เปิดประตูสู่โลกสายว้าก ‘ณัฐพงศ์ธร สิทธิบุญ’ บุคคลหลังบ้าน รันวงการ ‘ฮาร์ดคอร์ ไทย’

18.09.22 | 12:03 น.
เปิดประตูสู่โลกสายว้าก ‘ณัฐพงศ์ธร สิทธิบุญ’ บุคคลหลังบ้าน รันวงการ ‘ฮาร์ดคอร์ ไทย’

‘เหวี่ยงหมัด โยกหัว กระโดดถีบ แหกปาก’ คือภาพจำที่น้อยคนจะรู้จัก แต่บ่งชัดในวงการว่านี่คือ “ฮาร์ดคอร์” แขนงหนึ่งของดนตรีใต้ดิน ที่มีรากฐานมาจากชนชั้นผู้ถูกกดขี่ มีอาชีพหลักผลาญแรงงานแลกตังค์ประทังชีวิต มีงานอดิเรก ระเบิดความอัดอั้นหน้าเวทีผ่านดนตรีที่หนัก

จากเป็นแนวเพลงที่แสงพาดไม่ถึง ก็ดึงความสนใจจากสื่อได้ไม่น้อย เมื่อ วิสเปอร์ส “Whispers” วงดนตรีแนวฮาร์ดคอร์เมทัล ที่เกิดจาก 5 หนุ่มไทยวัย 20 ปลายๆ หาเวลาว่างหารเงินเช่าห้องซ้อม เขียนเนื้อเพลงระบายสิ่งที่ค้างใจ จนกลายมาอยู่จุดที่ดังไกลไปต่างแดน มาแรงเกินคาด หลังปล่อยอัลบั้ม “นรกบนดิน” และเพลงล่าสุด Slaves to Darkness

สิงหาคมที่ผ่านมา “Whispers” เดินหน้าระเบิดความมันส์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาเลเซีย สิงคโปร์ กาปฏิทินไปต่อรอทัวร์ที่อังกฤษและยุโรป เมษายนปีหน้า

อีกไม่ถึงสัปดาห์ บินไปว้ากที่แดนปลาดิบถึง 3 โชว์ 3 วัน 3 คืน ซึ่งจะได้แจม Xibalba วงระดับตำนานของเมกา ถึง 2 โชว์ด้วยกัน ในงาน BLOODAXE FEST เทศกาลดนตรีฮาร์ดคอร์ที่ใหญ่สุดในเอเชีย, วันแรกประเดิมที่ Kawasaki @Club Citta วันต่อมาพาโยกหัวที่ BLOODAXE AFTER SHOW Tokyo Shinjuku กลาง “Antiknock” สถานจัดงานที่มีวงระดับตำนานมาปล่อยของนับไม่ถ้วน ก่อนปิดท้ายที่ 3 Hokage กลางเมืองโอซากา ทางวงถึงกับบอกว่า แทบไม่อยากเชื่อ เพราะเป็นหนึ่งใน “ความฝัน” ไปญี่ปุ่นมาหลายครั้งในฐานะคนดู ได้ขยับขึ้นสู่วงดนตรีที่ถูกเชิญไป

Advertisement
โปสเตอร์งาน Bloodaxe Festival 2022 วง Whispers ได้ไปร่วมโชว์ที่ Antiknock

“มีทั้งวงรุ่นใหม่ที่กำลังมาแรง และวงที่เป็นตำนานของประเทศญี่ปุ่น ถือว่าเป็นเกียรติกับพวกเรามากๆ” วง Whispers เผย

พร้อมขอบคุณพี่ใหญ่ “แก๊ป” ณัฐพงศ์ธร สิทธิบุญ เจ้าของค่าย Holding On Records ที่คอยซัพพอร์ตตลอดเวลา ให้เดินต่อไปข้างหน้าอย่างไม่โดดเดี่ยว

“ไม่มีพี่แก๊ป วงเราคงมาไม่ถึงจุดนี้แน่ๆ”

