหม่ เป็นการรื้อฟื้นพื้นฐานของสังคม พัฒนาดนตรีให้มีมาตรฐานสูงขึ้น แล้วสร้างสรรค์ดนตรีให้เป็นรสนิยมที่น่าภูมิใจและรู้สึกว่าเป็นความภูมิฐานของทุกคนด้วย
สำหรับการอ่านบทกวีเมืองเพชรบุรี โดย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กวีรัตนโกสินทร์ ศิลปินแห่งชาตินั้น ท่านเป็นกวีคนสำคัญ ได้เขียนบทกวีไว้ทั่วแผ่นดิน ท่านเดินทางไปเขียนบทกวี อ่านบทกวีประกอบการเป่าขลุ่ย เป็นที่ประจักษ์ชัดทั่วประเทศไทย ยังมีศิลปินใหญ่ ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ศิลปินแห่งชาติ ได้ซึมซาบดนตรีไทย ปี่พาทย์ แตรวง ลูกทุ่ง ลูกกรุง ลูกเทศ และดนตรีทุกชนิด เป็นผู้มีบทบาทนำเสียงขลุ่ยไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ
คุณนพพร เพริศแพร้ว เป็นนักร้องเพลงไทย จบการศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาการขับร้อง พื้นเพเป็นคนสุพรรณบุรี จึงมีความคุ้นเคยกับการพากย์โขน ขับเสภา และร้องเพลงไทยได้เป็นอย่างดี คุณอิสรพงศ์ ดอกยอ นักร้องรูปหล่อจากกาญจนบุรี จะมาร้องเพลงพื้นบ้านที่มีสำเนียงของชาวบ้านโบราณ เพลงทั้งหมดเรียบเรียงและควบคุมวงโดย พันเอก ดร.ประทีป สุพรรณโรจน์ ซึ่งเป็นผู้ที่มีประสบการณ์เรียบเรียงเพลงสำหรับวงซิมโฟนีออร์เคสตรามาแล้วไม่น้อยกว่า 400 เพลง
การแสดงดนตรีแต่ละครั้งจะมีความพิเศษทุกพื้นที่ โดยมีศิลปินนานาชาติ ดร.สุชาติ วงษ์ทอง ศิลปินที่อยู่นอกสายสิญจน์ของสังคมไทย ศิลปินที่ได้รับเชิญไปแสดงในงานต่างประเทศ ทุกครั้งที่นำวงซิมโฟนีออร์เคสตราไปแสดงทั้งในและต่างประเทศ ก็จะเชิญ ดร.สุชาติ วงษ์ทอง ไปวาดภาพกับเสียงดนตรี เพราะเชื่อว่าศิลปะส่องทางกัน จากเสียงที่ได้ยินสื่อถึงภาพที่ได้ชม สร้างความบันเทิงให้แก่มิตรรักแฟนเพลงได้พอสมควร


วงไทยซิมโฟนีออร์เคสตรา
ความพิเศษของ ดร.สุชาติ วงษ์ทอง คือ มีทักษะในการใช้เส้น ใช้สี สื่อความสัมพันธ์ระหว่างเสียงที่ได้ยิน วาดลงเป็นเส้นและเป็นสี ทุกเสียง ทุกสี และทุกเส้น มีความแม่นยำไม่ผิดพลาด ประดุจหมอผ่าตัด ท่านมีความเชี่ยวชาญ ชำนาญ คุ้นเคยมือ กลายเป็นมืออาชีพ วาดภาพเสร็จก็นำใส่กรอบ มอบภาพให้แก่วัดใหญ่สุวรรณาราม เพชรบุรี
เมื่อท่านทูตอินโดนีเซียทราบข่าวการแสดงครั้งนี้ ซึ่งท่านทูตมีความฝักใฝ่มีใจในงานดนตรีและศิลปะเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ท่านเคยเห็นผลงานของ ดร.สุชาติ วงษ์ทอง ที่สนามกอล์ฟ (North Park) ผลงานของศิลปิน ดร.สุชาติ วงษ์ทอง ติดอยู่ในห้องรับรองของสโมสรจำนวนมาก ทำให้ท่านทูตติดตามไปดูงานที่บ้านวิหารศิลปะ (ซอยโพธิ์สามต้น) จึงตั้งใจมาดูการแสดงดนตรีและศิลปะสดๆ ที่วัดใหญ่สุวรรณารามด้วย
การแสดงที่วัดใหญ่สุวรรณาราม เป็นงานปิดท้ายของโครงการวิจัย ตั้งแต่ พ.ศ.2563 เป็นต้นมา ได้เรียนรู้วัฒนธรรมของท้องถิ่น รู้จักเพลงในพื้นที่ต่างๆ ได้สัมผัสกับวิถีชีวิตศิลปินชาวบ้าน หัวใจชาวบ้านยังบริสุทธิ์ต่องานศิลปะและดนตรี ในการแสดงแต่ละครั้งต้องเคลื่อนย้ายคนจำนวนนับร้อยชีวิต เดินทางพร้อมขนเครื่องมืออุปกรณ์ราคาแพงๆ เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก แต่งานก็สำเร็จลงได้ด้วยดี
ขอบคุณคณะทำงานของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส “พี่ไปไหนน้องไปด้วย” ลงพื้นที่อย่างจริงจัง เพื่อบันทึกรายการแสดง เพื่อจะนำเสนอต่อมิตรรักแฟนเพลงในทุกพื้นที่ ขอบคุณท่านผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ที่ได้ให้การสนับสนุนโครงการวิจัยเต็มกำลัง ขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ที่ท่านได้ติดตามงานไปชมถึงขอบเวทีเกือบทุกพื้นที่ สุดท้ายต้องขอบคุณนักดนตรีทุกคน ขอบคุณคณะทำงานของมูลนิธิ ที่สามารถฝ่าวิกฤตโรคระบาดโควิดได้ตลอดรอดฝั่ง ทำงานได้โดยไม่หยุด สามารถที่จะถอดบทเรียนไว้เป็นตำราว่าจะทำงานต่อไปอย่างไรเมื่อเกิดวิกฤตขึ้นอีก
วิกฤตโรคระบาดโควิดนั้น “มาแล้วก็ไป” ชีวิตกลับสู่ภาวะปกติได้ ส่วนวิกฤตทางวัฒนธรรมในท้องถิ่นนั้น “เมื่อหมดไปแล้วจะไม่เหลืออะไรอีก”
สุกรี เจริญสุข

