อาศรมมิวสิก : เรียนรู้วิธีคิดทางดนตรี ของ วลาดิเมียร์ โฮโรวิทซ์

4.09.22 | 12:53 น.
เรียนรู้วิธีคิดทางดนตรี ของ วลาดิเมียร์ โฮโรวิทซ์

เรียนรู้วิธีคิดทางดนตรี

ของ วลาดิเมียร์ โฮโรวิทซ์

มีเรื่องน่าขันปนน่าคิดบางประการในวงการดนตรีที่เกิดขึ้นได้เสมอมา ในทุกยุคสมัยมันเป็น “คู่ขนานบนความขัดแย้ง” ในทางศิลปะดนตรีระหว่าง ผู้ทำงานดนตรีในฝั่งที่เรียกว่า “ศิลปินผู้สร้างสรรค์” (ทั้งนักแต่งเพลงและผู้บรรเลงดนตรี) กับผู้ทำงานดนตรีในฝั่งที่อาจเรียกรวมๆ กว้างๆ ได้ว่า “นักวิชาการ” (อาจหมายรวมถึงนักวิจารณ์ดนตรี ซึ่งกำลังลดลงทั้งจำนวน, ลดความสำคัญและบทบาทหน้าที่ในวงการในยุคปัจจุบันที่ทุกคนครอบครองสื่อในมือตนเองได้อย่างอิสระเสรี) โดยธรรมชาติแห่งการกำเนิดและการดำรงอยู่ทางดนตรีแล้ว ศิลปินผู้สร้างสรรค์จะต้องมีความสำคัญมาก่อนในฐานะผู้นำทางความคิด และถ้าจะว่ากันไปแล้วคนในกลุ่มหลังคือผู้ทำงานด้านวิชาการ หรือการวิจารณ์ดนตรีนั้นเริ่มมีบทบาทตัวตนขึ้นมาในราวศตวรรษที่ 18 (ยุคที่เรียกกันว่า “คลาสสิก” นั่นเอง) บทบาทพื้นฐานแรกสุดก็คือการสนับสนุน, เป็นสื่อกลางเสริมความรู้-ความเข้าใจในทางดนตรีให้กับผู้รักดนตรีได้มีข้อมูลสร้างความเข้าใจทางดนตรีได้อย่างลึกซึ้งถูกต้องมากยิ่งขึ้นไป นานวันเข้าความเข้าใจผิดระหว่างคนทำงานดนตรีในสองกลุ่มนี้ก็อาจเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วยความเข้าใจผิด หรือสื่อสาร, สื่อความกันผิดไป ทั้งด้วยความตั้งใจและความไม่ตั้งใจ

วลาดิเมียร์ โฮโรวิทซ์

เรื่องที่น่ายินดีจึงเกิดขึ้นเมื่อศิลปินผู้สร้างสรรค์ศิลปะดนตรีมีความรักในการหาความรู้ด้านอื่นๆ อย่างกว้างขวาง และเสริมความสามารถในทางการใช้ภาษาสื่อความเข้าใจทางดนตรีกับผู้ฟัง, ผู้รักดนตรีได้ด้วยตนเอง ซึ่งก็มีให้พบเห็นได้อยู่บ่อยครั้ง ข้อมูลที่เป็นความรู้ความเข้าใจที่ได้มาจากการถ่ายทอดโดยตรงจากตัวศิลปินเองจึงเป็นข้อมูลความรู้เสริมความเข้าใจทางดนตรีต่อผู้ฟังดนตรีที่มีค่าและพึงสดับเป็นอย่างยิ่ง ตัวผู้เขียนเองได้มีโอกาสอ่านบทความทางดนตรีที่เขียนโดย “วลาดิเมียร์ โฮโรวิทซ์” (Vladimir Horowitz) ศิลปินเดี่ยวเปียโนผู้ยิ่งใหญ่สายเลือดยิว-รัสเซียแห่งศตวรรษที่ 20 อันเป็นเอกสารที่แทรกอยู่ในงานบันทึกเสียงชุด “Horowitz at Home” ของเขาเอง เอกสารนี้ โฮโรวิทซ์แสดงความคิดและถ่ายทอดความรู้, ความเข้าใจทางดนตรีของเขาได้อย่างทั้งเรียบง่ายและลึกซึ้ง แสดงให้เห็นถึงความรู้, ความเข้าใจทางดนตรีอย่างกว้างขวางของเขาผ่านการถ่ายทอดแบบตรงไปตรงมา เสมือนการมานั่งเล่าให้ฟังตรงเบื้องหน้า และเสนอแนวคิดพึงสังวรบางประการที่เตือนว่า แนวคิดเชิงวิชาการบางอย่างนั้น อาจกลับกลายเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงดนตรีไปโดยไม่รู้ตัว