“แก๊ป” ณัฐพงศ์ธร คือคนรุ่นใหม่วัย 31 ปี ที่อยู่กับฮาร์ดคอร์มาครึ่งชีวิต

“เป็นชาวกรุงเทพฯโดยกำเนิด อยู่หนองจอกตั้งแต่เกิด ด้วยความที่ก่อตั้งค่ายเล็กๆ เลยทำเองทุกอย่าง ตั้งแต่ดีลงาน ดีลวง, จัดคอนเสิร์ตอันเดอร์กราวด์, ทำตารางทัวร์, ดูแลศิลปิน โปรโมตวง ทำกราฟิก ยันแพคของ ปัจจุบันเปิดร้าน ‘Chubby boys Vintage Tee’ ขายเสื้อผ้ามือ 2 วินเทจ ที่ตลาดรถไฟ ศรีนครินทร์ เลยได้อาศัยพี่ๆ เพื่อนๆ เข้ามาช่วยบางส่วน”

ต่อไปนี้คือปากคำจากเด็กวัยรุ่น ผู้ดิ้นรนหาเช้ากินค่ำ สู่ผู้รันวงการฮาร์ดคอร์ไทยให้มีอยู่ ร่วมงานกับศิลปินต่างชาติมาแล้วไม่ต่ำกว่า 40 วง

แม้เจ้าตัวยอมรับกว่าหนัก แต่ถอนตัวไม่ขึ้น

แก๊ป

● ‘ฮาร์ดคอร์’ คืออะไร ภายใต้เสียงว้าก กำลังสื่อสารอะไรอยู่?

‘ฮาร์ดคอร์’ เป็นดนตรีที่มีการพัฒนามาจากรากฐาน ‘เมทัล’ ผสมกับ ‘พังก์’ ซึ่งพังก์อาจจะเร็วไปก็เลยเอามิกซ์กับเมทัล มีทั้งเดธเมทัล แทรชเมทัล รวมๆ กันมา กลายเป็นว่า ฮาร์ดคอร์อยู่ตรงจุดศูนย์กลาง

เฉพาะภาคคนตรีก็มีแยกออกไปหลายประเภท ทั้งฮาร์ดคอร์พังก์ ฮาร์ดคอร์เมทัล เมโลดิกฮาร์ดคอร์ เยอะมาก แต่เราเรียกดนตรีแนวนี้โดยรวมว่า ‘ฮาร์ดคอร์’ ส่วนตัวมองว่าภาคดนตรีฮาร์ดคอร์กระชับกว่า เนื้อหาค่อนข้างจับต้องได้ เกี่ยวกับสังคม การเมือง การใช้ชีวิต การต่อสู้ ความคิด ความเชื่อ มาจากคนใช้ชีวิตทั่วไป เช้าไปทำงาน ตกเย็นว่างมีเวลาเล่นดนตรีกับเพื่อน เราพูดถึงความกดดันในชีวิต หลายอย่างจะมาจากชีวิตประจำวัน บางเพลงพูดถึงการเมือง อย่างวงอเมริกามีหลายวง พวก SS Decontrol เรียกว่าเป็น Political Hardcore เลย คือดนตรีเป็นเรื่องทางการเมือง

● เอาไว้ฉอดรัฐบาล?

พูดตามตรงว่า เหมือนกันทุกที่ มันมี 2 ฝั่งอยู่แล้ว อย่างดนตรีฮาร์ดคอร์ ถ้ารัฐบาลตอนนั้นไม่โอเค ในช่วงที่เขาทำอัลบั้ม ก็อาจจะด่ารัฐบาลตอนนั้น แต่ก็มีฝั่งตรงข้ามที่เขาสนับสนุนรัฐ เขาก็เลือกที่จะด่าแบบอื่นแทน

● ตอนเด็กฟังเพลงแนวไหน?

เพลงไทยทั่วไป จนถึงยุคประถมปลายเริ่มรู้จัก ‘นูเมทัล’ ดนตรีมีร้องว้าก กีตาร์หนัก ตอนนั้นมีพวก Linkin park, Limp Bizkit, Korn การหาฟังเพลงตอนนั้นมันยาก ไม่ได้รู้วงลึก รู้แค่วงหลักๆ มาเจอแนวไกรนด์คอร์ นูเมทัล เดธเมทัล แล้วรู้สึกว่าภาคดนตรีดีว่ะ ฟังแล้วอยากไปดูงานอันเดอร์กราวด์ที่ไทย เป็นช่วงบูม มีเฟสติวัลในไทยเยอะ หลัก 1,000 คน พอไปจริงๆ ได้เจอกับวงฮาร์ดคอร์ด้วย เล่นสดมีคนไปตะโกนร้อง มีการมอชพิท (Mosh Pit) อ๋อ ดนตรีฮาร์ดคอร์เป็นแบบนี้ หลังจากวันนั้นก็เลยเริ่มเปลี่ยนมาฟังดนตรีฮาร์ดคอร์

● ชอบเพราะอะไร ฮาร์ดคอร์เปิดพื้นที่ให้ได้ระบาย?

