สรวิศ ไพบูลย์รัตนากร ซีอีโอ Saturday School วันไม่ธรรมดากับวิชาไม่ธรรมดา

4.09.22 | 12:12 น.
สรวิศ ไพบูลย์รัตนากร ซีอีโอ Saturday School วันไม่ธรรมดากับวิชาไม่ธรรมดา

นับเป็นโครงการที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับ ‘โรงเรียนวันเสาร์’ ซึ่งกรุงเทพมหานครให้ความสำคัญถึงขนาด ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เดินทางไปเยี่ยมเยียนพร้อมพบปะครูอาสาผู้สมัครใจใช้วันหยุดร่วมส่งเสริมผลักดันและพัฒนาศักยภาพของเด็กๆ ณ โรงเรียนวัดอ่างแก้ว (จีบ ปานขำ) เขตภาษีเจริญ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

ในวันนั้น ชายหนุ่มสวมเสื้อสีดำพิมพ์โลโก้รูปดาวเสาร์สุดน่ารักบนอกขวา ยืนเคียงข้างผู้ว่าฯกทม. อธิบายในประเด็นต่างๆ อย่างรื่นไหล

เขาคือ สรวิศ ไพบูลย์รัตนากร หรือ ‘ยีราฟ’ ผู้ก่อตั้งและ CEO มูลนิธิ Saturday School ซึ่งเริ่มต้นขึ้นจากแรงบันดาลใจตั้งแต่ครั้งเป็นครูอาสา หรือหากย้อนไปไกลกว่านั้น ประกายไฟในใจ ถูกจุดขึ้นตั้งแต่ยังเรียนมัธยมที่โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ เมื่อผู้อำนวยการโรงเรียนในขณะนั้นมักกล่าวย้ำกับนักเรียนเสมอว่า “เราได้ทุนตรงนี้มาจากภาษีของประชาชน เราเป็นคนที่ประเทศชาติลงทุนอยู่ อยากให้ช่วยกันเปลี่ยนแปลงและพัฒนาประเทศในอนาคต”

นำวิชาไม่ธรรมดา มาให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ในวันไม่ธรรมดา อย่างวันเสาร์ สมชื่อ Saturday School สุดคูล ด้วยวิชาคูลๆ ที่ใช้งานได้จริงบนโลกที่หมุนไวจนผู้ใหญ่อาจตามไม่ทัน แต่เด็กๆ ต้องตามให้ทัน เพื่อใช้ชีวิตของพรุ่งนี้ได้อย่างมีความสุข สร้างสังคมคุณภาพต่อไปในอนาคต

สรวิศ เกิดที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ แต่ไปเติบโตใช้ชีวิตที่ชลบุรี เพราะพ่อและแม่ทำงานอยู่ที่นั้น พอตอน ม.ต้น สรวิศอยากเรียนหมอตามที่พ่อแม่บอก จึงไขว่คว้าเรียนพิเศษ

Advertisement

ช่วงชีวิต ม.3 ต้องตื่นแต่เช้ามืด นั่งรถ บขส.จากชลบุรี เข้าขนส่งเอกมัย ต่อรถไฟฟ้าบีทีเอสลงสถานีสยาม เพื่อมาเรียนพิเศษใจกลางความเจริญ ด้วยความมุมานะนี้ จึงสอบติดทั้งโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา คงไม่ต้องพูดว่ายากแค่ไหนถึงจะเข้า 2 โรงเรียนนี้ได้ อย่างไรก็ตาม ช่วงชีวิตในเวลานั้น ทำให้เกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นในจิตใจ

สรวิศ เลือกเรียนที่โรงเรียนมหิดลฯ เมื่อเข้าไปเรียนพบว่าไม่ชอบวิชาชีวะเท่าไหร่ สอบอยู่ในระดับเกรด 2-3 ความคิดที่อยากจะเป็นหมอจึงไม่ได้อยู่ในหัวอีกเลย แต่ชอบเรียนด้านการเขียนโปรแกรม เคยแข่งเขียนโปรแกรมระดับประเทศ ติดชื่อเข้าค่ายโอลิมปิกวิชาการคอมพิวเตอร์ ระดับ Top 15 คน

สุดท้ายจึงตัดสินใจเลือกเข้าเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งทำให้ได้พบกับ ศานนท์ หวังสร้างบุญ นายกองค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในวันนั้น และรองผู้ว่าฯกทม. ซึ่งดูแลด้านการศึกษาในวันนี้

