8 ปีรัฐบาลประยุทธ์ 2 ปี+ม็อบคนรุ่นใหม่ คำในใจก่อนจะถึง ‘พรุ่งนี้’

23.08.22 | 13:00 น.
สิรภพ อัตโตหิ กลุ่มเสรีเทยย์พลัส กับโปสเตอร์ 24 ส.ค. ประชาธิปไตยต้องไปต่อ ประยุทธ์ต้องพอแค่นี้

แม้สุ้มเสียง ‘ประยุทธ์ออกไป’ ดังกึกก้องตั้งแต่ท้องถนนยันโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่องกว่า 2 ปี

วันนี้ ประยุทธ์ยังไม่ออก

ส่วน พรุ่งนี้ เมื่อ 8 ปีก่อน คือวันที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นั่นคือ 24 สิงหาคม พุทธศักราช 2557

สำหรับประเด็นในข้อกฎหมายว่า ‘บิ๊กตู่’ จะอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้หรือไม่ กลายเป็นประเด็นร้อนแรง เกิดข้อถกเถียงและเรียกร้องอย่างกว้างขวาง

ด้านการต่อสู้ภาคประชาชน นิสิต นักศึกษา กระทั่งนักเรียนมัธยม ส่งผลให้ผู้คนมากมายได้ลิ้มรสการถูกจองจำ ขึ้นศาล ได้ประกันพร้อมของขวัญที่ยั่วล้อตัวเองว่าเป็น ‘ทาสสมัยใหม่’ ด้วยโซ่ตรวน ‘กำไลอีเอ็ม’

Advertisement

ในขณะที่บางส่วนยังคงถูกตีตกคำร้องขอประกันตัว กลุ่ม ‘พลเมืองโต้กลับ’ ยังคงยืนเด่นหน้าศาลฎีกา สนามหลวง ด้วยศัพท์บัญญัติใหม่ว่า ลานอากง สนามราษฎร์ ต่อเนื่อง (รอบ 2) เป็นวันที่ 98 ด้วยเวลา 1.12 ชั่วโมง

‘มูลนิธิสิทธิอิสรา’ ที่คนยังคุ้นชินกับคำว่า ‘กองทุนราษฎรประสงค์’ ได้รับการ ‘เติม’ ยอดบัญชีกว่า 6 แสนบาทโดยเหล่าราษฎรสายโอนไว ในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง หลังเพจกองทุนฯเผยว่าเหลือยอดต่ำกว่า 1 ล้านบาทกลางสถานการณ์ที่น่ากังวล เพราะยังคงต้องใช้เงินวางประกันผู้ต้องหาคดีการเมืองอย่างต่อเนื่อง

10 สิงหาคมที่ผ่านมา กลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม นัดหมายอีกครั้งในวาระครบ 2 ปี การชุมนุมใหญ่ที่เป็นประวัติการณ์ของคนรุ่นใหม่ ที่ลานพญานาค มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต แม้ต้องยอมรับว่า ‘ไม่ปัง’ เท่าครั้งนั้น แต่เป็นการยืนยันว่ายังสู้ต่อ ด้วยข้อเรียกร้องเดิม ไม่แปรเปลี่ยน

กระทั่ง 21 สิงหาคม 38 กลุ่มในนามราษฎร 4 ภาคแถลง #ให้มันจบที่ 8 ปี นัดหมายสนามหลวง แต่โดนสกัดด้วยการปิดประตูรั้ว สุดท้ายย้ายโลเกชั่นไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ส่วนหนึ่งของคำในใจกลุ่มราษฎร

8 ปีแห่งความขมขื่น

ราษฎรหยัดยืนต้านอำนาจเผด็จการ

“เป็นเวลากว่า 8 ปีแล้วที่สังคมไทยต้องตกอยู่ภายใต้ช่วงเวลาอันมืดมนและขมขื่นที่สุด ช่วงเวลาภายใต้การปกครองผู้ปล้นชิงอำนาจการปกครองไปจากประชาชน ผู้สืบทอดอำนาจผ่านกลไกที่ไร้ซึ่งความชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตย นาม ประยุทธ์ จันทร์โอชาผู้นี้ ได้ร่วมมือกับพลพรรคในการสร้างวิกฤตทางการเมืองเพื่อเข้าช่วงชิงอำนาจการปกครอง พร้อมกับตั้งตนและพวกขึ้นเป็นรัฐบาล …ทั้งยังวางกลไกสืบทอดอำนาจผ่านรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ตนเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อโดยมิต้องสนใจคำทัดทาน สร้างความทนทุกข์แก่ประชาชนทั้งหลายไปทุกหย่อมหญ้า…เราเหล่าราษฎรจึงได้มารวมตัวกัน ณ ที่แห่งนี้ เพื่อประกาศแก่พี่น้องประชาชนทั้งหลายว่า ประยุทธ์ จันทร์โอชา … จะต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ในวันที่ 24 สิงหาคม 2565