ตอนวัยรุ่นก็อาจจะประมาณนั้น เอาจริงๆ รู้สึกดีที่สุดสำหรับฮาร์ดคอร์คือ ทุกคนเข้าถึงง่าย เปิดหน้าเปิดใจคุยกัน คือเราไปคนเดียว ไม่รู้จักใครเลย อยากไปดูวงเดธเมทัล วงไกรนด์คอร์ พอจบงานไล่เดินซื้อเสื้อวง จนมาเจอวงฮาร์ดคอร์ Born from pain ก็เข้าไปคุยกับเขา คือปฏิสัมพันธ์การคุยมันโอเค ไม่มีอีโก้เข้ามาตรงนั้น ทุกคนพร้อมคุย ‘ฮาร์ดคอร์’ เป็นดนตรีที่มี “เฟรนด์ชิพ” สร้างเพื่อนให้เราได้

● คือฮาร์ดคอร์ เล่นกับคนดูเต็มที่ กระโดดลงไปแจม?

ใช่ๆ คนดูขึ้นมา Sing-along แย่งไมค์ร้อง ข้างล่างมีมอชพิทกัน เหวี่ยงหมัด หมุนเตะ มี Stage dive ขึ้นไปบนเวทีแล้วก็กระโดดลงมาใส่คนดู มี Circle Pit ที่พอถึงท่อนเร็วๆ ทุกคนก็จะวิ่งวนเป็นวงกลมกัน ซึ่งเขาเอ็นจอยไง มันสนุก

● มอชพิท (Mosh Pit) ทำไม แล้วเวลามอชไปโดนกัน โกรธกันไหม?

เป็นที่ตัวบุคคล น้อยครั้งมากที่จะมีปัญหา ทุกคนรู้ว่ามาดูดนตรี มาเพื่อปลดปล่อย ซึ่งวัฒนธรรมนี้มีมาตั้งนานแล้ว ถ้าอยากสนุกคุณออกไปข้างหน้า ถ้าคุณไม่พร้อมคุณยืนดูข้างหลัง แบ่งโซนกัน เพราะคนที่มาเพื่อสนุกเขาเตรียมพร้อม ไปเลยข้างหน้า เต็มที่ไม่ต้องห่วง เพราะทุกคนเป็นเพื่อน แทบจะรู้จักกันหมด หลังงานบ่น “โคตรปวดเลย เจ็บตัวไปหมด” บางงานอยู่ดีๆ มีจมูกเลือดไหล ฟันหัก แต่ทุกคนก็ยินยอมและสนุกกันมัน ไม่ได้มาจากเจตนาที่จะทำร้ายกันส่วนตัว

มันเป็นจุดที่ดนตรีฮาร์ดคอร์ กับคนดูผสานกันไปไม่เหมือนแนวอื่น ต่อให้ดูรุนแรงกว่า ทั้งวงดนตรี ทั้งคนดู แต่จบงาน ก็จบ

● เรียกว่า ฮาร์ดคอร์ เป็นพื้นที่แห่งการ ‘ปลดปล่อย’?

สำหรับเรา รองานนี้เพื่อที่จะไปสนุกให้เต็มที่ ทำอย่างนี้ที่งานอื่นไม่ได้อยู่แล้ว ใช้ชีวิตปกติก็ทำไม่ได้อยู่แล้ว ใช้กำลังมาปลดปล่อยในงานแบบนี้ มันเลยกลายเป็นสนุก เข้าใจ ไม่มีปัญหา

● ใครเป็นคนเอาเพลงแนวนี้ใส่หูให้ฟังเป็นคนแรก ตอนอายุเท่าไหร่?