ครั้งเป็นนิสิต ทั้งเรียนและทำกิจกรรมควบคู่กัน โดยในเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 เข้าไปเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านต่างๆ เมื่อเรียนจบก็เข้าทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ ทว่าผ่านไปปีกว่า สรวิศทบทวนแล้วทบทวนเล่า ว่าหนทางนี้เป็นทางของชีวิตหรือไม่

นำไปสู่การตัดสินใจลาออก แล้วผันตัวมาเป็นครูอาสา ผ่านโครงการ Teach for Thailand ด้วยความคาดหวังแก้ปัญหาสังคม

“ลองคิดไปคิดมา คิดว่าการศึกษาเป็นส่วนสำคัญที่เป็นจุดเริ่มต้นทำให้ปัญหาอื่นๆ ช่วยคลี่คลายไปด้วย บอกว่าถ้าคนมีคุณภาพ คนอยากจะทำให้สังคมดีขึ้น ก็น่าจะดี”

ต่อมา สร้างสรรค์โครงการ Saturday School ก่อนพัฒนาสู่การตั้งเป็นมูลนิธิในที่สุด ครั้นเมื่อผู้สมัครอิสระ เบอร์ 8 นามชัชชาติ คว้าชัยในศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ สรวิศและมูลนิธิจึงมีโอกาสครั้งสำคัญในการขับเคลื่อนความฝันของการพัฒนาการศึกษาไทยให้การเรียนรู้ไม่ถูกจำกัดเพียงในห้องเรียน ในวันธรรมดา และในรายวิชาตามหลักสูตรเท่านั้น เริ่มจากโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร

● อยากให้เล่าถึงการเป็น ‘ครูอาสา’ สู่จุดตั้งต้นของ Saturday School?
เราเป็นคนหนึ่งที่อยากสร้างอะไรบางอย่างหลังจากที่เราจบ Teach for Thailand สร้างองค์กรหรืออะไรบางอย่างที่ช่วยแก้ปัญหาการศึกษาได้ ระหว่างที่เป็นครูอยู่ 2 ปี สอนคณิตศาสตร์เด็ก ม.ต้น โรงเรียนขยายโอกาสแถวบางนา ระหว่างนั้นก็พยายามเรียนรู้ ไปเยี่ยมบ้านเด็กเยอะเลย แล้วก็ลองจัดกิจกรรมที่อาจจะไม่เหมือนปกติที่ทำกันอยู่ในโรงเรียน มีวิธีการสอนที่ให้เด็กได้ใช้ความคิดมากขึ้น มีส่วนร่วมมากขึ้นนอกห้องเรียน ลองจัดฐานวิทยาศาสตร์ เด็กมากันคึกคัก พาเด็กไปดูงาน สนามบิน โรงพยาบาล ไปโรงเรียนมหิดลด้วย จริงๆ มันก็คือการทดลองของเราด้วยว่าอะไรน่าจะเวิร์ก แววตาของเด็กเป็นยังไงเราก็สังเกต สุดท้ายก็ค่อนข้างยืนยันความเชื่อของเราว่า เด็กอยากจะเรียนรู้ แต่ในระบบการศึกษาอาจยังไม่เปิดพื้นที่ให้อย่างเต็มที่ ‘โรงเรียนวันเสาร์’ ก็เป็นหนึ่งในกิจกรรมในตอนนั้น ซึ่งมีหลายคนอยากมาช่วยเป็นอาสาสมัคร เราก็เริ่มชวนเพื่อนๆ ที่รู้จักมาสอนสิ่งที่ตัวเองถนัด สมมุติเด็กอยากจะเรียนเต้น มีครูอาสาที่อยากมาสอนเต้นระยะหนึ่ง เด็กแฮปปี้มาก วันสุดท้ายที่เป็น Big Day ให้เด็กแสดงผลงาน ซึ่งเป็นวันที่เด็กปลดปล่อยศักยภาพ ทำให้เขามั่นใจในตัวเองมากขึ้น เห็นคุณค่าในตัวเอง มี Self-Esteem, Mindset และ Character คือลักษณะนิสัยบางอย่างของเด็กเปลี่ยนไป พอเราเห็นวันเสาร์ที่เขามา วันธรรมดาก็เปลี่ยนแปลงด้วย คือเขาตั้งใจเรียนมากขึ้นอย่างน่าสนใจ แววตาเขาเปลี่ยนไป นี่คือสิ่งที่ทำให้ผมเชื่อว่าถ้ามันขยายผลได้น่าจะดี เลยอดทนทำมาเรื่อยๆ

