ชีวิต ขับเคลื่อนในสองภาวะ
หนึ่ง เป็นไปตามความคิด
สอง อยู่กับความตระหนักรู้
ภาวะแรก ชีวิตที่เคลื่อนไปด้วยบัญชาการของความคิดนั้น แม้เราจะเรียกว่าความคิดของเรา คิดนั่น คิดนี่ และใช้ความคิดนั้นกำหนดการกระทำ ให้เราพูดอย่างนั้น ทำอย่างนี้ แต่หากพิจารณาให้ถึงแก่นแล้ว ที่ว่าเราเป็นเจ้าของความคิดนั้น ลึกลงไปมีคำตอบที่ไม่สอดคล้องชัดเจนอยู่
เพราะหากเริ่มจากคำถาม “ความคิดมาจากไหน” หรือ “ความคิดเกิดขึ้นได้อย่างไร” แล้วเราพยายามค้นให้ลึกลงไปเพื่อหาคำตอบนั้น
จะพบว่า“ความคิดเกิดจากอะไรต่ออะไรหลายอย่างมาประกอบกัน”
เริ่มจากเราได้สัมผัสกับอะไรสักอย่าง อาจจะเป็นการมองเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้ลิ้มรส ได้ลูบไล้แตะต้อง หรือกระทั่งรับรู้ถึงภาพ หรือเรื่องราวในใจ
จากสัมผัสนั้นเกิดเป็นความรู้สึก ชื่นอกชื่นใจ ขัดอกขัดใจ หรือไม่สะดุดใจอะไร เป็นความรู้สึกตามประสบการณ์ในอดีตที่จดจำไว้ว่าชอบไม่ชอบแบบไหน
จากความรู้สึกนำสู่การก่อรูปความคิดว่า จะจัดการเรื่องราวที่มาสัมผัสสัมพันธ์นั้นอย่างไร
เมื่อความคิดเกิดขึ้นการลงมือจัดการตามความคิดก็ตามมา
ยิ่งพิจารณาลึกลงไปถึงการก่อรูปของความคิดมากเท่าไร จะพบจะเห็นว่า ที่มาที่ไปของความคิดนั้นประกอบร่างขึ้นมาเองตามกระบวนการที่ไม่ต้องมีใครเป็นผู้กำหนด หรือพูดให้ชัดคือ เกิดขึ้นเองตามเหตุต่างๆ ที่ก่อรูปขึ้นไว้ก่อนหน้ามาผสมผสานกัน
การพูด การกระทำก็คือผลที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการประกอบร่างเป็นความคิดนั้น
และผลทั้งหมดนำพาให้เกิดการขับเคลื่อนชีวิตไปตามกระบวนการนั้น
เพราะในแต่ละวันชีวิตสัมผัสสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ เรื่องราวต่างๆ มากมาย ความคิด คำพูด และการกระทำจึงเกิดขึ้นมากมาย
เป็นการเกิดขึ้นและดำเนินไปเองตามเหตุปัจจัยทั้งภายนอกภายในที่มาประกอบกันขึ้น
แม้จะเหมือนเป็นชีวิตของเรา เราเป็นคนคิด พูด และทำ แต่หากมองให้ลึกซึ้งจะพบว่า แต่ละเรื่องที่เกิดขึ้นล้วนเป็นไปตามนั้น จะเห็นว่ามีหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรา เป็นไปในทางที่เราไม่อยากให้เห็น แถมยังหยุดยั้งไม่ให้เป็นไม่ได้
การขับเคลื่อนชีวิตในภาวะแรกเป็นเช่นนี้ คล้ายกับจะรู้ตัวว่าคิดอะไร พูดอะไร ทำอะไร แต่เอาเข้าจริงกว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรผลก็เกิดขึ้นตามมา และแปรเป็นเหตุประกอบร่างเป็นความคิดใหม่ไปเรื่อยโดยจะเรียกว่าไม่รู้ตัวก็ไม่ผิด
ชีวิตคนส่วนใหญ่ดำเนินไปด้วยกระบวนการเช่นนี้
แล้วภาวะที่สอง เป็นเรื่องไร
ผู้ที่หันเข้าหาการขับเคลื่อนชีวิตด้วยภาวะที่สองนี้ เริ่มจากรู้สึกไม่พึงพอใจกับชีวิตที่ถูกขับเคลื่อนอย่างควบคุมไม่ได้ จึงพยายามหาหนทางควบคุมความเป็นไปของชีวิต
แน่นอนว่าวิธีการควบคุมมีหลายรูปแบบที่ทั้งทำให้ความคิดเป็นไปอย่างที่ตัวเองต้องการ และการทำให้จิตว่างปราศจากความคิดก็เป็นรูปแบบหนึ่ง
ที่ว่าจิตว่างคือว่างจากความคิดที่เกิดขึ้นเองตามการประกอบร่างขึ้นของเหตุต่างๆ
และพัฒนาจิตที่ไม่ถูกความคิดครอบงำนั้นมาสู่การเห็นความเป็นไปของเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง
เห็นลมหายใจว่าเป็นอย่างไร เคลื่อนที่อย่างไร เห็นร่างกายว่าขยับ เคลื่อนไหวอย่างไร
เห็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ว่าเย็น ว่าร้อน ว่าเจ็บปวด สบาย หรือเป็นความน่าพอใจ ไม่พอใจอย่างไร
เห็นไปถึงว่ามีความคิดอะไรเกิดขึ้น มีปัจจัยอะไรบ้างที่มาประกอบเป็นความคิดนั้น
เห็นว่าความคิดนั้นก่อให้เกิดอะไรขึ้น และสิ่งหรือเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้นดำเนินและแปรเปลี่ยนไปอย่างไร
เป็นภาวะที่ตื่นตัว ตระหนักรู้แบบแค่รู้ โดยไม่แปรความรู้นั้นไปเป็นความคิดต่อเนื่อง
ชีวิตคนทั่วไปดำเนินไปตามภาวะแบบที่หนึ่งชีวิตของผู้ปฏิบัติธรรมเพื่อสู่การตื่นรู้ มุ่งสู่แบบที่สอง
แต่สำหรับผู้ตื่นรู้ที่สามารถใช้ชีวิตได้ในสังคมปกติ จะดำเนินชีวิตไปในภาวะที่หนึ่ง ด้วยจิตที่ตระหนักถึงภาวะที่สอง
ดำเนินไปด้วยรู้ว่าแม้จะอาศัยภาวะที่หนึ่งดำเนินชีวิต แต่พร้อมจะปล่อยวางให้จิตสู่ความว่างเสมอ

