นับถอยหลัง 46 ปี 6 ตุลา คนรุ่นใหม่ มามาดใหม่ #ให้มัน ‘เริ่ม’ จากรุ่นเรา ไม่ผูกขาดเรื่องเล่า ตามหา ‘ปีศาจ’ ในภาพถ่าย

20.09.22 | 12:00 น.

บรรยากาศการจัดรำลึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ 6 ตุลา 2519 เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว

เมื่อเครือข่ายนักศึกษารวมตัวแถลงทวงความยุติธรรมในวาระครบรอบ46 ปี 6 ตุลา โดยเน้นขยายทั่วไทย ไม่ผูกขาดเรื่องเล่าแค่สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง แม้เหตุเกิด ณ มธ. ท่าพระจันทร์ ทว่า ส่งผลกระทบสนั่นหวั่นไหวหลากหลายหัวระแหง

ในวันเดียวกัน ยังมีวงสนทนาที่ล้วนแต่มีคนหน้าคุ้นตามเวทีม็อบระหว่างปี 2563 เป็นต้นมา สับเท้าจากเวทีปราศรัย #ให้มันจบที่รุ่นเรา สู่เวทีเสวนา #ให้มันเริ่มจากรุ่นเรา

ด้านคณะทำงาน ‘โครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา’ ที่ขยันขันแข็งต่อเนื่องยาวนานนับปี ในปีนี้ ยังคงตามหาผู้คนจากภาพถ่าย ในธีม ‘ปีศาจอยู่ในรายละเอียด’ ค้นชีวิตปีศาจแห่งกาลเวลาที่ออกมาต่อสู้เพื่อความยุติธรรม

มานับถอยหลังไปพร้อมๆ กันก่อนจะถึงอีกวันสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

Advertisement

ตามหา(อ)ยุติธรรม

ไม่ใช่แค่ ‘รำลึก’ แต่ถ่ายทอดก้นบึ้ง ‘จิตวิญญาณ’

16 กันยายนที่ผ่านมา เหล่านักศึกษาเครือข่ายผู้จัดงานรำลึกครบรอบ 46 ปี 6 ตุลา ยืนแถลงเบื้องหน้าประติมานุสรณ์ 6 ตุลา 2519 ริมรั้วธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กลางแสงแดดจ้าในเวลาเที่ยงตรง กล่าวถึงเหตุและผลของงานซึ่งในปีนี้ใช้ชื่อว่า ‘รำลึก 46 ปี 6 ตุลา 2519 ตามหา(อ)ยุติธรรม’

แม้มีคำว่ารำลึกตั้งต้น ทว่า งานนี้ยังถ่ายทอดจิตวิญญาณของคนเดือนตุลามาสู่นักศึกษาและประชาชนในปัจจุบันเพื่อให้ต่อต้านอำนาจอยุติธรรมและรัฐเผด็จการต่อไป

รัชศักดิ์ คมกฤส หนึ่งในคณะผู้จัด เผยว่า 6 ตุลาคม 2519 มีนิสิต นักศึกษา และวีรชนที่เสียชีวิตไปและได้ร่วมต่อสู้ หลายคนถูกฆ่าโดยรัฐ และมีการวางแผนการปราบปราม จับกุม และสังหาร จนถึงปัจจุบันความยุติธรรมก็ยังไม่ปรากฏ ยังไม่รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง ถึงแม้จะรู้ ก็ไม่สามารถพูดได้ เพราะฉะนั้น ในปีนี้จะเป็นการตามหาความยุติธรรมที่วีรชน 6 ตุลายังไม่ได้รับ

“ยิ่งไปกว่านั้น งานนี้ไม่ใช่แค่การรำลึกเหตุการณ์ในวันนั้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการถ่ายทอดจิตวิญญาณของคนเดือนตุลามาสู่นักศึกษาและประชาชนในปัจจุบันเพื่อให้ต่อต้านอำนาจอยุติธรรมและรัฐเผด็จการต่อไป” รัชศักดิ์กล่าว