Advertisement

แนวคิดที่ว่านี้ก็คือ การจำแนกแยกแยะดนตรีออกเป็นยุคสมัยต่างๆ ตามพัฒนาการของโลกและสังคม ทำให้เกิดการแบ่งยุคสมัยออกเป็น คลาสสิก, โรแมนติก, สมัยใหม่, คลาสสิกใหม่, โรแมนติกใหม่…ฯลฯ เขากล่าวว่าคำจำกัดความเหล่านี้อาจจะสร้างอุปสรรคในการศึกษาดนตรีภาคปฏิบัติได้ (หากผู้เรียนไปยึดมั่นถือมั่นกับความหมายอย่างเคร่งครัดของมันตามตัวอักษร-เน้นโดยผู้เขียน) เพราะว่าดนตรีทุกชนิดคือการแสดงออกซึ่งความรู้สึก และความรู้สึกทั้งหลายของมนุษย์ก็มิได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยตลอดระยะเวลาหลายๆ ศตวรรษที่ผ่านมา สไตล์, รูปแบบและฉันทลักษณ์อาจจะเปลี่ยนแปลงไป แต่ทางด้านพื้นฐานอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์มิได้เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย วลาดิเมียร์ โฮโรวิทซ์ เตือนว่าใครที่ยึดถือความเคร่งครัดตามความหมายของคำว่า “คลาสสิก” แล้วคิดว่าจะต้องบรรเลงดนตรีด้วย ความอดกลั้นทางอารมณ์

ในขณะที่สิ่งที่เรียกว่า “โรแมนติก” ก็กลายเป็นการบรรเลงด้วยอิสรภาพทางอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งบ่อยครั้งแนวคิดหรือแนวทางชี้แนะอะไรทำนองนั้น ก็จะส่งผลไปในแบบที่เกินเลย กลายเป็นการกระทำตามอำเภอใจที่มากเกินไป บรรเลงดนตรีในยุคโรแมนติกอย่างปราศจากการควบคุม และในทางตรงกันข้าม บรรเลงดนตรีคลาสสิกอย่างไร้รสชาติ, จืดชืดแห้งแล้ง (Sterile) และน่าเบื่อ (Dull)

นิโคเลาซ์ อาร์นองกู

มาถึงตรงนี้ผู้เขียนเองอยากจะขอเสริมถึงความหมายของแนวคิดคำว่า “ยุคคลาสสิก” เพิ่มเติมอีกสักนิด ในทันทีที่เรามีคำว่า “คลาสสิก” ปรากฏขึ้นมาในความคิด เรามักจะนึกไปถึงสิ่งที่เคร่งครัดด้วยกฎเกณฑ์, ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้งที่จริงๆ แล้วคำว่า “ยุคคลาสสิก” ในศตวรรษที่ 18 ของยุโรปจัดเป็น “ยุคแห่งแสงสว่างทางปัญญา” (The Age of Enlightenment) มันคือยุคสมัยที่แผ่นดินยุโรปกำลังเต็มไปด้วยการถกเถียงทาง “แนวคิดแห่งอิสระเสรีภาพ” อย่างเข้มข้น บรรยากาศทางการเมืองที่มีความวุ่นวายขัดแย้ง และการถกเถียงทางความคิดเชิงปรัชญา ข้อพึงสังวรอีกประการหนึ่งก็คือคนในยุคสมัยนั้นคงไม่ได้เรียกยุคสมัยของพวกเขาเองว่า “คลาสสิก” หรอก นิยามเหล่านี้มักถูกจัดจำแนกประเภท โดยอนุชนคนรุ่นหลัง ดังที่วาทยกรผู้ทรงภูมิรู้อย่าง “นิโคเลาซ์ อาร์นองกู” (Nikolaus Harnoncourt) ได้เคยกล่าวถึงโน้ตใจความหลัก (Motif) 4 ตัว (ปั๊ม-ปั๊ม-ปั๊ม-ป่าม) ในซิมโฟนีหมายเลข 5 ของเบโธเฟน เอาไว้ว่า มันคือการปราศรัยแสดงความคิดทางการเมืองอย่างเข้มข้น ด้วยภาษาทางดนตรี ตามบรรยากาศทางการเมืองที่กำลังคุกรุ่นอยู่ในตอนนั้น (อนิจจา พวกเราไปเรียกกันว่า “คลาสสิก” ที่ต้องพยายามควบคุม, อดกลั้นในทางการแสดงออกทางอารมณ์-เน้นโดยผู้เขียน)