รู้จักกับดนตรีฮาร์ดคอร์จริงๆ ช่วงอายุ 15-16 เริ่มจากการไปงานคอนเสิร์ต แล้วรู้จักกับพวกพี่ๆ ปากเกร็ดฮาร์ดคอร์ วง Born from pain, Insecurity, A Zero ที่เริ่มทำกันช่วงยุค 96-98 ตอนแรกเราก็ไม่รู้หรอกฮาร์ดคอร์แบบนี้เรียกว่าอะไร อาศัย “พี่ส่งมา” พอฟังเยอะๆ ก็เริ่มหาฟังเองได้แล้ว ประกอบกับช่วงนั้นดนตรีเริ่มหาฟังง่ายขึ้น เริ่มมีเว็บไซต์ My Space บล็อกสำหรับดาวน์โหลดเพลงวงฮาร์ดคอร์จากทั่วโลก

● ภาพลักษณ์ภายนอก ดูเป็นพวกหัวรุนแรง เกิดเหตุการณ์บ้านเมืองที ก็เคยมีการสรุปว่า ฝีมือพวกฮาร์ดคอร์ นิยมความรุนแรงจริงไหม รู้สึกยังไงที่ถูกตีความในบริบทนั้นจนกลายเป็นภาพจำ?

นั่งขายเสื้อผ้ามือสองกันอยู่เลย เอาอะไรไปรุนแรง (หัวเราะ) เอาจริงๆ บางคนก็อาจจะไม่ได้ฟังดนตรีฮาร์ดคอร์ด้วยซ้ำ ขนาดในอินเตอร์เน็ตยังมีมีม ถ้าวงฮาร์ดคอร์วงนี้มือกีตาร์ใส่แว่น เพลงโหดแน่นอน เราไม่รู้จริงๆ ว่าคนที่ลักษณะอย่างนี้เขาฟังฮาร์ดคอร์ไหม ตัดสินภายนอกไม่ได้

คำว่า Hardcore มันเป็นคำที่ทุกที่ทั่วโลกตีความหมายกันว่า เป็นเรื่องของความรุนแรง ค่อนข้างจะยากที่จะหนีจากกรอบความคิดภาพจำของคนตรงนั้น แต่สำหรับคนฟังดนตรีจะเข้าใจ ไม่รู้สึกกระทบเท่าไร วงการฟุตบอลเองยังมีกองเชียร์แบบ Ultra ที่โดนเรียกว่าเป็นกลุ่ม hardcore เหมือนกัน แต่ต่างบริบท สำหรับเราเชื่อว่าต่อให้คนเหมารวมว่ากลุ่ม hardcore สร้างความรุนแรงตรงนั้น เป็นกลุ่มพวกเดียวกับคนฟังดนตรีประเภทนี้ แต่สุดท้ายตัวเราเองรู้ดีว่าเข้าไปมีส่วนร่วมไหม บางครั้งเราและเพื่อนๆ ก็เข้าไปร่วมม็อบขับไล่รัฐบาล แต่ไม่ได้เอา Hardcore เข้าไปเกี่ยว เราไปตรงนั้นเพื่อทำหน้าที่ประชาชน

 

ภาพโดย NetonPhoto

● วงการเสื้อกับดนตรีมาคู่กันเสมอ?

อาจจะไม่ได้เกี่ยวกันโดยตรง แต่ตัวเราเองคิดว่า มันเกี่ยวกัน เสื้อพวกนี้ก็เป็น Merchandise ที่ซัพพอร์ตวง ทำให้วงไปต่อได้ เสื้อค่าย เสื้อวงนี่แหละ คือรายได้เดียวที่วงกับค่ายทำได้ ค่ายอาจจะได้จากการจัดงาน แต่เชื่อเถอะ มันไม่ได้ตลอด (หัวเราะ)

ซีดีและเสื้อวง รายได้หลักรันวงการ

● รันวงการมาแล้วกี่ปี อะไรคือเหตุผลของการมีค่าย Holding on Records?