ด้าน ศรัณย์ สัชชานนท์ นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ รั้วเหลืองแดง แถลงเสริมว่า 6 ตุลาไม่ใช่งานของนักศึกษาธรรมศาสตร์เท่านั้น แม้ว่าเหตุการณ์ 6 ตุลาเกิดที่นี่ ผู้คนถูกล้อมปราบที่นี่ รัฐใช้อำนาจอยุติธรรมที่นี่ แต่ผู้สูญเสียประกอบด้วยผู้คนจากหลากหลายที่มารวมกันเพื่อมาเรียกร้องความอยุติธรรม ดังนั้น ตนจึงขอใช้พื้นที่นี้เรียกร้องไปยังผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้ความร่วมมือ อำนวยความสะดวก และไม่ขัดขวางการจัดงาน เพื่อที่จะตอบสนองเจตจำนงของวีรชนและผู้กล้าที่สูญเสียไป ณ ที่แห่งนี้

สำหรับกิจกรรมในวันที่ 6 ตุลาที่จะถึงนี้ จะเริ่มตั้งแต่เวลา 07.30 น.ด้วยพิธีตักบาตร วางพวงมาลารำลึกวีรชน จากนั้นในช่วงบ่ายมีเสวนาวิชาการช่วงเย็นรำลึก 6 ตุลาร่วมกับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ โดยจะมีการแถลงข่าวร่วมกับองค์กรอื่นๆ อีกครั้งในปลายเดือนกันยายนนี้ ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการจัด Walking Tour แต่ขออุบรายละเอียดไว้ก่อน

วงเสวนา ‘ให้มันเริ่มจากรุ่นเรา’ (จากซ้าย ดร.ชัยพงษ์ สำเนียง, จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, ชุมาพร แต่งเกลี้ยง, พริษฐ์ ชิวารักษ์ และจุฑาทิพย์ ศิริขันธ์)

‘ปีศาจ’ อยู่ในรายละเอียด

เขาคือใคร? ในภาพที่ไม่เคยตีพิมพ์

อีกประเด็นน่าสนใจคือการตามหาบุคคลในภาพถ่าย โดย โครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา ซึ่งเตรียม ‘นิทรรศการ 6 ตุลา ตามหาปีศาจ (6 October: Facing Demons)’ ซึ่งเป็นการจัดแสดงภาพถ่ายชุดหนึ่งที่คัดสรรจากภาพถ่ายกว่า 1,000 ภาพที่ยังไม่เคยตีพิมพ์ต่อสาธารณะมาก่อน ภายใต้ธีม ‘ปีศาจอยู่ในรายละเอียด’

เนื่องด้วยภาพถ่ายคือหนึ่งในหลักฐานสำคัญที่บันทึกความรุนแรงจากรัฐและมวลชนช่วงวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เป็นประจักษ์พยานต่อเหตุการณ์ บันทึกอารมณ์และประสบการณ์ของผู้ผ่านพ้นเหตุการณ์ในวันนั้น

ภาพถ่าย 6 ตุลา กระจัดกระจายอยู่ตามสำนักงานหนังสือพิมพ์ สำนักข่าวต่างประเทศและบุคคล ส่วนใหญ่ยังไม่มีการจัดระบบ ไม่มีการจัดทำข้อมูล บางภาพไม่สามารถระบุสถานที่ถ่ายภาพที่แน่ชัด

อย่างไรก็ตาม โครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา ได้สืบค้นข้อมูลและติดต่อช่างภาพทั้งชาวไทยและต่างประเทศ มาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2562 และทำงานต่อเนื่องมาจนกระทั่งเป็นนิทรรศการ 6 ตุลา ตามหาปีศาจ ที่จะจัดแสดงในวันที่ 1-13 พฤศจิกายน 2565 ที่ คินใจ คอนเท็มโพรารี แกลลอรี ถนนสิรินธร เชิงสะพานกรุงธน กรุงเทพฯ

พร้อมกันนี้ยังจะมีกิจกรรมเสวนาช่างภาพ เสวนาทางวิชาการ และเปิดพื้นที่ในการอภิปรายด้านประวัติศาสตร์ 6 ตุลา และมุมมองการเมืองในภาพกว้าง

