อาศรมมิวสิก : การร้องเพลงเป็นของขวัญชีวิตคนแก่ สำหรับการบำรุงรักษาและดูแล

11.09.22 | 12:04 น.

ผมได้รับเชิญไปพูดเรื่อง “ดนตรีกับคุณภาพชีวิต” ให้สมาชิกชมรมมิตรไมตรีฟัง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นผู้สูงอายุ เมื่อวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา (ที่ชั้น 31 ห้องไลลา บางกอกคลับ) มีสมาชิกเข้าร่วมประมาณ 30 คน แต่ละคนเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วทั้งสิ้น รวมตัวกันเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อทำกิจกรรมที่ช่วยเหลือสังคม โดยเฉพาะการดื่มกินอาหารชั้นยอด ซึ่งในเมืองใหญ่ก็มีชมรม สโมสร หรือกลุ่มสมาชิกในลักษณะแบบนี้อยู่จำนวนหลายกลุ่ม แต่ส่วนใหญ่เป็นชมรมที่ต้องเป็นสมาชิกเฉพาะเท่านั้น

กิจกรรมของกลุ่มก็คือการพบปะแลกเปลี่ยนเรื่องราว ประสบการณ์ โดยการให้ข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวในสังคมที่เป็นประโยชน์ต่อเพื่อนสมาชิก ส่วนใหญ่จะเป็นข้อมูลทางธุรกิจ จากนั้นก็จะมีวิทยากรที่สมาชิกได้เชิญมาพูดเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้เพื่อนสมาชิกฟัง ประมาณ 30 นาที แล้วก็จะรับประทานอาหารกัน

ระหว่างรับประทานอาหาร สมาชิกหลายคนเตรียมเพลงมาร้องขับกล่อม ใครชอบเพลงอะไรก็สามารถร้องเพลงที่ตัวชอบได้แบบเดียวกับร้านคาราโอเกะ เพียงแต่ไม่ต้องเข้าคิว ไม่ต้องไปหยอดเหรียญ แต่ละคนได้นำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการร้องเพลง โดยใช้ดนตรีประกอบ (Back up) ที่มีอยู่ในมือถือของทุกคนที่ร้องเพลง ที่สำคัญก็คือแต่ละคนที่ออกมาร้องเพลง สามารถร้องเพลงได้สุดยอดทั้งสิ้น ร้องเพลงตรงเสียง เสียงดี ภาษาดี การร้องเพลงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะแยกย้ายจากกัน รอวันที่จะพบกันใหม่เดือนละครั้ง

การร้องเพลงเป็นของขวัญของคนแก่สำหรับการบำรุงชีวิต เพราะการร้องเพลงเป็นการปลดปล่อยและหลุดพ้นไปจากพันธนาการในชีวิตประจำวัน ขณะที่ร้องเพลงนั้น จิตใจไปจดจ่ออยู่กับเนื้อร้อง ทำนองเพลง และการใส่ความรู้สึกเข้าไปในเพลง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง โดยละทิ้งภาระที่รับผิดชอบอยู่ ในการสูดลมหายใจเข้าไปเต็มปอด แล้วค่อยๆ ผ่อนลมออกมาในระหว่างที่ร้องเพลง การควบคุมการใช้กะบังลมเพื่อจะเก็บลมให้เพียงพอสำหรับการร้องเพลง จะช่วยให้ปอดทำงานได้แข็งแรง

การร้องเพลงได้ช่วยขจัดความทุกข์ความเศร้าความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในระหว่างวัน เมื่อได้ขับของเสียออกไปด้วยวิธีการร้องเพลง เลือดลมก็จะไหลเวียนไปทั่วร่างกาย ทุกอณูของเนื้อเยื่อในร่างกายได้ขยับเคลื่อนที่และขยาย เพราะว่าพลังงานของเสียงที่ได้จากการร้องเพลง จะทำให้ทุกๆ อณูในร่างกายเกิดความเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลง ทำให้สีหน้าแววตามีประกายและเปล่งปลั่ง เพราะมีเลือดมีลมวิ่งไหลลื่น ผิวพรรณสดชื่น ปากแดงแก้มแดง การร้องเพลงเป็นการออกกำลังกายโดยที่ไม่รู้ตัว เพราะความสนุกเพลิดเพลินกับการร้องเพลง จึงเกิดปีติ ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย

Advertisement

ผู้สูงอายุที่เป็นนักธุรกิจในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะในพื้นที่อย่างกรุงเทพมหานคร อาศัยชมรมและสโมสรเหล่านี้รวมตัวกันเพื่อทำกิจกรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิต กิจกรรมร้องเพลงจึงเป็นกิจกรรมแฝงในกิจกรรมหลักของธุรกิจ ใช้การร้องเพลงเป็นสื่อในการรวมตัว

