คุณภาพและฝีมือเท่านั้นที่จะอยู่รอด
การประกวดดนตรีนานาชาติ ครั้งที่ 2
ผู้เขียนได้มีโอกาสทำเรื่องพัฒนาคุณภาพการศึกษาดนตรีในระบบอยู่หลายปี สิ่งหนึ่งที่ สำคัญก็คือ การหาครูดนตรีที่เก่ง หาครูดนตรีที่มีฝีมือดี และต้องเป็นคนดี มาสอนเด็ก เพื่อให้เด็กได้พัฒนาฝีมือทางดนตรี การได้ครูที่เก่งมาสอนเด็ก เด็กที่เรียนดนตรีก็จะเก่งตามครู แต่หากได้ทั้งครูที่เก่งและครูที่ดี เด็กที่เรียนดนตรีก็จะได้ซึมซับเอาความเก่งและเรียนรู้ ความดีไปจากครูด้วย การสร้างคนดนตรีให้เป็นทั้งคนดีและคนเก่งจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดประดุจการใช้ปรัชญานำในการจัดการศึกษาดนตรี
เพราะการศึกษาไทยนั้นสร้างคนให้เก่ง แต่คนเก่งของไทยมักจะโกง การศึกษาไทยสร้างคนให้เป็นคนดี แต่คนดีของไทยมักจะซื่อบื้อ ผลสัมฤทธิ์จากการศึกษาไทยก็คือได้คนเก่งที่โกงและคนดีที่ซื่อบื้อ ซึ่งช่วยชาติไม่ได้
อีกมิติหนึ่งที่พบในระบบการศึกษาปัจจุบันก็คือ เด็กไปโรงเรียนแล้วโง่มากขึ้น เด็กไปโรงเรียนแล้วทำให้ครอบครัวยากจนมากขึ้น บางครั้งเด็กไปโรงเรียนแล้วสามารถสร้างความชั่วได้มากขึ้น โอกาสติดยาเสพติดง่ายขึ้น เด็กบางคนไปโรงเรียนแล้วอาจถูกลูกหลงจากการยกพวกตีกันหรือยิงกัน อันตรายถึงตายได้จากลูกหลง
การศึกษาจึงต้องทำให้มีคุณภาพ ต้องอาศัยครูที่มีฝีมือและครูที่มีคุณภาพ หัวใจสำคัญก็คือ “เมื่อมีครูที่เก่ง เด็กก็จะเก่งตามครู” การเป็นศิษย์มีครูก็เพราะครูสามารถเป็นหลักให้เด็กได้ใช้อ้างอิงความเก่งของครูและครูเป็นที่พึ่งของเด็ก
ความเก่งของเด็กมาจากการทำงานหนักทั้งครูและเด็ก การเอาใจใส่และตั้งใจทำ เมื่อเด็กที่เรียนดนตรีต้องการที่จะเก่ง ก็ต้องมีเป้าหมายในการเรียนดนตรีที่ชัดเจน เด็กที่มีเป้าหมายเท่านั้นที่จะประสบความสำเร็จและเป็นคนเก่งได้ตามที่ตั้งใจ “ความเก่งมาจากการฝึกซ้อม”
แปลกที่การเรียนดนตรีของเด็กในระบบการศึกษาของไทยไม่เก่ง ทั้งๆ ที่มีครูดนตรีที่เก่งๆ อยู่ในระบบการศึกษา แต่พบว่าเด็กที่เก่งดนตรีมาจากครูที่สอนดนตรีพิเศษ เป็นครูดนตรีที่สอนในโรงเรียนเฉพาะทาง อาจเป็นบ้านครู สำนักงานดนตรีของครู (Studio) เพราะครูดนตรีในโรงเรียนสามัญมีภาระมากเกินไปจนเหนื่อยล้า ไม่สามารถที่จะมีเวลาสร้างเด็กให้เก่งดนตรีได้ เด็กที่อยากเก่งดนตรีจึงต้องเรียนนอกเวลา