ตัวอย่างบุคคลในภาพที่ถูกตามหา ได้แก่ หนุ่มสาวนั่งฟังปราศรัยด้วยความอ่อนล้า โดยยังไม่รู้ชะตากรรมที่กำลังจะเกิดต่อไปข้างหน้า, เหยี่ยวข่าวสาว กับเหยื่อ 6 ตุลา และหน่วยกู้ภัย หน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, ชายผู้บาดเจ็บและลูกเสือสามัญ ในหอประชุมใหญ่ ธรรมศาสตร์ และ 7 หญิงสาวนั่งเรียงกัน ณ สถานที่ซึ่งคาดว่าเป็นสถานีตำรวจแห่งหนึ่ง

หนึ่งในภาพชุดที่โครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ 6 ตุลานำมาตามหาคนในรูป ขณะวิ่งออกจากอาคารคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ม.ธรรมศาสตร์

สู้ข้ามรุ่น ลุ้นเลือกตั้ง

กระแส ‘มาแล้วไป’ เรื่องใหญ่คือจิตวิญญาณ

ตัดภาพมา ณ ห้องประชุมคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ชั้น 4 อาคารคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ รั้วธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ศูนย์ศึกษาสังคมและวัฒนธรรมร่วมสมัย คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา จัดงาน ‘ให้มันเริ่มจากรุ่นเรา’ : การนำเสนอผลงานวิจัยว่าด้วยการมีส่วนร่วมและการเคลื่อนไหวทางการเมืองของเยาวชนในสังคมไทยร่วมสมัย โดยโครงการวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจากแผนงาน คนไทย 4.0 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เมื่อ 16 กันยายนที่ผ่านมา

นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ร่วมให้ความคิดเห็นและแลกเปลี่ยน ในหัวข้อ ‘ให้มันเริ่มจากรุ่นเรา’ อาทิ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ดาวดิน แกนนำกลุ่มทะลุฟ้า จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ หรืออั๋ว อดีตแกนนำเยาวชนปลดแอก และ พริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน แกนนำกลุ่มราษฎร ดำเนินรายการโดย
ดร.ชัยพงษ์ สำเนียง

ในตอนหนึ่ง พริษฐ์ หรือเพนกวินกล่าวว่า กระแสการเมือง ‘มาแล้วไป’ เมื่อเวลาพ้นผ่าน แต่สิ่งสำคัญกว่าคือการรักษาจิตวิญญาณการต่อสู้ ข้ามรุ่น ข้ามบุคคล เชื่อว่าผ่านไปอีก 5-10-20 ปี จนผ่านพ้นรุ่นของตนไป บันทึกของการเมืองภาคประชาชนจะกลายเป็นหลักฐานอ้างอิงที่สมบูรณ์

“กระแสความคิดที่ก้าวหน้า ต้องการวิพากษ์ ไม่ได้มีในปี’63 แต่มีมาเรื่อยๆ ก่อนจะถึงช็อตนี้ มีการส่งกระแสทางความคิด ทั้งมาก-น้อย ได้ทีละร้อย พัน หรือวงกว้าง ขึ้นอยู่กับโอกาสทางเทคโนโลยีและโอกาสทางการเมือง สังคม ที่พร้อมจะรับฟังเพียงใด” นายพริษฐ์กล่าว ก่อนลงลึกถึง 3-4 ปี ให้หลัง ที่เสียงเริ่มดังขึ้น

พริษฐ์ชี้ว่า ความย่ำแย่ทางสังคมเรา คงประจักษ์ได้ด้วยตนเอง แต่สิ่งหนึ่งที่จะพูดถึงคือ การใช้ความรุนแรงของภาครัฐ ทั้งในและนอกกฎหมาย เริ่มกันตั้งแต่ยุคคณะราษฎร ในฐานะผู้เฝ้ามองคนรุ่นก่อน ถือว่ารุ่นราษฎรรุ่นของตน เป็นเหมือนรุ่นขบวนการประชาธิปไตยใหม่ NDM ซึ่งแถลงเปิดตัวที่โต๊ะนี้ห้องนี้ เมื่อปี 2558