● จากที่เป็นเพียงโครงการ ขยับสู่ ‘มูลนิธิ’ อย่างไร?
Saturday School ตอนแรกที่ทำในโรงเรียนเป็นโครงการธรรมดา พอทำได้มา 3 ปี ก็มีการจดทะเบียนเป็นมูลนิธิ โดยพยายามหาทางเลี้ยงตัวเองไปด้วย ตอนเริ่มโครงการได้ทุนก้อนแรกมาจาก ผอ.โรงเรียน ทั้งสำหรับทำกิจกรรม ซื้ออุปกรณ์ ออกค่ารถที่พาเด็กไปดูงาน อาสาสมัครบางคนก็ซื้ออุปกรณ์มาเองด้วย ช่วงแรกๆ เราก็พยายามทำให้เกิดขึ้นมาได้ พยายามลดข้อจำกัดให้ได้มากที่สุด ตอนแรกๆ ผมก็มีงานสอน Full Time อยู่แล้ว ก็ไม่ต้องหารายได้ตัวเองเพิ่มขนาดนั้น แต่ตอนหลังจบการเป็นครู ก็มีความยากลำบากเหมือนกัน ผมก็ลองใช้ทักษะของตัวเอง เรื่องของการสอน และโปรแกรมมิ่ง ไปสอนเขียนโปรแกรมเด็กๆ ก็มีรายได้เข้ามาบ้าง แต่ทำ Saturday School ไปด้วยก็ค่อนข้างเหนื่อยมาก หลังๆ มาผมก็ไม่ได้สอนหารายได้แล้ว พยายามที่จะหาทุนจากหน่วยงานบ้าง จากคนทั่วไปบ้าง ตอนนี้รายได้ส่วนใหญ่ที่เข้ามูลนิธิ มาจากองค์กรที่บริจาคเข้ามา คนทั่วไปก็เริ่มมาบริจาคมากขึ้น

● คนทั่วไปสามารถมีส่วนร่วมกับการพัฒนาการศึกษาผ่านมูลนิธิได้อย่างไรบ้าง?
จุดเริ่มต้นผมมีความเชื่อ 2 อย่าง อย่างแรกคือเด็กมีศักยภาพสูงมาก น่าจะพัฒนาตัวเองได้มากกว่านี้อีกเยอะ อย่างที่สองผมเชื่อว่าในระบบการศึกษา เราไม่ได้เปลี่ยนมาหลายสิบปีแล้ว เราเห็นความตั้งใจและความสนใจ ของคนทั่วไปในสังคมที่มีความสามารถอยู่เยอะมาก อยากจะให้เข้ามาช่วยเปลี่ยนแปลง

ตอนที่ผมเข้าไปเป็นครู ก็รู้สึกว่าเราช่วยเด็กพัฒนาไปได้เยอะ แต่การทำคนเดียวไม่น่าจะไหวในการที่จะเปลี่ยนแปลงการศึกษาของประเทศได้ น่าจะหาความร่วมมือเปิดพื้นที่ให้มีส่วนร่วม ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก ผมว่าคนไทยเนี่ยแหละจะมาช่วยกัน บอกว่าเด็กในวันนี้เราอยากจะเห็นเขาโตขึ้นอย่างไรในอนาคต เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปเยอะหรือว่าสภาพสังคมในประเด็นความเท่าเทียม บุคลากรในระบบการศึกษาตามไม่ทัน แล้วเราจะทำอย่างไรให้เด็กได้เรียนในสิ่งที่เขาควรจะได้เรียนจริงๆ แล้วโตไปเป็นคนที่อยู่ในสังคมใช้ชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผมว่าคนในสังคมและภาคเอกชนสำคัญมากในการเข้ามามีส่วนร่วมได้ คุณครูจริงๆ ก็ช่วยได้เยอะ แต่ก็ไม่ได้ทำให้เด็กได้เห็นถึงการเรียนรู้ที่สำคัญต่อชีวิตของเขาขนาดนั้น

เราเห็น Saturday school เราจะนึกถึงครูอาสาที่สอนเด็กๆ ในสิ่งที่ตัวเองถนัด แต่จริงๆ แล้ว ผมอยากให้คนทั่วไปได้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการโครงการ มาทำหน้าที่ในส่วนต่างๆ ที่ตัวเองถนัด ไม่ว่าจะเป็นคนบริหารโครงการ HR หรือประชาสัมพันธ์