สำหรับครูดนตรีที่สอนนอกระบบ เป็นครูดนตรีโรงเรียนเอกชน ครูสอนดนตรีที่บ้าน หรือเป็นครูดนตรีอยู่ที่โรงเรียนเฉพาะทาง ครูดนตรีทุกคนต้องสอนเอาจริงเอาจังมาก เพราะความเก่งของเด็กก็คือความอยู่รอดของครู ครูดนตรีเองก็ต้องเอาใจใส่ในการสอนดนตรีอย่างจริงจัง เพื่อจะให้เด็กที่เรียนดนตรีต้องเก่งให้ได้ เมื่อลูกศิษย์มีความสามารถทางดนตรีในเชิงประจักษ์ ต่อสายตาของพ่อแม่และผู้ปกครอง ซึ่งเป็นผู้จ่ายค่าเล่าเรียนให้ลูกได้เรียนดนตรีเป็นวิชาพิเศษ เด็กก็ต้องตั้งใจเรียน ครูก็ตั้งใจสอน พ่อแม่ผู้ปกครองต่างเฝ้าดูอย่างจริงจัง ในที่สุดเด็กก็ได้สัมผัสกับความเก่ง หรือไม่ก็เลิกเรียนกันไป ไม่ต้องเสียเวลาทั้งครูและนักเรียน
องค์ประกอบของสังคมไทยไม่ได้เกื้อกูลให้คนเก่งดนตรีแล้วมีอนาคต เมื่อเด็กอายุยังน้อยและเก่งดนตรีก็ต้องไปประกวดตามเวทีต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้เด็กกล้าแสดงดนตรีบนเวที ปัจจุบันมีหลากหลายเวทีที่ให้เด็กได้ขึ้นไปประกวด เด็กจำนวนมากที่ผ่านเวทีประกวดดนตรีในวัยเด็กแล้วก็เลิกเรียนดนตรีไป เพราะเมื่อได้เข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาก็จะไปเลือกเรียนวิชาอื่นเพื่อการประกอบอาชีพที่มั่นคงกว่า ดนตรีกลายเป็นวิชาที่ไม่มีอาชีพรองรับและมองไม่เห็นอนาคต เก่งดนตรีก็จะได้รับเสียงปรบมือ ได้ช่อดอกไม้ และได้คำขอบคุณ อาจได้รับเชิญไปแสดงฟรีในงานต่อไป ทั้งๆ ที่การเรียนดนตรีมีต้นทุนสูง แต่รายได้ต่ำ แถมยังใช้เลี้ยงชีพไม่ได้
มีเด็กที่เก่งดนตรีจำนวนน้อยที่เลือกเรียนต่อวิชาดนตรีในระดับอุดมศึกษา เมื่อสถาบันการศึกษาดนตรีระดับอุดมศึกษาสร้างคนไม่เก่ง อาชีพดนตรีก็ไม่มีอนาคต เด็กๆ ที่เก่งดนตรีจึงต้องผ่านเวทีประกวด เพื่อจะหาประสบการณ์และพัฒนาศักยภาพความเป็นเลิศจากเวทีแข่งขัน เพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการรับรองความสามารถที่เชื่อถือได้ว่า “เก่ง” แล้วใช้ใบรับรองจากเวทีประกวดเป็นใบเบิกทางเพื่อไปศึกษาต่อในต่างประเทศ
การสร้างอาชีพดนตรีให้มีความเข้มแข็งเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะต้องใช้ฝีมือ เรียนดนตรีต้องมีอาชีพซึ่งเป็นรายได้ “เสียงดังตังค์มา” คือสามารถหารายได้เลี้ยงตัวเองและเลี้ยงครอบครัวได้ ผู้ที่จะประกอบอาชีพดนตรีจึงต้องเก่งสถานเดียว มีฝีมือสูงกว่ามาตรฐานและมีคุณภาพเท่านั้นจึงจะอยู่รอด
