โลกรวน อุณหภูมิร้อน ประชาธิปไตย (ไทย) ต้องยั่งยืน

16.09.22 | 12:00 น.
งาน “รวมพลคน Climatarian สู้โลกร้อน-ลดโลกรวน” ที่อุทยานการเรียนรู้ป๋วย 100 ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

แม้เป็นงานที่เน้นประเด็นโลกร้อน เพื่อรณรงค์การดำเนินวิถีชีวิตแบบ ClimatarianŽ ที่ลดการทำลายธรรมชาติ แต่ รวมพลคน Climatarian สู้โลกร้อน-ลดโลกรวนŽ ซึ่งจัดขึ้นที่อุทยานการเรียนรู้ป๋วย 100 ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อไม่กี่วันมานี้ มีไฮไลต์ในประเด็น ความยั่งยืนŽซึ่งไม่เจาะจงเพียงแค่ธรรมชาติและสภาพภูมิอากาศ หากแต่รวมถึงคุณภาพชีวิตอันมี ประชาธิปไตยŽ เป็นกลไกสำคัญ

เวทีเสวนา ’ประชาธิปไตยกับการเลือกตั้งและความยั่งยืน’Ž จึงเกิดขึ้นโดยรายล้อมด้วยตลาดนัดยั่งยืนลดโลกร้อน อาหารปลอดสารก่อมะเร็ง และฟังดนตรี & ดูหนังดี กับอาจารย์ปรีดีและอาจารย์ป๋วย ฯลฯ

นับเป็นบรรยากาศแห่งกิจกรรมหลากหลายที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันนั่นคือ ความยั่งยืนŽ

ยืนหยัดประชาธิปไตย ใจต้องแข็งž

เทียบมื้ออาหาร กินร่วมกันเฉลี่ยสุข-ทุกข์

Advertisement
รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล

เวทีนี้ รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ประธานคณะกรรมการบริหารอาคารป๋วย 100 ปี เพื่อประชาชนและความยั่งยืน รับหน้าที่จับไมค์ดำเนินรายการ โดยมี วิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล และอดีตผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง หรือ บิ๊กแจ๊สŽ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี เป็นแขกรับเชิญ

เปิดประเด็นที่ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ซึ่งย้ำชัดว่า ประชาธิปไตยคือระบอบการปกครองที่ ประชาชนคือคนตัดสินŽ แต่ประชาธิปไตยในไทย บางครั้งกลับถูกทำให้บิดเบี้ยวด้วยอำนาจนอกระบบและกระบอกปืน

”ประชาธิปไตยเป็นระบอบที่ปกครองให้พี่น้องประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีความเสมอภาค มีความยั่งยืน มีความเป็นอยู่และเศรษฐกิจที่ดี ทุกสิ่งทุกอย่างต้องอยู่ที่พี่น้องประชาชนเป็นผู้ตัดสิน แต่สำหรับประชาธิปไตยในประเทศไทยนั้นกลับรู้สึกว่าบางครั้งก็มีอำนาจหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้ประชาธิปไตยบิดเบี้ยวออกไปŽ” บิ๊กแจ๊สเกริ่น

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร

ด้าน วิโรจน์ มองประเด็นความเป็นประชาธิปไตยกับความยั่งยืนต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนว่า จริงๆ แล้วมนุษย์มีความต้องการเป็นของตัวเองอยู่แล้ว และต่างมีข้อจำกัดในการดำเนินชีวิตที่ไม่เหมือนกัน แต่ไม่ว่าอย่างไรมนุษย์ก็ต้องอยู่ร่วมกัน

”ผมรู้สึกว่าประชาธิปไตยเป็นระบอบที่ให้ความเจ็บปวดกับทุกคนทุกคนจะรู้สึกว่าเป็นผู้แพ้ แต่ระบอบประชาธิปไตยก็ทำให้ผู้แพ้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้ ไม่มีใครเป็นผู้ชนะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดŽ อดีต ส.ส.ก้าวไกลกล่าว ก่อนเปรียบเทียบประชาธิปไตย ผ่านการล้อมวงรับประทานอาหาร

สมมุติว่าผม และ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ รวมถึง รศ.ดร.ปริญญา ต้องการสั่งอาหารมารับประทานร่วมกัน ซึ่งทุกคนก็เลือกไว้ในใจแล้วคนละ 3 อย่าง ถ้าผมเป็นเผด็จการ แล้วบอกว่าจะสั่งทั้ง 3 อย่างตามความต้องการของตัวเอง อีกสองท่านถ้าจะทานก็ทาน แต่ถ้าไม่อยากทานก็ไม่ต้องทาน ผมจะกลายเป็นผู้ชนะเพียงคนเดียว แต่ถ้าหากทุกคนมาโหวตกันเพื่อเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข แต่ละคนได้รับประทานตามที่ตัวเองต้องการคนละ 1 อย่าง แล้วก็รับประทานร่วมโต๊ะกันอย่างมีความสุข แม้ว่าหากคิดย้อนกลับไป ตนกลับเป็นผู้แพ้เพราะได้รับประทานเพียงแค่อย่างเดียวจาก 3 อย่างที่อยากรับประทานŽ วิโรจน์หยิบสถานการณ์มาเทียบเคียงอย่างเห็นภาพ แล้วกล่าวต่อไปว่า การจรรโลงและยืนหยัดกับประชาธิปไตย ต้องใจแข็งมากŽ ไม่อย่างนั้นอาจถูกอำนาจใฝ่ต่ำครอบงำให้เข้าไปอิงแอบกับฝ่ายเผด็จการ