ด้วยแนวคิดนี้ผมว่าการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครมีความน่าสนใจ เพราะเขาก็เป็นคนมีความสามารถ เป็น Talent ในอุตสาหกรรมภาคเอกชนในสถานที่ทำงานของตัวเอง แล้วเขาก็ใช้เวลาว่างจำนวนมากเลยทีเดียวในการมาช่วยกันพัฒนาการศึกษาผ่าน Saturday School

● วิชาที่น่าสนใจของ Saturday School มีอะไรบ้าง?
เรามีวิชาทั้งที่มีในโรงเรียน เช่น ภาษาอังกฤษ แต่เราเน้นการพูด และวิชาใหม่ๆ ที่โรงเรียนอาจจะยังไม่มีในห้องเรียนหลายวิชา เช่น วิชาการแสดง ซึ่งในหลักสูตรนานาชาติมี เพื่อให้ความสำคัญกับการพัฒนาทางด้านอารมณ์ จิตใจ ตรงนี้เป็นสิ่งที่ระบบการศึกษาไทยไม่ได้เน้น

นอกจากนี้ ยังมีวิชาที่อาจไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย คือ วิชาออกแบบบอร์ดเกม และวิชาออกแบบสติ๊กเกอร์ไลน์ ซึ่งเด็กน่าจะใช้หารายได้ในอนาคตได้ หรือแม้แต่วิชาอ่านการ์ตูน ซึ่งไม่ได้มองว่าเด็กเขาจะต้องอ่านการ์ตูนเก่งขึ้นหรือเต้นเก่งขึ้น แต่จะพัฒนา Competency (สมรรถนะ) และทัศนคติ

● หลักการที่มุ่งเน้นผ่านวิชาและกิจกรรมต่างๆ คืออะไร?
เราเน้น 4 ตัวหลักๆ คือ Self-awareness การรู้จักตัวเอง, Growth Mindset การที่เขาอยากจะเรียนรู้เห็นอุปสรรคเป็นความท้าทาย, Resilience เรื่องของการที่เด็กเจอความล้มเหลวแล้วลุกกลับขึ้นมาได้ หรือว่าเราต้องดูบริบทของเด็กว่าเรากำลังพัฒนาเด็กกลุ่มไหน แล้วสิ่งเหล่านี้สำคัญกับเขายังไง

สิ่งสำคัญที่สุดเลยคือตัวที่ 4 Prosocial Behavior คือการที่เด็กได้รู้สึกที่จะตอบแทนให้กับสังคมเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้กับคนอื่น การเห็นว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคม แล้วเราจะช่วยเหลือคนอื่นแล้วพัฒนาสังคมไปด้วยกัน สมมุติว่าเด็กยังเต้นไม่ได้สักที จะพูดกับเด็กอย่างไรให้เขาเอาใหม่ ลุยใหม่ มาลองอีกสักตั้ง ไม่ว่าครูอาสาจะออกแบบกิจกรรมอย่างไรเราจะพาเด็กให้เติบโตภายในตรงนี้

● ขอย้อนถามถึงที่มาของการร่วมงานกับผู้ว่าฯชัชชาติว่าเริ่มขึ้นได้อย่างไร?
ประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว รู้จักอาจารย์ชัชชาติตอนมีมีมใส่ชุดสีดำถือถุงแกง แล้วมีโอกาสเข้าไปเป็นทีมงานในการชวนอาจารย์มาเป็น Speaker งานศิษย์เก่าวิศวะจุฬาฯ จึงได้พบกัน และตอนนั้นมีวัน Big Day ที่เด็กจะมาแสดงผลงานของ Saturday School ที่ผมทำอยู่พอดี เลยลองชวนอาจารย์มาเปิดงานที่พิพิธภัณฑ์เด็กที่ทุ่งครุ

อย่างไรก็ตาม เราเป็นมูลนิธิ ตัวผมเองก็ต้องระวังเหมือนกันว่าจะมีเรื่องของการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องไหม เราพยายามที่จะให้เป็นกลาง ตอนที่อาจารย์หาเสียงเราก็ไม่ได้ไปมีส่วนร่วมอะไรเท่าไหร่ แต่พอเห็นแล้วว่าอาจารย์เน้นการมีส่วนร่วม เน้นการศึกษา เปิดรับทุกอย่าง ทุกฝ่าย เราก็เป็นคนหนึ่งที่สามารถช่วยได้ นโยบายก็ค่อนข้างตรงกับเรา คือเปิดพื้นที่วันหยุดเป็นพื้นที่กิจกรรม พี่สอนน้องนอกเวลาเรียน ผมก็พอรู้จักกับรองศานนท์ ตอนอยู่วิศวะจุฬาฯ