ถึงตอนนี้น่าจะ 15-16 ปี ถ้าค่ายทำมาประมาณ 11-12 ปี เคยช่วยพี่ๆ ปากเกร็ดฮาร์ดคอร์ทำคอนเสิร์ตกับวงนอก มีช่วงที่วง No turning Back จะออกอัลบั้มปล่อยทั่วโลก เขาทักมาหาเรา หาค่ายเพลง แต่ในไทยไม่มี มาร์ติน (Martijn van den Heuvel) นักร้องวง ก็บอกเราว่า “ถ้าประเทศคุณไม่มี คุณก็เริ่มดิ” เออจริงของเขา เราก็แค่เริ่มทำจากตรงนี้ โดยมาจากชื่ออัลบั้ม Holding on (2006) ฟังแล้วชอบ เลยเอามาเป็นชื่อค่าย ให้เกียรติเขา

ฮาอย่างหนึ่งพอได้ปล่อยอัลบั้ม Take control ปุ๊บ ปีนั้นน้ำท่วม 2554 คือที่ทำมาพังในโกดังหมดเลย แต่เขาเข้าใจ เราก็ไม่มีปัญหา เพราะขาดทุนอยู่แล้ว (หัวเราะ)

● ถือเป็นค่ายฮาร์ดคอร์แรกของไทย?

เมื่อก่อนจะมี อ.คริส (Christopher Luppi) ชาวอเมริกัน ทำ Elephant Eyes Records เอาซีดีของวงนอกอเมริกาเข้ามาขายที่ไทย และทำ Arise Hardcore Fanzine เหมือนแมกกาซีนแต่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับดนตรีฮาร์ดคอร์อย่างเดียว อ.คริสอยู่ไทยช่วงยุค 90 ดึงวงมาเล่นด้วย มีค่าย ซีดี เสื้อ ยุคนั้นเรายังไม่รู้จักฮาร์ดคอร์ แต่ อ.คริสเขาเริ่มแล้ว ให้ดนตรีฮาร์ดคอร์มันมีในประเทศไทย โดยมีพี่ยศ (ศรันย์พงศ์ สุขภานนท์) BLAST Magazine ช่วยกันทำ แต่ Holding on Records น่าจะเป็นค่ายแรกที่เป็นคนไทยทำ

● ภูมิใจไหม พาวงไทยไปทัวร์เมืองนอก?

ภูมิใจนะ แต่ก็อยากให้มีคนอื่นทำ (หัวเราะ) มีค่ายอื่นทำเป็นพักๆ ในไทย เมื่อก่อนเคยมี Brighten up ของ ไมเคิล นักร้อง Monument X มี New Age Vision Records ของบี และ New Destiny Records ของพี่มี่ แต่ที่เป็นค่ายฮาร์ดคอร์จริงๆ ไม่มี พูดตรงๆ มีไม่กี่วงหรอก วงฮาร์ดคอร์บ้านเรามันน้อย ปัจจุบันในค่ายมี 3 วงหลักๆ Whispers Depressed และ Harsh เป็นเพื่อนกันหมด ก็พยายามบอก “ไปทำเพลงกัน ไม่มีปัญหาหรอก ช่วยกันได้”

แก๊ป Holding On กับส่วนหนึ่งวงการฮาร์ดคอร์ ไทย

● ส่งวงฮาร์ดคอร์ไทย ไปที่ไหนกันมาบ้าง?

หูย เยอะนะ จริงๆ บ้านเราวงฮาร์ดคอร์มีคุณภาพเกือบทุกวงเลย แต่จะมีบางวงที่ต่างชาติชอบและยอมรับ ในอดีตจากค่ายเรา คือ Monument X มีฐานแฟนเพลงที่อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ Southeast asia เยอะ ปัจจุบันเป็นวง Whispers ตั้งแต่ปล่อยอัลบั้ม “นรกบนดิน” ปี 2564 ฟีดแบ๊กดี จริงๆ ตอนนี้ต้องอยู่ยุโรปกัน มีทัวร์ 10 โชว์ อังกฤษ เวลส์ สกอตแลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เบลเยียม ฮอลแลนด์ แต่เลื่อนออกไปเมษายน 2566 เพราะระยะเวลาการทำงานมันกระชั้น เราต้องติดต่อสถานทูต ชาร์จเพิ่มค่าวีซ่า ค่าไฟลต์ ฯลฯ เยอะกว่าที่ดูไว้ตอนแรก

แต่ปลายกันยายนนี้ ที่ Whispers จะได้ไปโชว์ญี่ปุ่น อันนี้ดีใจเหมือนได้ไปยุโรปเลยนะ เพราะจะเล่น BLOODAXE FEST งานที่ใหญ่ที่สุดของเอเชีย สำหรับฮาร์ดคอร์ เพียวๆ ดนดูประมาณ 2,000 คน มีวงจากอเมริกามา แต่ปีนี้เขาชวน Whispers ถือเป็นครั้งแรกที่วงเอเชียวงแรกได้ไปเล่นงานนี้

งาน Judgement Night @ Lido Connect (14 พ.ค.) ภาพโดย RQ777, Juthcrew

● สนิทกันยันต่างประเทศ หรือเพราะอะไรถึงพาวงไทยไปจุดนั้นได้?