ถ้าเราไม่สร้างพลเมืองที่ตื่นรู้เรื่องประชาธิปไตย ในท้ายที่สุดเราอาจจะเสียรู้ให้กับความเป็นเผด็จการ เพราะทุกคนอยากจะเป็นผู้ชนะ อยากจะยึดอำนาจ อย่าลืมว่าโดยธรรมชาติมนุษย์เรามักจะไม่เคยมีความสุขกับสิ่งที่เราได้เลย ในท้ายที่สุดถ้าจิตเราไม่แข็ง ไม่สามารถสร้างพลเมืองที่ตื่นรู้ให้สามารถบริหารประชาธิปไตยด้วยความเห็นอกเห็นใจคนอื่น โอบรับความแตกต่างหลากหลาย สุดท้ายตกลงแล้วเราจะโค่นเผด็จการ 1 คน เพื่อสถาปนาเผด็จการคนใหม่อยู่หรือเปล่า”Ž วิโรจน์ทิ้งท้ายด้วยคำถาม

จากซ้าย พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง, รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล และวิโรจน์ ลักขณาอดิศร
ในวงเสวนา “ประชาธิปไตยกับการเลือกตั้งและความยั่งยืน”

ทรัพยากรต้องจัดสรรเป็นธรรม

งบประมาณต้องยึดโยงประชาชน

เมื่อยกตัวอย่างมื้ออาหาร ก็นำไปสู่คำถามในประเด็นการจัดสรรทรัพยากรในประเทศให้มีความเป็นธรรมและเท่าเทียม ซึ่ง รศ.ดร.ปริญญา ได้ชวนสนทนาในประเด็นที่ว่าประชาธิปไตย จะช่วยในการจัดการทรัพยากรเพื่อแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนให้ดีขึ้นได้อย่างไร

วิโรจน์ ตอบว่า หากรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งและมีความยึดโยงกับประชาชน จะทำให้การจัดสรรงบประมาณเกิดประโยชน์ต่อประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยยกตัวอย่างถึงภาวะเศรษฐกิจในช่วงเวลาหลังจากวิกฤตโควิด

“ท่ามกลางภาวะเช่นนี้ปัญหาที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องหนี้ครัวเรือน ทุกคนย่อมคาดหวังว่ารัฐบาลจะทำการอัดฉีดเม็ดเงินเป็นวงเงินดอกเบี้ยต่ำ ผ่านกลไกสถาบันการเงินของรัฐ เพื่อให้ประชาชนหรือผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงแหล่งเงินกู้ที่มีต้นทุนหรือดอกเบี้ยต่ำ เพื่อแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ไม่ใช่การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์หรือการสั่งซื้อรถเบนซ์”Ž

ด้าน พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ย้อนเล่าประสบการณ์ในการจัดการปัญหาโรคระบาดโควิด-19 ในจังหวัดปทุมธานี ว่า แม้ทางจังหวัดจะนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ เช่น การตรวจ ATK การตรวจ Rapid test หรือการนำวัคซีนซิโนฟาร์มมาใช้เป็นจังหวัดแรก แต่ขณะเดียวกัน รัฐบาลเองก็ผิดพลาด ในขณะที่วัคซีนของทุกประเทศกำลังผลิตออกมาและองค์การอนามัยโลก (WHO) ให้การรับรอง ช่วงเวลานั้นกระทรวงสาธารณสุขต้องอนุมัติให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ออกใบรับรองให้เอกชนนำเข้ามาได้ เพื่อให้วัคซีนปริมาณเพียงพอกับความต้องการ แต่การดำเนินการกลับเป็นไปอย่างล่าช้าจนตามไวรัสไม่ทัน

 

เลิกอ้างประชามติ

ย้ำยั่งยืนไม่ได้แน่ ถ้าไม่แก้รัฐธรรมนูญ

มาถึงตรงนี้ รศ.ดร.ปริญญา ชงต่อไปว่า เวลากว่า 8 ปีนับตั้งแต่การยึดอำนาจ ย่อมเกิดการเปรียบเทียบระหว่างการเมืองแบบใช้รถถังยึดอำนาจและใช้อำนาจนิยมสั่งการ กับการเมืองแบบจัดการเลือกตั้ง คิดว่าประเทศไทยยังมีความหวังว่าจะพ้นวงจรอุบาทว์ของการปฏิวัติรัฐประหารหรือไม่ โดยยื่นไมค์
ไปยัง พล.ต.ท.คำรณวิทย์