พอพูดถึงเรื่องการศึกษา เราก็รู้จักอีกวงกับแก๊งนึงที่ทำการศึกษาทางเลือกที่พยายามทำให้การศึกษาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ควรจะเป็นมากขึ้น ก็จะมีแก๊งคนรุ่นใหม่ที่ทำเรื่องเกี่ยวกับการศึกษารวมตัวกันอยู่ มาช่วยแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน รองศานนท์ก็มอบหมายตัวแทนคุยว่านโยบายของ กทม.มีประมาณนี้ ทางกลุ่มจะมาช่วยอย่างไรได้บ้าง ผมก็อาสาไปช่วยในหลายๆ นโยบาย เลยได้มีส่วนร่วมกัน

● จากการร่วมประชุมหารือ และทำงานร่วมกับกรุงเทพมหานคร ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของโรงเรียนสังกัด กทม.บ้างหรือยัง?
จากที่ได้ทำงานกับสำนักการศึกษา ผมเห็นความตื่นตัวในการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมากเลยทีเดียว ที่ผ่านมาไม่ค่อยได้ทำงานกับราชการเท่าไหร่ ปกติจะทำงานกับเอกชนซึ่งเป็นคนให้ทุนหรือคนทั่วไป พอเราได้ทำงานกับราชการ จึงได้เห็นข้อจำกัดหลายๆ อย่าง แต่พอมีผู้นำที่ต้องการเปลี่ยนแปลงการศึกษาให้ดีขึ้น หรือนโยบายที่ทำให้กรุงเทพฯดีขึ้น เราก็เห็นการเปลี่ยนแปลงของคนในระบบราชการซึ่งจริงๆ แล้วผมว่าเขาก็มีความตั้งใจที่ดีอยู่แล้ว เพียงแต่อาจติดระเบียบ ถ้าผู้บริหารมองเป้าแล้วว่าอยากเปลี่ยนแปลง กฎต่างๆ ก็ค่อยปรับเปลี่ยนตามไปได้

สำหรับตอนนี้อาจจะผ่านมาแค่ไม่กี่เดือน แต่ผมเห็นว่าโรงเรียนเริ่มเปิดรับมากขึ้นกับกิจกรรมข้างนอก อย่างกิจกรรม Saturday School หรือเครือข่ายของสตาร์ตอัพที่เกี่ยวกับการศึกษา ซึ่งมีองค์กรอื่นๆ ที่ทำด้านการศึกษาพยายามเข้าไปช่วยโรงเรียน กทม.

อีกเรื่องหนึ่งคือ Education Sandbox ซึ่งพยามจะทำให้เป็นพื้นที่นวัตกรรมการเรียนรู้มากขึ้น ก็มีโรงเรียนที่เข้าร่วมกว่า 50 โรงเรียน จากกว่า 400 โรงเรียน ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ค่อนข้างดี อย่างตัวที่ผมช่วยดูแลอยู่ชื่อว่าโครงการ Open Education คือการเปิดพื้นที่ให้คนทั่วไปได้มาส่วนร่วมในการช่วยเหลือทั้งเด็กๆ และคุณครูในโรงเรียน มีคนตอบรับมาค่อนข้างเยอะ จากแบบสอบถามที่เราส่งไปกว่า 400 โรงเรียน เราได้รับกลับมากว่า 300 โรงแล้ว

● อยากให้อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Open Education?
ก็คล้ายๆ กับที่ Saturday School ทำอยู่ คือการให้คนนอกมาสอนนอกหลักสูตร หรือทำกิจกรรมในวันเสาร์อาทิตย์ได้ ส่วนหลังเลิกเรียนเราจะเป็นพื้นที่ที่คนทั่วไปมาสอนการบ้านเด็ก ซึ่งผมเข้าใจว่าความตั้งใจของนโยบายตอนแรกๆ จะมีเรื่องของ Gap ช่วงว่างที่รอผู้ปกครองเลิกงาน เราสามารถใช้เวลาว่างที่จะเสริมการเรียนรู้ให้เด็กได้ ใช้คำว่าเป็นการแก้ปัญหาบางอย่าง เช่นเด็กเรียนไม่ทันในห้องเรียน เด็กอาจจะมีการบ้านที่ต้องทำแล้วไม่มีคนที่จะช่วยปรึกษาได้ คือผมว่าตรงนี้ก็เป็นจุดที่สำคัญ