เราไปดูกันทุกปี จนรู้จักเขาหมด ดนตรีฮาร์ดคอร์คือครอบครัว ช่วงที่ Whispers ออกอัลบั้ม ทาง BLOODAXE FEST เขาฟังแล้วชอบกัน ติดต่อมาอยากให้ไป ญี่ปุ่นยังไม่เปิดประเทศ 100% แต่ทางญี่ปุ่นทำเอกสารเป็น Entertainment visa ให้ ก็เคยถามนะ ที่ชวนเพราะเป็นเพื่อนหรือเปล่า เขาก็พูดตรงๆ ว่า “ไม่” อยากให้ไปจริงๆ ทุกคนในทีมงานชอบ ไปเล่นที่แอนติน็อก (Antiknock) เป็นเหมือนไลฟ์เฮาส์ เป็นที่จัดที่อยู่มาตั้งแต่ปี’90 วงนอกทุกวงต้องไปเล่น โคตรดีใจเลย (หัวเราะ)
เอาจริงๆ เป็นผลงานของวงเองที่พาวงไป เรามีคอนเน็กชั่น แต่ก็อยู่ที่การตัดสินใจของทางเขาอยู่ดี ซึ่งเขาเลือกแล้ว ดีใจแทนวงมาก

ผลงาน “นรกบนดิน” ชิ้นนี้ กลายเป็นว่าทำให้ทุกคนรู้จัก Whispers ตัวเพลงเองที่ทำให้ทุกคนยอมรับ มีงานแสดงสดที่ทุกคนถูกใจ อย่างเพลง Demon ก็พูดถึงคนที่ทำงาน ใช้ชีวิตมา มันเหนื่อยจนได้โปรดเถอะ ให้ปีศาจมาปลดปล่อยทีได้ไหม เป็นการเปรียบเทียบเหมือนให้ใครก็ได้มาช่วยที หรืออย่าง Morbid Vision พูดถึงคนรอบๆ ว่าเขามองเราแบบไหน ที่มาคือการตั้งจากมุมตัวเองแล้วเขียนออกมา บางวง ดนตรีก็ไม่ได้ดีมาก แต่เนื้อเพลงและอารมณ์ที่เล่น ทุกอย่างมันส์

 

● กว่าเป็นงานดนตรีหนึ่ง ต้องผ่านอะไรบ้าง?

พูดตรงๆ งานฮาร์ดคอร์ในบ้านเรา ไม่ใช่งานที่ทำตังค์ได้ เราแค่มองผ่านๆ ว่า ต้องขายบัตรประมาณเท่านี้เพื่อให้ขาดทุนน้อยที่สุด ไม่ค่อยได้มองผลกำไร แต่ถ้าได้ก็ดี (หัวเราะ) ทุกครั้งที่จัด ไม่ว่างานโลคัล วงบ้านเรา หรืองานนอก จะมีเพื่อนใหม่ๆ เพิ่ม กว่าจะเริ่มจัดได้ต้องหาสถานที่ ราคาบัตรก็ไม่อยากให้แพงเกินไป 100-300 บาท ที่ทำแพงสุดตอนนี้วงไทย 400 บาท เพราะจัดที่ ลิโด้ คอนเน็กต์ งาน Judgement Night

● วงการใต้ดิน ปกติจัดงานกันที่ไหน?

บอกเลยว่า ที่จัดน้อยมาก สมัยก่อน คือ Immortal bar, Rock Pub หลังๆ ที่จัดบ่อยคือที่ Brown Stone คนฟังฮาร์ดคอร์บ้านเราไม่ได้เยอะมาก สมัย 14-15 ปีที่แล้ว เขาก็จะฮิตเช่าร้านเหล้าช่วงกลางวัน-เย็นไว้จัด แต่เราต้องการที่จัดแค่ประมาณ 100-200 คนมากกว่า ซึ่งหายากมาก

 

● พอจะมีทาง ทำให้ดนตรีใต้ดินมีพื้นที่แสดงออกไหม ทำค่ายเพลงอยู่ได้หรือเปล่า?