ดังนั้น นายประยุทธ์ จันทร์โอชา จงลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามหลักเกณฑ์แห่งรัฐธรรมนูญเสียแต่บัดนี้ และจงอย่าคิดสร้างสุญญากาศทางกฎหมายด้วยการประกาศยุบสภาในขณะที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยังไม่ได้ถูกประกาศใช้
อันจะเป็นการเปิดช่องให้บรรดาพลพรรคสามารถสร้างกฎหมายการเลือกตั้งที่เอื้อประโยชน์แก่พวกพ้องของตน”

คือถ้อยคำตอนหนึ่งของ รุ้ง ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หนึ่งในแกนนำราษฎร ที่เอื้อนเอ่ยแถลงการณ์เบื้องหน้าพานรัฐธรรมนูญ ในคืนวันที่เวลายังคงเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ความคิดและผู้คนต่างเติบโตขึ้น

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ นักกิจกรรมบางส่วนตั้งแต่ม็อบ ‘เสื้อแดง’ จนถึง ‘คนอยากเลือกตั้ง’ ผันตัวเป็นนักการเมืองผู้แทนประชาชน สานต่ออุดมการณ์ที่ยึดมั่น เพิ่มขอบเขตอำนาจในการทำหน้าที่คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ทั้งเรื่องการประกันตัว และการช่วยเหลือทางด้านกฎหมายต่างๆ สร้างจุดเปลี่ยนที่ใหญ่ขึ้นในสังคม

หนึ่งในผู้มุ่งมั่นลงสนามการเมือง แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง คือ ‘โตโต้’ปิยรัฐ จงเทพ อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 จ.กาฬสินธุ์ พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในนามแกนนำกลุ่ม ‘We Volunteer’ หรือ ‘วีโว่’เมื่อเกิดม็อบเยาวชนคนรุ่นใหม่ซึ่งถูกแซวว่าในช่วงต้นว่าเป็น ‘ม็อบมุ้งมิ้ง’ กระทั่งดันเพดานการต่อสู้ขึ้นตามลำดับ

ล่าสุด ‘We Volunteer’ จัดเสวนาเนื่องในโอกาสครบรอบ 2 ปี พูดคุยในประเด็น “นักการเมืองกับเรื่องม็อบ” ที่ The Jam Factory ตีแผ่บทบาทนักการเมืองผู้แทนประชาชนกับผู้ชุมนุม ย้อนเหตุการณ์ครั้งเคยเคลื่อนไหวในฐานะพลเมืองคนหนึ่งตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยมี เต้น ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ ส.ส.เจี๊ยบ อมรัตน์
โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เป็น 2 ไฮไลต์ชวนฟัง

‘เสียงจากดินถึงฟ้า’ คำปราศรัย

ในวันที่หนุ่มสาวพูดถึง ‘คนเสื้อแดง’

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตนักการเมือง คนเสื้อแดงตลอดกาล และผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทยในวันนี้ เล่าว่า ในช่วงที่ขบวนการคนหนุ่มสาวกำลังตั้งลำอยู่นั้น ตนยังถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตั้งแต่ 26 มิถุนายน 2563 จากคดีการชุมนุมหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ เมื่อปี 2550

“เริ่มได้รับรู้ข่าวคราวความเคลื่อนไหวของนิสิต นักศึกษา และมีเพื่อนมิตรที่มาเยี่ยมที่เรือนจำเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง เหตุการณ์ที่ชัดมากคือที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มีนิสิตคนหนึ่งได้หยิบเอาคำปราศรัยของผม เสียงจากดินถึงฟ้า ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายแอบหวังวันหนึ่งคนหนุ่มสาวจะหันมาพูดถึงเรื่องราวของคนเสื้อแดง แต่เมื่อเกิดขึ้นจริงมันเกินหวัง” เต้นเปิดใจ ก่อนย้อนเล่าไทม์ไลน์ชีวิต