เราก็พยายามจะร่วมกับองค์กรต่างๆ ทั้งมหาวิทยาลัย เอกชน เข้ามาพัฒนาหลักสูตรช่วยโรงเรียนเป็นกลุ่มๆ ไป แล้วก็จะมีนโยบายที่ช่วยคุณครูด้วย อย่างคุณครูใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ยังไม่คล่อง หรือมีงานแอดมินบางอย่างที่จะต้องใช้คอมพิวเตอร์เข้าเว็บไซต์ในการกรอกข้อมูลต่างๆ ซึ่งคุณครูบางสายวิชาอาจจะยังไม่ได้มีความถนัดเต็มที่ในด้านนั้นๆ แต่หลักสูตรเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เช่น วิชา Coding เราก็อยากให้มีคนทั่วไปมาเป็นผู้ช่วยครู

● โปรเจ็กต์และก้าวต่อไปของมูลนิธิ Saturday School?
อย่างแรกเลยคือเราพยายามขยาย Saturday School ไปสู่พื้นที่ต่างๆ มากขึ้น ปีที่ผ่านมาเราเริ่มไปจังหวัดแรกที่ภูเก็ตก่อน แล้วก็ปีนี้เราไปอีก 2 จังหวัด คือ ขอนแก่น กับนนทบุรี ภายใน 5 ปี อยากไปให้ถึงทั่วประเทศ เพราะอยากเห็นคนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงการศึกษาของเด็กๆ

อย่างไรก็ตาม การที่ทำให้เด็กทุกคนได้เรียนในสิ่งที่ตัวเองสนใจ มันไม่จำเป็นต้องเป็นวันเสาร์เท่านั้น เป็นวันธรรมดาในหลักสูตรก็น่าจะดี ผมว่าการขับเคลื่อน การเปลี่ยนแปลงนโยบาย การเปลี่ยนแปลงระบบบริหารจัดการต่างๆ เป็นอีกเป้าหมายหนึ่งที่เราอยากไปถึงให้ได้ เพราะเด็กทุกคน เขาควรมีโอกาสในการเข้าถึงสิ่งเหล่านี้ เพราะอย่างนั้นระบบการศึกษาควรต้องเปลี่ยนเพื่อให้ตามทันการเรียนรู้ที่เปลี่ยนไปของเด็ก อันนี้เป็นสิ่งที่เรากำลังทำอยู่แล้วก็เห็นความคืบหน้าตรงนี้จากการมาทำงานร่วมกับ กทม.เหมือนกัน

● คิดเล่นๆ ถ้ามีคนเชิญเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาการ จะตอบรับไหม?
ตำแหน่งนี้ควรเป็นของคนที่เหมาะสม คนที่จะเปลี่ยนแปลงการศึกษาได้ ไม่ใช่คนเดียวแล้วจบ ถ้าเป็นคนที่อยากเปลี่ยนแปลงการศึกษา พร้อมขับเคลื่อนโดยที่แม้แต่คนในระบบเองก็เชื่อมั่น แล้วก็ผมอาจจะเป็นคนนั้น ก็อยากตอบรับเหมือนกัน เพราะเป็นโอกาสที่จะทำให้สังคมไทยดีขึ้นผ่านการศึกษา

ระบบการศึกษารวมถึงระบบราชการมีหลายอย่างที่น่าจะทำให้ดีขึ้นได้อีกเยอะ ทรัพยากรของรัฐก็มีอยู่เยอะมากที่สามารถทำให้การศึกษาของเด็กไทยไปได้ไกลกว่านี้ แต่ผมว่าไม่ใช่เฉพาะแค่ตัวกระทรวงศึกษาอย่างเดียว แต่ว่ากระทรวงอื่นๆ สามารถที่จะข้ามไปเชื่อมโยงกัน แล้วช่วยกันเป็นประเด็นๆ ได้ อย่างเรื่องของ Mental Health (สุขภาพจิต) ที่เป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบันและอาจเป็นปัญหามากขึ้น กระทรวงศึกษาธิการอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่หากกระทรวงสาธารณสุขหรือกระทรวงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคนสามารถจับมือกันได้แล้วไปด้วยกัน

ดึงการมีส่วนร่วมของผู้ที่มีความถนัดในด้านต่างๆ ที่อยากช่วยแก้ปัญหานั้นเข้ามามีส่วนร่วม ผมว่าไปได้อีกไกล