เมื่อได้ฟังผู้สูงอายุเหล่านี้ร้องเพลงแล้วก็จะตกใจว่า มีคุณภาพสูงจนเหลือเชื่อ แต่ละท่านมีประสบการณ์ในการร้องเพลงมาอย่างช่ำชอง ไม่เคอะเขินกับเวทีหรือการหยิบจับไมโครโฟนแต่อย่างใด ไม่มีใครประหม่าตัวสั่นเมื่อขึ้นเวทีร้องเพลง มีการใช้เทคโนโลยีช่วยให้การร้องเพลงง่ายสะดวกขึ้นและช่วยตัวเองได้

สำหรับผู้สูงอายุในต่างจังหวัดนั้นมีวิถีชีวิตที่แตกต่างออกไป ต่างจังหวัดมีนักธุรกิจที่มีฐานะดีไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่มีฐานะธรรมดาพอจะประคองตัวไปได้ประมาณนั้น ดังนั้น ผู้สูงอายุในต่างจังหวัดไม่มีโอกาสที่จะจับกลุ่มเองเพื่อร้องเพลงอย่างนักธุรกิจใหญ่ในเมือง เพราะไม่มีกำลังพอที่จะออกทุนลงขันร่วมกันทำกิจกรรมร้องเพลงหรือเช่าพื้นที่จัดเลี้ยง เพราะว่าจะเป็นภาระของชีวิต

มูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข ได้รับทุนจากมูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อสนับสนุนวงปล่อยแก่ เพื่อพัฒนาสร้างโอกาสให้คนแก่หรือผู้สูงอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป ได้รวมตัวกันร้องเพลง ซึ่งปีนี้ได้ขยายกิจกรรมของวงปล่อยแก่ไปที่จังหวัดบุรีรัมย์และจังหวัดนครสวรรค์ ทั้ง 2 พื้นที่ได้อาศัยบุคลากรและห้องเรียนของมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์และมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์

เมื่อวิทยากรจากมูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข ได้ร่วมสัมมนาทำกิจกรรมฝึกร้องเพลงให้คนแก่เพื่อให้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันแล้ว ทำให้กิจกรรมร้องเพลงของคนแก่มีประสิทธิภาพสูง แต่ละพื้นที่มีผู้สูงอายุสนใจเข้าร่วมโครงการ 40 คนขึ้นไป โดยที่สมาชิกทุกคนในวงปล่อยแก่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่รับผิดชอบการเดินทางและการเข้าร่วมกิจกรรมร้องเพลง ซึ่งต้องฝึกซ้อมและต้องตรงต่อเวลา

นอกจากนี้ มูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข ได้รับทุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อพัฒนาโครงการวงปล่อยแก่ที่มีอยู่เดิม 5 พื้นที่ คือ ที่เทศบาลจังหวัดยะลา ซึ่งนายกเทศมนตรี (นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ) ได้ให้การสนับสนุนแบบสุดตัว เพื่อให้โครงการเกิดขึ้นเป็นตัวอย่างของพื้นที่อื่นๆ นอกจากนี้ โครงการวงปล่อยแก่ได้ทำงานที่ตำบลบ้านคา จังหวัดราชบุรี ผู้สูงอายุเป็นชาวบ้านซึ่งมีน้ำใจ มีกำลังใจเกินร้อย ผู้สูงอายุที่บ้านคา มีความพร้อมทุกอย่าง ยกเว้นเงิน โครงการวงปล่อยแก่ที่บ้านคาจึงแข็งแรงมาก เพราะทำงานด้วยใจและได้ใจ

วงปล่อยแก่ที่เชียงใหม่ มีความพร้อมในการร้องเพลงสูง เพราะผู้สูงอายุส่วนใหญ่เป็นครูดนตรี เคยอยู่ในวงขับร้องของโบสถ์มาก่อน วงปล่อยแก่ที่ลำปางนั้น คนแก่มีความกระตือรือร้นในการร้องเพลงมาก ส่วนวงปล่อยแก่ที่อุดรธานี ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่เกษียณ มีระเบียบและความพร้อมสูง เมื่อเริ่มฝึกซ้อมได้แล้ว สามารถสร้างวงขับร้องได้อย่างรวดเร็ว

การร้องเพลงเป็นยาสำหรับการบำรุงชีวิตของคนแก่ เมื่อกายกับจิตทำงานร่วมกัน โดยแลกเปลี่ยนพลังงานให้แก่กัน เมื่อกายป่วยจิตก็จะเศร้าหมองตามไปด้วย เมื่อจิตใจผ่องใสร่าเริงกายก็จะพลอยเปล่งปลั่งไปด้วย การร้องเพลงที่ออกมาจากใจที่สดใส “เสียงที่สดใสออกมาจากใจที่สะอาด” ดังนั้น ในการเปล่งเสียงร้องเพลงของคนแก่ จึงเป็นการระบายความเศร้าหมองให้ออกไปจากจิตใจ ขณะเดียวกันพลังบวกที่ได้จากการร้องเพลงก็จะเข้าไปแทนที่ ทำให้ร่างกายและจิตใจของคนแก่กระปรี้กระเปร่าขึ้น