“ผมเป็นนักการเมืองมาก่อน เคยลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งแรกในชีวิตตั้งแต่ปี 2544 ลงสมัครพรรคชาติพัฒนา ขณะนั้นยังไม่มีขบวนการพันธมิตรหรือรัฐประหารโดย คมช. ผมลงสมัครรับเลือกตั้งก่อนเกิดวิกฤตทางการเมืองรอบแรก ต่อมาปี 2548 พรรคชาติพัฒนายุบรวมกับพรรคไทยรักไทย ผมจึงได้มาลงกับพรรคไทยรักไทย

เส้นทางหรือวิถีทางการเมืองของผมตรงไปตรงมา ผมไม่ได้เกิดมาพร้อมกับอุดมการณ์การเปลี่ยนแปลงหรือการต่อสู้อะไรใดๆ และสมัครรับเลือกตั้งเพราะอยากเป็นผู้แทน ไม่ได้รู้สึกว่าเกิดมาต้องเป็นแกนนำหรืออยู่ในขบวนการต่อสู้อย่างที่กำลังเป็น

ผมไม่ชอบวิธีการที่ไม่ถูกต้อง ไม่ชอบการใช้อำนาจกดขี่ข่มเหง เด็กๆ ผมโตมาแบบนี้ ผมไม่เคยรังแกคน แต่ผมก็ไม่พร้อมให้ใครรังแกเหมือนกัน จนวันหนึ่งมีการยึดอำนาจปี 2549 ตอนนั้นผมจับกลุ่มกับพี่วีระ มุสิกพงศ์และพี่ตู่ จตุพร พรหมพันธุ์ ไปไหนมาไหนด้วยกันหมด ก็ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวในทางการเมืองยังโนเนมมาก คืนรัฐประหารผมกับพี่ตู่นัดมาเจอกันข้างนอก เช้าวันรุ่งขึ้นของการยึดอำนาจพี่วีระพาพวกผมไปที่ทำการพรรคไทยรักไทยและเปิดห้องแถลงข่าว โดยพี่วีระขึ้นไปประกาศว่า ผมไม่ยอมรับการรัฐประหารและพวกผมทั้งหมดที่นี่จะสู้มัน นั่นเป็นวินาทีแรกที่ผมร่วมขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ผมมักพูดเสมอว่าผมเกิดและโตทางการเมืองมาพร้อมๆ กับคนเสื้อแดง คนเสื้อแดงอายุเท่าไรในทางการเมืองผมอายุเท่านั้น ไม่ขาดกันแม้แต่วันเดียว” ณัฐวุฒิเล่า

ขบวนการประชาธิปไตย

‘คนที่หายไปก็มี คนที่เติมมาใหม่ก็มาก’

ณัฐวุฒิยังกล่าวในประเด็นการตั้งแง่กับนักการเมืองว่า สถานการณ์จะคัดกรองเอง นักการเมืองจะเข้ามาในการต่อสู้ก็ยินดีและเปิดรับ ไม่เข้ามาก็ไม่เป็นไรเรื่องของเขา ประชาชนที่อยู่ในขบวนการต่อสู้ ผู้คนในสังคมจะแลเห็น พิสูจน์ทราบ และตัดสินใจต่อนักการเมืองนั้นๆ ในที่สุด สิ่งสำคัญคือคนที่ยืนอยู่ในขบวนต้องเชื่อมั่นในกันและกัน ต้องยังคงเชื่อว่าตราบใดที่เรายังยืนกับหลักการที่ถูกต้อง เดินไปข้างหน้ามันจะมีคนเชื่อแบบนี้และเห็นแบบนี้ คนที่หายไปก็มี คนที่เติมมาใหม่ระหว่างทางก็มาก และทุกขบวนที่จะชนะมันไม่ได้ชนะเพราะล้มเลิก แต่ชนะเพราะไม่ยอมล้มลงต่างหาก แต่เมื่อล้มแล้ว ก็ลุกขึ้นใหม่ได้ตลอดเวลา

“การที่นักการเมืองจะมาร่วมชุมนุมทางการเมืองแล้วถูกปรามาสว่ามาหาเสียงหรือไม่นั้น ผมไม่สน ถ้าอยากมาร่วม ผมก็มา สังคมนี้ปฏิเสธพัฒนาการทางการเมือง ปฏิเสธเกียรติยศศักดิ์ศรีของนักการเมือง สังคมนี้ต้องทำให้คำว่า การเมือง เป็นผู้ร้าย เพราะอำนาจนอกระบบที่อยู่นอกเหนือการเมืองมันจะได้กดทับลงมาได้ในนามของความดีและคนดี