ประสบการณ์การแสดงดนตรีบนเวทีหาซื้อไม่ได้ นอกจากการเข้าประกวดแล้วจะได้ขึ้นแสดงบนเวที ได้พัฒนาความกล้าหาญที่ต้องขึ้นไปแสดงบนเวที ต้องใช้ปฏิภาณไหวพริบและความสามารถในการแก้ปัญหาเมื่ออยู่บนเวที การควบคุมอารมณ์ความตื่นเต้นเมื่ออยู่บนเวที เวทีดนตรีจึงเป็นการฝึกภาวะความเป็นผู้นำ อาศัยความไพเราะของดนตรีดึงดูดความรู้สึกของผู้ฟังให้ติดตามอย่างต่อเนื่อง หากทำสำเร็จก็จะได้รับการยอมรับว่าเก่ง
การขึ้นเวทีประกวดดนตรี จึงเป็นกระบวนการศึกษาดนตรีทั้งทางตรงและทางอ้อม การเปิดเวทีเปิดพื้นที่ให้เด็กได้แสดงดนตรี โดยมีผู้ฟังที่มีความตั้งใจฟังอย่างใจจดจ่อ การประกวดดนตรีมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าต้องผ่านหูของคณะกรรมการผู้ที่มีประสบการณ์สูง สามารถบอกถูกและชี้ผิดให้แก่เด็กได้ เด็กที่เข้าประกวดจะต้องฝึกซ้อมมาอย่างดี “เล่นทุกครั้งถูกต้องทุกครั้ง เล่นทุกครั้งไพเราะทุกครั้ง”
คณะกรรมการตัดสินต้องเป็นผู้ฟังที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ยังมีพ่อแม่ผู้ปกครองที่ตั้งใจฟังเด็กที่อยู่บนเวที มีเพื่อนคอยให้กำลังใจเมื่อแสดงดนตรี เด็กผู้แสดงมีโอกาสแต่งชุดสวยงามหรือได้ชุดใหม่ ได้รับเสียงปรบมือ มีคำชื่นชม มีช่อดอกไม้เมื่อลงจากเวที
เวทีการประกวดยังมีรางวัลตอบแทน รางวัลเป็นเครื่องหมายของผู้มีความสามารถทางดนตรี เป็นการปลูกฝังและสร้างความมั่นใจที่ได้มาจากความสามารถของเด็กเอง เป็นการสร้างราคาความน่าเชื่อถือ สร้างการยอมรับโดยผ่านเวทีแสดงของเด็ก ซึ่งรางวัลที่ดีที่สุดของเด็กคือได้ขึ้นเวทีแสดง สิ่งสำคัญรองลงมาคือ เด็กได้เข้าไปอยู่ในใจของผู้ฟัง ศักยภาพความเป็นเลิศทางดนตรีของเด็กได้ถูกบันทึกจดจำในการรับรู้ของคนใกล้ชิด
มูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข ได้จัดประกวดดนตรีนานาชาติเป็นปีที่ 2 (The 2nd Sugree Charoensook International Music Competition, 2022) จัดการโดยอาจารย์ตปาลิน เจริญสุข ซึ่งเธอได้ผ่านเวทีประกวดมามากทั้งในและต่างประเทศ อาจารย์ตปาลินผ่านการตัดสินใจที่สำคัญๆ ของชีวิตมาด้วยตัวเอง อาทิ การเลือกเส้นทางชีวิตระหว่างเรียนหมอกับการเรียนดนตรี การเลือกเรียนดนตรีที่เมืองไทยหรือไปเรียนดนตรีที่เยอรมัน เมื่อกลับมาบ้านแล้ว จะเลือกเป็นอาจารย์ดนตรีในสถาบันชั้นนำหรือทำโรงเรียนดนตรีเอง
อาจารย์ตปาลิน เจริญสุข ก็เลือกทำงานกับมูลนิธิฯ เพราะเห็นว่าอาชีพดนตรีที่ทำเองด้วยมือจะมีอนาคตมากกว่าเป็นอาจารย์สอนดนตรีในมหาวิทยาลัย