ขอย้อนกลับมาที่คำอธิบายของ วลาดิเมียร์ โฮโรวิทซ์กันต่อ เขาอธิบายว่า เราได้เรียนรู้อะไรมากมายเกี่ยวกับข้อความในจดหมายที่โมซาร์ท (W.A. Mozart) เคยเขียนไว้ ซึ่งโมซาร์ทได้เขียนวิพากษ์วิจารณ์ถึงด้านการแสดงออกทางอารมณ์ความรู้สึกทางดนตรีของบรรดาศิลปินทั้งหลายอย่างต่อเนื่องเสมอมาเกี่ยวกับการบรรเลงที่ขาดความเป็นอิสระ ซึ่งเป็นการบรรเลงที่ “ราวกับเป็นเครื่องจักร” (Mechanical Execution) และ “ความไร้ซึ่งรสชาติและอารมณ์” (The Absence of “taste and feeling”) ในขณะที่สำหรับเบโธเฟนแล้วบันทึกทางประวัติศาสตร์ทั้งหลาย ได้พรรณนาถึงการบรรเลงของเขาว่ามันฟังดูเต็มไปด้วยอิสรภาพและอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งนั่นคือเครื่องหมายการค้า (Trademark) แห่งยุคโรแมนติก (ในทางประวัติศาสตร์ดนตรีถือกันว่าเบโธเฟนเป็นศิลปิน “ในยุคคลาสสิก”- เน้นโดยผู้เขียน)

โฮโรวิทซ์กล่าวต่อไปว่า ตลอดชีวิตของเขาทั้งหมดตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มๆ เขามองว่า ดนตรีในทุกยุคสมัยเป็น “โรแมนติก” ทั้งหมด เขากล่าวว่า แน่นอนที่สุดในดนตรียังคงมีส่วนประกอบที่เป็นวัตถุวิสัย (Objective), มีส่วนที่เป็นปัญญาความรู้ และมันก็ยังมีโครงสร้างทางฉันทลักษณ์เข้ามาเกี่ยวข้องและกำกับอยู่ด้วย แต่ทว่า…เมื่อถึงเวลาของการบรรเลงสิ่งที่เราต้องการ หรือ “จำต้องมี” นั้นมันมิใช่เพียงแค่การตีความ (Interpretation) หากแต่มันคือ “กระบวนการสร้างสรรค์ใหม่เชิงอัตวิสัย” (Process of Subjective Re-Creation) โฮโรวิทซ์กล่าวว่า การเขียนโน้ตของบรรดานักประพันธ์ดนตรีทั้งหลายมันก็เปรียบดังเป็นแค่โครงกระดูก ที่ผู้บรรเลงดนตรีจำเป็นต้องเป็นผู้หยิบยื่นเลือดเนื้อให้กับมัน เพื่อที่ว่าดนตรีจะได้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่พูดจาสื่อสารกับผู้ฟังดนตรีได้ ความเชื่อที่ว่าให้ย้อนกลับไปหา กลับไปตั้งต้นที่ “ความคิดดั้งเดิม” ที่ดุริยกวีเขียนไว้นั้น นั่นมันทำให้มั่นใจได้เลยว่าเป็นความเข้าใจผิด-หลงผิด เพราะผู้ฟังดนตรีจะไม่ได้รู้สึกตอบสนองต่อแนวคิดเชิงภูมิปัญญาใดๆ จนกว่าสิ่งเหล่านั้นจะได้รับการถ่ายทอดออกมา “ทางความรู้สึก”

โฮโรวิทซ์กล่าวว่า หากจะกล่าวตามคำจำกัดความแบบพจนานุกรมแล้ว คำว่า “โรแมนติก” มักจะกล่าวถึงโดยภาพรวมๆ ของแนวคิด ดังนี้ “…เผยให้เห็นหรือแสดงออกซึ่งความรัก หรือความปรารถนาอันแรงกล้า (Strong affection), ความร้อนแรง (ardent), ความเสน่หา (Passionate), ความศรัทธาอย่างแรงกล้า (Fervent)…” โฮโรวิทซ์บอกว่า เขานึกไม่ออกเลยว่าจะมีนักแต่งเพลงผู้ยิ่งใหญ่คนไหนสักคน ไม่ว่าจะอยู่ในยุคในสมัยใดที่ขาดซึ่งคุณลักษณะเหล่านี้ และถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว ดนตรีทุกๆ อย่างก็เป็น “โรแมนติก” ใช่ไหม?