เครือข่ายนักศึกษาแถลงการจัดงานรำลึก 46 ปี 6 ตุลา

“… แต่ว่ากันตามตรง ปี 2561 ไม่รู้ว่ากระแสจะมาถึงจุดนี้ ตัวเร่ง นอกจากวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ผมว่าคือ จ่านิว (สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์) ช่วงที่โดนตีหัว 2 ป้าบ ป้าบแรกเจ็บ ป้าบสองปางตาย มันเหมือนหลายๆ คนมีเส้นบางอย่างขาดในหัว มันคือท่าทีอันไม่เป็นมิตร คือการส่งสารว่า อยากตาย…เหรอ ถึงจุดนี้เราสัมผัสได้ถึงความเขม็งเกลียวบางอย่างที่ก่อตัวขึ้นมา ไม่รู้ว่าภาครัฐคิดอย่างไร เล็งเห็นไหมว่าไปปลุกแรงแค้นให้กับขบวนการที่กำลังเหนื่อยล้าอยู่ กลายเป็นจุดหักเหให้ลุกขึ้นสู้อีกครั้ง” เพนกวินวิเคราะห์

จากนั้น เล่าต่อไปว่า พอเข้ามหาวิทยาลัย ภารกิจสำคัญในฐานะนักเคลื่อนไหวที่ซีเรียสมาตั้งแต่มัธยม ถือเป็นมิสชั่นออฟไลฟ์ ในช่วงชีวิต
คือการปลุกขบวนการนักศึกษาให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง หลังเงียบหายไป 40 กว่าปี หลัง 6 ตุลา

“เราพยายามใช้หลายกลวิธี ใช้สื่อ เผยแพร่ความคิด แลกเปลี่ยนประสบการณ์ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด ทำให้คนกล้าจะเอาด้วยที่สุด คือการเลือกตั้งปี 2562 การทำกิจกรรมตอนนั้นไม่ได้เท่เหมือนตอนนี้ ผมเอาป้าย วิพากษ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปตั้งไว้อย่างสงบ ที่ มธ.รังสิต ก็มีแต่คนหยามเหยียด ว่าทำลายความสงบของมหา’ลัย แต่หลังปี’62 มีคนมาเห็นด้วยกับเรา มีจำนวนหนึ่งที่ตาสว่าง แต่มาตรา 44 ฟังดูน่ากลัวมาก เมื่อก่อนโดนชวนทำกิจกรรม ไม่ไป บอกตามตรงตอนนั้นกลัว ม.44 ชวนให้เกิดบรรยากาศที่ว่า คนประเทศนี้ไม่เอาประชาธิปไตย บางทีสภาวะ ม.44 ปิดปากอยู่ แต่พอคนได้รับกลิ่นเสรีภาพนิดหน่อย ทำให้เกิดความต้องการมีส่วนร่วมทางการเมือง” พริษฐ์กล่าว ก่อนสรุปว่า ความรุนแรงของภาครัฐ มีผลสร้างอารมณ์ร่วมของขบวนการนักศึกษา และการเลือกตั้ง ซึ่งหมายถึงการเปิดช่องว่างทางการเมือง ส่งผลขบวนการนักศึกษาได้เบ่งบาน

เสวนาซูมอิน 6 ตุลา สนทนากับ 3 ช่างภาพในวันประวัติศาสตร์ หนึ่งในกิจกรรมน่าสนใจ ที่นั่งเต็มอย่างรวดเร็ว แต่ชมการถ่ายทอดสด
ผ่านเฟซบุ๊กได้ทางเพจ Doc Club & Pub 25 ก.ย.นี้ 14.00-17.00 น.