ให้ทดลองโดยฝึกร้องเพลงในห้องน้ำคนเดียว ตั้งใจร้องให้ไพเราะที่สุดแล้วจะเกิดความสุขทันที โดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครรำคาญ เพราะการร้องเพลงในห้องน้ำเป็นเรื่องส่วนตัว

ผู้สูงอายุทุกคนที่ไปฝึกซ้อมร้องเพลงแต่งตัวสวยงาม ยิ่งได้ขึ้นเวทีเพื่อขับร้อง โดยมีญาติมิตรลูกหลานไปให้กำลังใจ ได้ยินเสียงปรบมือ ได้รับพวงมาลัย ได้ช่อดอกไม้ ได้รับคำชื่นชม สิ่งเหล่านี้เข้าไปหล่อเลี้ยงจิตใจผู้สูงอายุทำให้รู้สึกปลื้มปีติอย่างยิ่ง ความรู้สึกที่ดีที่ได้จากการร้องเพลง ไม่ต้องการความรู้ ความผิดความถูก ไม่ต้องการระเบียบหรือกฎเกณฑ์ใดๆ แต่เป็นความรู้สึกที่มีความสุขที่ไร้ข้อจำกัด

การร้องเพลงของคนแก่เป็นการเชื่อมเครือข่ายในการมีเพื่อน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล พบปะพูดคุย และการสร้างสายสัมพันธ์เพื่อบำรุงจิตใจให้สดชื่นแจ่มใส ชมรมคนแก่ การขับร้องวงปล่อยแก่ เป็นต้นแบบของการดูแลชีวิตของคนแก่ เพื่อให้คนแก่สามารถที่จะช่วยชีวิตของตัวเองได้

วันนี้ประชากรของไทยมีผู้สูงอายุ 20% ของประชากร 66 ล้านคน ซึ่งเป็นผู้สูงอายุ (อายุเกิน 60 ปี) อยู่ 13.2 ล้านคน ผู้สูงอายุเป็นบุคลากรที่มีประสบการณ์สูง ผ่านการทำงานมาทั้งชีวิต ได้สัมผัสกับความทุกข์ มีเวลาที่จะแสวงหาความสุข มีฐานะทางเศรษฐกิจ มีฐานะทางสังคม มีความรู้ความสามารถ แต่สังคมได้ตั้งมาตรฐานของชีวิตให้เป็นผู้สูงอายุเสียแล้ว ไม่สามารถที่จะทำงานหรือประกอบอาชีพอย่างจริงจังได้ ได้แต่ทำงานประคองชีวิตเพื่อไม่ให้เจ็บป่วย ทำงานที่จะช่วยบำรุงชีวิตให้มีความสุข สำหรับพลังงานของผู้สูงอายุที่เหลือใช้กลายเป็นพลังงานที่สูญเปล่าทางเศรษฐกิจ แต่ชีวิตของผู้สูงอายุได้กลายเป็นตำราเล่มงามไปแล้ว

ปัจจุบัน การรักษาพยาบาล การดูแลความเจ็บป่วย การดูแลอาหารการกิน การอาศัยธรรมชาติบำบัดและการใช้สมุนไพรในการบำรุงร่างกาย ทำให้ผู้สูงอายุของไทยมีอายุยืนยาวมากขึ้น โดยธรรมชาติผู้สูงอายุในต่างจังหวัดสามารถที่จะช่วยตัวเองได้อยู่แล้ว ส่วนผู้สูงอายุที่อยู่ในเมืองนั้นอาศัยเงินเป็นปัจจัยในการพยุงชีวิตให้ยืนยาว ทั้งผู้สูงอายุในเมืองและผู้สูงอายุในชนบทต่างก็ต้องดูแลตัวเองด้วยกันทั้งสิ้น เพราะหมดเวลาที่พวกลูกหลานจะมาคอยดูแลเอาใจใส่ผู้สูงอายุว่าเป็นผู้มีคุณค่าของครอบครัวอย่างแต่ก่อน

วันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2566 มูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข ร่วมกับวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตรา โดยการสนับสนุนจากมูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม แสดงผลงานดนตรี “อมตะสยาม” โดยนำวงปล่อยแก่จากทุกพื้นที่ในโครงการมาร่วมแสดงที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เวลา 18.00-20.00 นาฬิกา

การร้องเพลงของคนแก่จะเป็นพลังชีวิตให้ตนเองและเป็นกำลังใจให้ชีวิตอื่นๆ ได้ต่อสู้กันต่อไป