ผมจึงอยากสื่อสารถึงขบวนการต่อสู้ทั้งหลายว่าอย่าไปปฏิเสธหรือตั้งแง่อะไรกับนักการเมืองเลย เขามาก็มา เขาจะไปก็ไป วัน เวลา และสถานการณ์ที่เผชิญผ่านจะพิสูจน์และคัดกรองคน คนมันไม่จำเป็นต้องมีหัวโขนอะไรที่จะมายืนในขบวนการต่อสู้ ขอแค่ความเป็นคนเท่านั้นก็ยืนอย่างสง่างามได้ไม่ต้องมีสถานะอะไร” ณัฐวุฒิกล่าว

สำหรับประเด็นคดีความ ณัฐวุฒิมองว่า ‘ยังจะมีคนต้องคดีความอีกมาก’

“ยังจะต้องเห็นชะตากรรมของผู้คนหรือกระทั่งหนุ่มสาวเยาวชนต่อการถูกกระทำโดยอำนาจอันอยุติธรรมนี้อีกสักพักใหญ่ๆ ไม่ว่าจะยุคไหนสมัยใดก็ตาม ในทุกองค์กรและทุกกลุ่มก้อนมันมีทั้งของจริงและของปลอมปนกันอยู่เสมอ

ดังนั้น ต้องอาศัยการเคี่ยวกรำ อาศัยสถานการณ์ อาศัยระยะเวลาเป็นตัวพิสูจน์ทราบ และการพิสูจน์ทราบนี้ไม่สามารถปรากฏได้โดยการประกาศตัวผมของบุคคลนั้นๆ มันต้องให้ผู้คนที่อยู่ในขบวนการ ให้สังคมรับรู้ และตัดสินใจ”

พลเมือง-ส.ส. 2 บทบาท ใต้หมวก 2 ใบ

‘เคียงบ่าเคียงไหล่’ คือหน้าที่

ด้าน อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลผู้ปรากฏตัวในการชุมนุมมากมายจนกลายเป็นภาพคุ้นตา เปิดใจว่า ความที่เคยเป็น ‘มวลชน’ ก่อนมาเป็นนักการเมือง จึงเคลื่อนไหวในนามของมวลชนมาโดยตลอด ตั้งแต่กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ตนก็โดนไป 2-3 คดี ณ ตอนที่เป็นมวลชนเคยน้อยเนื้อต่ำใจ รู้สึกเศร้าเวลาที่อยากเห็นผู้แทนราษฎรที่เราเลือกมาปกป้องเรา ออกมายืนเคียงข้าง เวลาที่เราต้องเผชิญหน้ากับอำนาจที่ไม่เป็นธรรม ส่วนตัวเคย ‘บากหน้า’ ไปหานักการเมืองหลายๆ คน ณ เวลานั้น แต่ถูกเมิน

“เราบอกว่าจัดงานที่ธรรมศาสตร์นะ ช่วยมายืนเคียงข้างเรา มาเป็นไม้กันหมาให้เราอุ่นใจหน่อย แต่ก็ไม่มีใครมา มีนักการเมืองพรรคใหญ่ฝั่งประชาธิปไตยท่านหนึ่งที่มาด้วยการวิงวอนร้องขอ แต่เขามาแป๊บเดียว อ้างว่าต้องออกไปเตะบอล”

ครั้นเมื่อตัวเองเข้าสู่แวดวงการเมืองเต็มตัว ในฐานะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ก่อนโดนยุบ กลายร่างสู่พรรคก้าวไกล ก็ตั้งมั่นตลอดมาว่าจะออกมา ‘เคียงบ่าเคียงไหล่’ กับการต่อสู้ของประชาชน

“เรามาเป็นนักการเมืองแบบจับพลัดจับผลู ไม่ได้มีแพสชั่น ไม่มีอะไรทางการเมืองเลย สุดท้ายได้เป็น ส.ส. เราคิดตั้งแต่ได้สถานภาพนี้มา ว่าอะไรก็ตามที่เคยคาดหวังจากนักการเมืองเก่าๆ ที่เราไม่ได้รับการตอบสนอง เราจะทำ และออกมาร่วมทุกข์ร่วมสุข