2475 ถึง 6 ตุลา สู่ ม็อบคนรุ่นใหม่ 2563

ด้าน จตุภัทร์ หรือไผ่ดาวดิน ปราศรัยในวงเสวนาว่า อยู่ในแวดวงนี้มา 10 กว่าปี เห็นบรรยากาศทางสังคม จากแต่ก่อนเป็น ‘คนส่วนน้อย’ ถูกลดทอนคุณค่า ทำเพลงก็ถูกหาว่าเป็น ‘เด็กแว้น’ แต่มองว่าทุกการต่อสู้ ทุกปรากฏการณ์ทางสังคม จะเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้นก่อน อย่างรัฐประหาร 2557 เกิดการต่อสู้ เกิดความหวังว่าจะทำอะไรสักอย่าง เกิดการชุมนุม ขบวนการต่อสู้ ซึ่งการรวมตัวทำได้ยากมาก มีคำสั่ง คสช. ห้ามรวมกันเกิน 5 คน มี ม.44 คำสั่งต่างๆ สิ่งที่เผด็จการไทยทำคือ จับขังคุก เขากลัวการแสดงความคิดเห็น เพราะไม่สามารถตอบคำถามได้ ดังนั้น การจับกุม สร้างบรรยากาศแห่งความกลัว คือสิ่งที่ คสช.ทำสำเร็จในยุคแรก กระทั่งมีการเลือกตั้งปี 2562 บรรยากาศเปลี่ยน

“ย้อนไปปี 2559 ทำประชามติ รัฐธรรมนูญ 60 มีความหวังว่าจะโหวตคว่ำได้ คนที่ต่อสู้ก็ผิดหวัง อยู่กับมัน แล้วสู้กับมันอีก ณ วันนี้ปัญหาการตีความที่เคยรณรงค์ยังอยู่วันนี้ จนมาถึงปี 2563 บรรยากาศที่คนไม่พอใจออกมามาก มีความไม่เป็นธรรมเกิด มีการต่อสู้ และมีความหวังของผู้คน พี่น้องเสื้อแดง
สู้กลับไป แล้วกลับมามีพลังยิ่งใหญ่ นี่คือบทเรียนว่า การต่อสู้ในประวัติศาสตร์ และความหวัง ส่งต่อกันมาเรื่อยๆ”

ปี’63 หลายๆ คนมีความหวังว่าจะจบ คนออกมาเยอะใช้วิธีการ กำลัง จับกุมคุมขัง พอสู้นาน ค่าใช้จ่ายในการออกจากบ้านมาต่อสู้ก็สูง คนที่มีความหวังว่าจะเปลี่ยน ก็เริ่มเข้าใจ เราไม่ผิดที่มีความหวัง ว่ามันจะจบ ประยุทธ์จะออกแต่ปัญหาคือรัฐนี้ไม่ฟังเสียงของพวกเรา และลดทอนขบวนการของเรามีการใช้ความรุนแรง จับกุม สลายการชุมนุม ทำให้พื้นที่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ถูกกดลงมาอีกครั้ง

อย่าลืมว่าการต่อสู้บนท้องถนน อย่างนักเรียน ไม่ได้ต่อสู้แค่นั้น แต้ต้องต่อสู้สถาบันครอบครัว ต่อสู้สถานศึกษา และต่อสู้ทางการเมืองสนามใหญ่อีก” ไผ่ ดาวดิน สะกิดให้คิด พร้อมเปิดมุมมองของบรรยากาศหลังปี 2563 ว่า คนตื่นตัวทางการเมืองมาก แต่ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงก็มาก และต้องแบกรับเยอะ เรียกได้ว่า ‘ตึงมาก’

“การต่อสู้ที่ผ่านมา มีคุณูปการหมด ตั้งแต่ 2475 ไล่ลงมาเรื่อยๆผมอ่านบทความหนึ่งที่บอกว่า คนยุคนี้เชื่อมโยงกับการต่อสู้ 2475 จริงอย่างที่ว่า การเชื่อมโยงประวัติศาสตร์การต่อสู้ของคนทุกรุ่น มาถึงยุคเราที่ได้ลองทำ และเคลื่อนไหว เชื่อว่าการเคลื่อนไหวจะไม่มีแค่นี้ มีขึ้น มีลง มีการสร้างการรับรู้ ตื่นตัวทางการเมือง

ตั้งแต่พี่น้องที่ต่อสู่ 6 ตุลา 19 ก็ยังเจอในการต่อสู้ในปี’63 การต่อสู้มันจะเป็นไปอย่างนี้”