อาจารย์ตปาลิน เจริญสุข เป็นผู้จัดการโครงการจัดประกวดดนตรีนานาชาติ ตั้งเป้าหมายเอาไว้ชัดเจนที่จะดูแลโครงการเอง เลือกวิธีจัดการเอง สรรหาคณะกรรมการผู้ที่มีราคาความน่าเชื่อถือ เลือกผู้ที่มีฝีมือ มีความยุติธรรม มีจริยธรรม และมีความซื่อสัตย์ในอาชีพดนตรี ซึ่งกรรมการทุกคนก็มีความเชื่อถือในตัวอาจารย์ตปาลิน เจริญสุข ทำให้การจัดประกวดดนตรีนานาชาติของมูลนิธิฯได้รับความเชื่อถืออย่างรวดเร็ว
ประการสำคัญอีกอย่างหนึ่ง เมื่อโรคระบาดโควิดในประเทศเริ่มตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม พ.ศ.2563 เป็นต้นมา ทำให้กิจกรรมดนตรีในพื้นที่สาธารณะยุติลงด้วย ซึ่งได้หยุดไป 2 ปี 5 เดือน เป็นความเสียหายด้านการเรียนรู้และการพัฒนาฝีมือด้านดนตรีของเด็กที่ประมาณค่าไม่ได้ มองไม่เห็นศักยภาพความเป็นเลิศทางดนตรี ฝึกซ้อมดนตรีไม่ได้ กิจกรรมดนตรีของเด็กได้หยุดไปโดยปริยาย ทุกคนกลัวและไม่มีใครอยากเสี่ยงชีวิต
การประกวดดนตรีนานาชาติ เป็นโอกาสสำหรับเด็กทุกคนที่จะได้แสดงที่บ้านเอื้อมอารีย์ มีรางวัลเงินรวม 1 ล้านบาท รางวัลใหญ่ (Grand Prize) ของเด็กก็คือได้แสดงร่วมกับวงไทยซิมโฟนีออเคสตรา (Thai Symphony Orchestra) ที่ห้องสยามดนตรียามาฮ่า ชั้น 5
ในการประกวดครั้งนี้ มีประเภทเดี่ยวและประเภทรวมวง มีเครื่องดนตรีทุกตระกูล อาทิ เครื่องสาย เปียโน ขับร้อง เครื่องเป่า กีตาร์ เครื่องกระทบ ดนตรีไทยและพื้นบ้าน ผู้เข้าประกวดต้องมีอายุไม่เกิน 25 ปี สามารถเลือกได้ว่าจะประกวดแบบแสดงสดหรือแสดงออนไลน์ ซึ่งการประกวดเปิดโอกาสสำหรับเด็กไทยและเด็กนานาชาติ
ปิดรับสมัครการประกวดรอบแสดงสด วันที่ 31 สิงหาคม, ประกวดรอบแสดงสด วันที่ 12-23 กันยายน, ปิดรับสมัครการประกวดรอบออนไลน์ วันที่ 30 กันยายน, ประกวดรอบชิงชนะเลิศ วันที่ 23-25 พฤศจิกายน และมีพิธีมอบรางวัล วันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2565
เรียนดนตรีก็ต้องเล่นดนตรี ต้องมีครูดี ต้องฝึกซ้อมดนตรีอย่างจริงจัง เด็กได้เรียนโดยมีกระบวนการที่ชัดเจน คนที่ประสบความสำเร็จในอาชีพดนตรี ก็คือการเล่นดนตรีด้วยฝีมือและเป็นดนตรีที่มีคุณภาพเท่านั้น จึงจะประกอบอาชีพดนตรีได้อย่างยั่งยืน
ผู้สนใจสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://sites.google.com/view/sugree-imc/home และ Email: [email protected]