พูดยากมาก เราอยากจะมีพื้นที่ตรงนี้ไม่ใช่แค่ดนตรีฮาร์ดคอร์นะ แต่ทุกแนว แม้กระทั่งวงอินดี้ที่ไม่ได้มีชื่อเสียง อย่างญี่ปุ่นจะมี ‘ไลฟ์เฮาส์’ เป็นที่จัดงานพร้อมเลย อาจให้เช่าในราคาไม่แพง หรือให้วงช่วยขายบัตร เขาจะหาทางออกร่วมกันกับคนจัดกับวง แต่บ้านเรายังไม่มี พยายามหาอยู่ตลอด แต่เราไม่ได้เป็นคนมีตังค์ขนาดที่เช่า 70,000 บาท เข้าไปทำได้เลย สู้ไม่ไหว จัดงานแทบไม่ได้เงิน ถ้าทำค่ายแล้วอยู่ได้ คงไม่ต้องมาขายเสื้อหรอก (หัวเราะ)

● ขาดทุนแบบนี้ อะไรที่ทำให้ยังทำค่ายต่อ?

เพราะดนตรี เพื่อน พี่น้อง เราเคยหยุดทำไปปี 2015 เหนื่อย ทำไปก็ควักเนื้อ จนช่วงที่พักก็ไม่มีใครทำจริงๆ แต่พอวงนอกจะมา ค่าย Brighten up ทำ แต่คนที่ดูก็คือเรานี่แหละ อ้าว! ถ้างั้นเดี๋ยวกลับไปทำต่อก็ได้วะ (หัวเราะ) จน 2017 เลยกลับมาทำ จากนั้นคือยาวเลย เริ่มขายเสื้อผ้าควบคู่ไป เอาเงินตรงนี้ไปโปะตรงนู้นบ้าง มันหยุดทำไม่ได้ เลยอยากให้มีคนเริ่มทำค่ายใหม่ๆ ปล่อยผลงานออกมา เราไม่ได้ต้องการเป็นที่ 1 ยิ่งมีคนทำยิ่งดีกับซีนในบ้านเรา ดีกับวงโลคัล เพื่อนบ้านมาเลเซีย สิงคโปร์ เขามีเด็กเจนใหม่ วัยรุ่นไทยยังเข้ามาในฐานะคนดู ถ้างั้นเราก็ต้องทำต่อไป

● พอรับวัฒนธรรมเข้ามา คัลเจอร์ฮาร์ดคอร์ ในต่างประเทศ กับของบ้านเราต่างกันไหม?

ถ้าเป็นเอเชียใกล้เคียงกัน แต่ถ้าเป็นอเมริกา หรือยุโรป ก็ต่างหน่อย ในอเมริกาจะเป็นวงที่ค่อนข้างมีชื่อ เพราะคือต้นกำเนิดฮาร์ดคอร์ วงก็อาจจะทำเงินได้ซึ่งไม่เหมือนกับในเอเชีย ยังไม่มีทางทำเงินจากตรงนี้ได้

● ไม่ใช่เฉพาะไทย แต่คือทั้งเอเชียที่วงการนี้ไม่ได้ทำเงินให้?

อาจจะมีญี่ปุ่น ที่ซีนเขาค่อนข้างแข็งแรง เรียกค่าตัวได้ แต่ก็ยังไม่ถึงจุดที่อยู่ได้โดยไม่ต้องทำงาน ถ้าเป็นยุโรปหรืออเมริกา คุณอาจจะเสียเวลาชีวิตคุณ 5 ปี ทำงานดนตรีโดยที่ไม่ต้องทำงานอื่นได้ ฮาร์ดคอร์ไม่ได้เป็นดนตรีทำเงิน แต่ทำเพื่อสนองตัวเอง กลายเป็นว่าคุณทำตรงนี้ก็เสียตังค์ยันคุณเลิกทำ แต่เงินที่คุณเสียไป ได้อะไรกลับมาบ้าง คุณมีความสุขหรือเปล่า

● มีความฝัน อยากพาวงการฮาร์ดคอร์ไทยไปถึงจุดไหน?