วันที่ทำงานอยู่ในสภา เราทำหน้าที่ผู้แทนราษฎร ทำงานออกกฎหมาย ตรวจสอบรัฐบาล และทำงานในกรรมาธิการ แต่พอเราเดินออกมาจากรัฐสภา เราคือมวลชน เราก็ใส่หมวก 2 ใบเหมือนกัน เพราะฉะนั้นการไปร่วมชุมนุม คิดว่าเป็นเรื่องอันชอบธรรม ในฐานะพลเมืองคนหนึ่ง พอถอดเสื้อออกมาก็คือมวลชน รู้สึกว่ามันเป็นหน้าที่”

หาเสียง-หิวแสง?

วิญญูชนคิดเองได้ ทำดีไม่ต้องกลัวถูกเมาธ์

ถามถึงจำนวนคดี ส.ส.หญิงแกร่งแห่งก้าวไกล ไม่ต้องนับนิ้ว เพราะจำขึ้นใจว่า ‘โดนไป 17 คดี’ คดีล่าสุดคือคาร์ม็อบ ซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่าไม่ได้เป็นแกนนำ แค่ไปร่วมขบวนเท่านั้น สุดท้ายโดนชวนไปร้องเพลงตอนจบกลายเป็นคดี ส่วนข้อครหาจากขาเมาธ์ ว่าสิ่งที่สร้างภาพ ทำเพื่อหาเสียงบ้าง
หิวแสงบ้าง อมรัตน์เชื่อมั่นว่าวิญญูชนย่อมรู้

“การกระทำย่อมสำคัญกว่าคำพูด เป็นการยืนยันให้เห็นว่าสิ่งที่เขาทำอยู่ สิ่งที่เขาเรียกร้องอยู่ ส.ส.คือพลเมือง ข้อครหาที่ว่ามาหาเสียง มาหาผลประโยชน์ วันเวลามันจะพิสูจน์หรือไม่ ถ้าเรามัวแต่ไปกลัวว่าเราจะทำอะไรดีๆ สักอย่าง ที่เป็นสิ่งที่ดี เป็นการสนับสนุนมวลชน ถ้าเรากลัวทำอย่างนั้นคนจะ
หาว่าหิวแสง หรือหาเสียง คิดว่ามวลชนไม่ได้โง่ วิญญูชนแยกออกและถ้าทุกคนคิดอย่างนี้กันหมดคงไม่มีใครออกมาช่วยเหลือกัน”

นอกจากออกไปร่วมม็อบแล้ว ส.ส.เจี๊ยบยังใช้สิทธิประกันผู้ต้องหา ตามกฎหมายได้วงเงิน 10 เท่าของเงินเดือน โดยเมื่อเป็นผู้แทนราษฎรในปี 2563 ได้โพสต์ใบรับรองเงินเดือนเป็นคนแรก ยอด 1.3 แสนบาท จึงใช้ประกันได้ 1.3 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมาย แนะนำทนายความเยี่ยมเยียนให้กำลังใจ ช่วยเท่าที่ทำได้

“บทบาทในรัฐสภา ช่วยได้เยอะ และเป็นกรรมาธิการพัฒนาการเมืองการสื่อสารมวลชน ได้เสนอและเป็นผู้ผลักดันให้มีอนุกรรมาธิการมาชุดหนึ่งเพื่อศึกษาสำเร็จแล้ว ชื่อว่าอนุกรรมาธิการศึกษาผลกระทบของมาตรา 112 ที่มีต่อสื่อสารมวลชนและประชาชน ซึ่งตั้งขึ้นมาแล้ว และเชิญอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒินักวิชาการ ตัวแทนสื่อมวลชน ประชาชน ตั้งขึ้นมาเสร็จแล้วเพื่อที่จะปักธงทางความคิดนี้ไว้ในสภา ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในสภาผู้แทนราษฎรที่มีการจับปัญหานี้ และมีการตั้งอนุกรรมาธิการขึ้นอย่างเป็นทางการ คาดหวังว่าจะเป็นหมุดหมายที่ดี” อมรัตน์ทิ้งท้าย

สถานการณ์ชุมชนที่ต่อเนื่องกว่า 2 ปี การเมืองภายใต้รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ที่ยาวนานจวนเจียนครบ 8 ปี พรุ่งนี้ คืออีกวันที่ต้องจับตา