และเมื่อเป็นดังนี้แล้ว มันจึงเป็นการสมควรกว่าหรือไม่ที่ศิลปินดนตรีจะต้องฟังความรู้สึกในหัวใจของตัวเองให้มากกว่าการคำนึงถึงแนวคิดเชิงภูมิปัญญาใดๆ ที่จะมาบอกกับเราว่าควรจะบรรเลงดนตรีในยุคคลาสสิก, ยุคโรแมนติก หรือแม้แต่ดนตรีในสไตล์อื่นๆ อย่างไร

หากท่านผู้อ่านทนอ่านมาถึงตรงจุดนี้ได้ บางท่านอาจจะเริ่มเกิดความคิดแย้งกับโฮโรวิทซ์ ขึ้นมาบ้างก็ได้ว่า โฮโรวิทซ์ชักจะมีน้ำหนักทางความคิดไปในเชิงอัตวิสัย (Subjective) ที่โน้มเอียงไปในทางการทำอะไรตามอารมณ์ความรู้สึกส่วนตัวมากเกินไปหรือเปล่าหนอ เขาเชื่อในความรู้สึกส่วนตัวมากเกินไปหรือเปล่า แต่ขอให้เชื่อมั่นได้อย่างหนึ่งว่า ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ระดับนักคิด, นักปราชญ์ที่ผ่านโลก, ผ่านประสบการณ์ทางศิลปะและองค์ความรู้ต่างๆ มามากมายแล้วนั้น การสร้างสมดุลทางความคิด การตั้งคำถามย้อนกลับกับความเชื่อตนเอง เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในตัวอย่างเป็นแน่แท้ การเชื่อมั่นในอัตตาตัวตน และการลดการยึดมั่นถือมั่นในอัตตาตัวตนเป็นสิ่งที่พึงขัดเกลาควบคู่กันไป ก่อนจะมาถึงเรื่อง “อารมณ์ความรู้สึก” นั้นโฮโรวิทซ์ผ่านการฝึกฝนทางระเบียบวินัยมาจนตกผลึกแล้ว

เขาอภิปรายถึงคำว่า “อำนาจสั่งการ” (Mastery) ว่า มันมีความจำเป็นและมีความหมายทั้งสำหรับในชีวิตจริงและในทางดนตรี แต่…การควบคุมในเชิงสร้างสรรค์จะไม่จำกัดหรือหน่วงเหนี่ยวความรู้สึก หรือยับยั้งความลื่นไหลอันเป็นธรรมชาติ แต่มันจะมีความหมายออกไปในเชิงเกณฑ์มาตรฐาน, ขีดจำกัด และขอบเขตในแง่ของรสนิยม, สไตล์ลีลา หรือสิ่งใดๆ ที่มันเหมาะสมกับนักแต่งเพลงแต่ละคน ด้วยบทสรุปอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมอย่างที่สุด โฮโรวิทซ์ได้เสนอบทสรุปทิ้งท้ายไว้ว่า ในการที่จะเป็นนักดนตรีในระดับ “ผู้สร้างสรรค์ใหม่” (Re-Creative Performer) ซึ่งไม่ได้จะเป็นเพียงแค่ “พ่อมดทางดนตรี” นั้น เขาผู้นั้นต้องการองค์ประกอบ 3 ประการในอัตราส่วนที่ทัดเทียมกันคือ

1.ความคิด-จิตใจ ที่ได้รับการฝึกฝน, กอปรไปด้วยระเบียบแบบแผน (Trained, disciplined mind) และเต็มไปด้วยจินตนาการ
2.หัวใจเสรีซึ่งเต็มไปด้วยการให้ (A Free and Giving Heart)
3.ทักษะการควบคุมบัญชาการเครื่องดนตรีอันยิ่งใหญ่เบ็ดเสร็จ (Gradus ad Panassum command of Instrumental Skill)

วลาดิเมียร์ โฮโรวิทซ์ กล่าวได้ดังนี้ สมควรไหมที่พวกเราจะเรียกเขาว่า “ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่” และพยายามดำเนินรอยตามทางความคิด เขาคู่ควรไหมที่จะก้าวพ้นจากคำว่า “นักดนตรี” ไปสู่ “นักคิด” เสมือนกับนักคิดผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย แม้เขาอาจจะไม่ใช่ชาวพุทธ เขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจในตัวเอง แต่ก็ไม่หลงตัวเองและพยายามลดละความเป็น “ตัวตน” ดังเช่นผู้ที่เรียกตัวว่าชาวพุทธ (มักจะอ้างว่า) พยายามปฏิบัติกัน แนวคิดเชิง “ดนตรีกับชีวิต” ที่โฮโรวิทซ์สาธยายมาทั้งหมดนั้น เขาขมวดประเด็นทิ้งท้ายอย่างแฝงการถ่อมตนว่า

“…มีนักดนตรีน้อยคนนักที่จะก้าวขึ้นสู่ความสูงส่งในเชิงศิลปะเช่นนั้น ด้วยส่วนประกอบทั้งสามข้อดังที่กล่าวมานี้โดยสมดุลกัน นี่เป็นสิ่งที่ตัวผมเองก็ยังคงดิ้นรนพยายามอยู่โดยตลอดชีวิต…”