ตอนนี้ก็ไกลกว่าที่คิดแล้วนะ สำหรับวงไทยก็อยากมีโอกาสไปเล่นที่อเมริกาสักครั้งนึง แค่วีซ่าก็ร้องแล้ว เพราะไม่มีการช่วยเหลือจากบ้านเราทางไหนเลย ที่รับรองให้ว่าคนพวกนี้เป็นนักดนตรีไทยนะ

วง Whispers ทัวร์ “Divide We Fall Takeover” ที่มาเลเซียและสิงคโปร์

● ด้วยความเป็นอาชีพอิสระ รัฐไทยไม่ได้ขึ้นทะเบียนให้?

ใช่ เราไม่ได้ขึ้นกับค่ายเพลงใหญ่ วีซ่ายุโรปก็ต้องทำเป็น Work permit ซึ่งทางนู้นช่วยจัดการให้ ยิ่งเป็นอเมริกายิ่งยาก อยากให้มีสักวงที่ทำได้ เอาจริงๆ ณ ปัจจุบันนี้ Whispers ก็มีความสนใจจากฝั่งอเมริกาเยอะ ฟีดแบ๊กมาทุกทาง Whispers โพสต์อะไร วงอเมริกาก็จะแชร์ไป หรือแท็กมา ล่าสุดจะมีเฟสติวัล This is Hardcore เป็น 1 ในเฟสติวัลที่ใหญ่ของเมริกา คนจัดชื่อ โจ ฮาร์ดคอร์ ล่าสุดเขาเอาเพลง Morbid Vision ของ Whispers ไปใช้เป็นเพลงเปิดใน This is Hardcore Podcast (Episode 90) ซึ่งทุกคนในวงก็แบบ โอ้! ขอบคุณมากที่สนใจ เขาก็บอกนะว่าอยากให้คนอเมริกามีความสนใจวงเอเชียมากกว่านี้ เพราะเขารู้ว่าเอเชียมีวงดีๆ เยอะ ก็พยายามช่วยเหลือตรงนี้

● เหมือนเมืองนอกเห็นความสามารถ แต่ผู้มีอำนาจบ้านเรามองไม่เห็นและไม่มีพื้นที่ให้?

จริง ใช่ (หัวเราะ) เราแทบไม่ได้รับความช่วยเหลือ สปอนเซอร์เราต้องวิ่งเข้าไปกราบ เราไม่ใช่วงใหญ่ ก็ต้องเข้าใจว่ามันเป็นเชิงธุรกิจ แต่ถ้ามองอีกที แล้วทำไมคนในดนตรีกระแสได้ไปโชว์ที่โน่นที่นี่ ทุกคนชื่นชม พอเป็นวงอย่างนี้ไม่มีใครสนใจ คนในซีนฮาร์ดคอร์รู้กันเอง

● อะไรที่ทำให้ฮาร์ดคอร์เป็นเพลงใต้ดิน ใครเป็นคนกำหนด?

จริงๆ ไม่มีใครกำหนดหรอก อเมริกา Main Stream เขายังขึ้นบิลบอร์ดกันได้เลย แต่พอดนตรีหนักปุ๊บ ทุกอย่างดูเหมือนถูกกดทับจากดนตรีในกระแส เลยเป็นเหมือนว่า ถ้าเรารักที่จะทำเพลง เราก็ต้องอยู่จุดนี้ โดยคนที่เขาอยู่ข้างบนก็ทำไป เราก็ทำของเราข้างล่าง ไม่เคยได้มาควบคู่กัน มันเลยทำเงินไม่ได้

● ขึ้นมาอยู่บนดินไม่ได้เพราะอะไร?

ด้วยความที่มันเป็นดนตรีหนัก บวกกับสังคมบ้านเราด้วย เลยขึ้นข้างบนยาก กลายเป็นดนตรีทางเลือก ซึ่งหลายประเทศเขาเริ่มโอเคขึ้นแล้ว รู้สึกว่ามันก็คือหนึ่งในแขนงดนตรีที่มีคนฟัง อาจจะดันขึ้นไปได้ ทำไมเฟสติวัลฮาร์ดคอร์ในเมืองนอก ยังเป็นหมื่นคนได้เลย

บ้านเราจัดทีต้องมาลุ้น 100 คน