คำตอบจากบิ๊กแจ๊ส ย้อนกลับสู่บ่อน้ำแห่งความกระหายใคร่รู้ของราษฎร อย่าง ’ธรรมศาสตร์’Ž

”สถาบันการศึกษาแห่งนี้จะเป็นหลักหนึ่งที่จะทำให้แนวความคิดของคนรุ่นต่อไปมาหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน และเดินหน้าเข้าสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แต่ตอนนี้ก็เห็นอยู่แล้วว่ารัฐธรรมนูญนั้นมีความเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ต่อจากนี้ไประบบเหล่านี้ต้องปรับเปลี่ยนเสียทีŽ”

จากนั้น ไปต่อที่ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดย รศ.ดร.ปริญญา ร่วมแลกเปลี่ยนในวงเสวนา โดยกล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับ 60 มักถูกอ้างว่าผ่านประชามติ ทว่าคนรุ่นใหม่ที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ ล้วนเป็นเยาวชนที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ.2559 นอกจากนี้ ยังยกคำศัพท์ที่ว่า NecrocracyŽ ซึ่งแปลว่าอำนาจเป็นของคนตาย โดยระบุว่า

“รัฐธรรมนูญที่ถูกเขียนไว้นานแล้วจากคนที่อายุมีแต่จะมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งจากโลกนี้ไป หากไม่ยอมให้มีการแก้ไข ไม่ยอมให้มีการเปลี่ยนแปลง สุดท้ายอำนาจเหล่านั้นจะตกเป็นของคนที่ตายไปแล้ว เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยต้องรับฟังคนรุ่นใหม่ด้วย ไม่ใช่อ้างแต่ว่าผ่านการทำประชามติแล้วแก้ไขไม่ได้ มิเช่นนั้นก็เป็นการทำให้ประเทศชาติหยุดอยู่กับที่”Ž รศ.ดร.ปริญญากล่าว

 

เผด็จการขยันอ้างกฎหมาย

ผู้บังคับใช้-องค์กรอิสระอย่าถูกครอบงำ

ในขณะที่ วิโรจน์ ในฐานะอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และผู้มีส่วนร่วมในการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านรัฐสภาอยู่หลายครั้ง ได้กล่าวถึงความสำคัญของรัฐธรรมนูญและการแก้ไขว่า เผด็จการมัก อ้างกฎหมายŽ มากที่สุด แต่ต้องตั้งคำถามก่อนว่ากฎหมายเกิดขึ้นเพราะอะไร และที่มาของกฎหมายมาจากอะไร หากกฎหมายมาจากคณะรัฐประหาร นั่นแสดงว่าเรานับคำสั่งของผู้เป็นเผด็จการให้เป็นกฎหมายใช่หรือไม่ เมื่อไหร่ก็ตามที่ประชาธิปไตยหวนคืนกลับมา ก็ควรแก้คำสั่งของคณะรัฐประหาร โดยเฉพาะคำสั่งที่เป็นภัยหรือส่งผลเสียต่อบ้านเมือง

 

”กฎหมายจะเกิดขึ้นเมื่อมนุษย์รวมกันอยู่ จึงจำเป็นต้องกำหนดกติกาเพื่อให้อยู่ร่วมกันอย่างผาสุก ทุกคนถูกเห็นความสำคัญ ดังนั้น กฎหมายต้องเป็นกติกาที่ตกลงร่วมกัน แล้วรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกติกาที่ใหญ่ที่สุดในบ้านเมืองนี้ ประเทศจะไปข้างหน้าหรือเดินถอยหลัง จะทัดเทียมกับประเทศอื่นไหม ลูกหลานที่เติบโตขึ้นมาจะเป็นอย่างไร ถ้าเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาคน เพื่อให้คนไปพัฒนาประเทศ แล้วประเทศกลับมาพัฒนาตอบโจทย์คน ก็ต้องแก้ไข จะมาเอากติกาที่กำหนดโดยคนไม่กี่คน แล้วอ้างอยู่วันยังค่ำ เพื่อขัดขวางความเจริญงอกงามของคนในประเทศนี้ไปเพื่ออะไร

เรื่องปากท้อง เศรษฐกิจเป็นนโยบายชั่วคราวระยะสั้นที่ต้องทำให้บ้านเมืองไปข้างหน้าได้ แต่ถ้าจะให้บ้านเมืองไปข้างหน้าได้แบบสุดกำลัง ผมว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องแก้Ž” วิโรจน์ย้ำ

เช่นเดียวกับ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ที่ฝากแง่คิด ถึงองค์กรอิสระและผู้บังคับใช้กฎหมายว่า

หากทำสิ่งใดโดยถูกอำนาจครอบงำ สิ่งนั้นจะเป็นเกียรติประวัติที่คนรุ่นใหม่จับจ้องอยู่