องค์การสหประชาชาติคาดการณ์ว่าภายในสิ้นปี 2022 ทั่วโลกจะมีประชากร 8 พันล้านคนโดยประมาณ ซึ่งการเพิ่มจำนวนของประชากรนี้นำมาสู่ปัจจัยที่ต้องจับตามอง นั่นก็คือ ‘ความมั่นคงทางอาหาร’ ประเด็นนี้ได้รับความสนใจจากผู้นำทั่วโลกหลังได้รับผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มโลก เนื่องจากทั้งรัสเซียและยูเครนต่างเป็นผู้ส่งออกอาหารและวัตถุดิบอาหารลำดับต้นๆ ของโลก ประกอบกับการแพร่ระบาดของโควิด-19

ในปี 2564 ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกสินค้าอาหารในอันดับที่ 13 ของโลก มูลค่ากว่า 1.25 ล้านล้านบาท ขณะที่ตัวเลขการส่งออกอาหารในไตรมาสแรกของปี 2565 มีมูลค่า 286,022 ล้านบาท โตขึ้น 28.8% ซึ่งในปัจจุบันทั้งภาครัฐและเอกชนมุ่งส่งเสริมยุทธศาสตร์การวิจัยและพัฒนา (R&D) โดยมุ่งเน้นส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการใน ธุรกิจอาหารนำเอาเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาใช้ในการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับในระดับสากลผ่านโครงการต่างๆ อาทิ การเชื่อมโยงงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ การส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต และยังมีความพยายามจากหลายหน่วยงาน ผลักดันให้กรุงเทพฯเป็น ‘ฟู้ดเทคซิลิคอนวัลเลย์’ (Food Tech Silicon Valley) หรือ ‘ศูนย์กลางด้านนวัตกรรมอาหารของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และระดับโลก’
‘อินโดนีเซีย สไปซ์ อัพ เดอะ เวิลด์’
ปักธง‘คลังอาหารโลก’ในปี 2588
เศรษฐกิจอินโดนีเซียเป็นหนึ่งในประเทศกำลังพัฒนาที่สำคัญในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยเศรษฐกิจมีขนาดใหญ่ถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 6 ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และใหญ่เป็นอันดับ 1 ในกลุ่มอาเซียน ขณะที่เศรษฐกิจขยายตัวค่อนข้างดีต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงฟื้นตัวได้ดีจากวิกฤต
โรคระบาดโควิด-19 ประเทศอินโดนีเซียมีจำนวนประชากรสูงถึง 277 ล้านคน จัดเป็นอันดับ 4 ของโลก รองจากจีน อินเดียและสหรัฐอเมริกา อินโดนีเซียเป็นตลาดเกิดใหม่และมีแนวโน้มที่น่าสนใจเพราะขนาดตลาดที่ใหญ่ ประชากรอายุเฉลี่ยต่ำ รายได้เติบโตดี เป็นประเทศมีพื้นฐานทรัพยากรที่มีจำนวนมาก และโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งจากการพึ่งพาการบริโภคและการใช้จ่ายในประเทศเป็นสำคัญ ซึ่งแตกต่างจากไทยและเวียดนามที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก นอกจากนี้ อินโดนีเซียยังตั้งเป้าเป็นคลังอาหารระดับโลกภายในปี 2588 หรือในอีก 23 ปีข้างหน้า และมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองด้านอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ
ล่าสุด อินโดนีเซียเปิดโครงการ ‘อินโดนีเซีย สไปซ์ อัพ เดอะ เวิลด์’ (Indonesia Spice Up the World) ส่งเสริมการตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ปรุงรสอาหารและเครื่องเทศ โดยตั้งเป้าเปิดร้านอาหารอินโดนีเซีย 4,000 แห่งในต่างประเทศ และส่งออกผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเครื่องเทศให้ได้ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2024

ไทย-อินโดฯ ความร่วมมือระดับชาติ
ดันอุตสาหกรรมอาหารผงาดโลก
อดิฮ์ เอส. ลุคมาน ประธานสมาคมอาหารและเครื่องดื่ม ประเทศอินโดนีเซีย เล่าให้สื่อมวลชนฟังว่า ในอินโดนีเซียเรามีทั้งอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มและอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่น้ำมันปาล์ม โดยอาหารและเครื่องดื่มมีสัดส่วนในมูลค่าทางเศรษฐกิจถึง 38% หรือมากกว่า 1 ใน 3 ของอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่น้ำมันปาล์ม
ในช่วงที่มีการระบาดใหญ่ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มมีการเติบโตในเชิงบวกอย่างต่อเนื่องโดย ในปี 2020 การเติบโตอยู่ที่ 0.5% ในปี 2021 การเติบโตอยู่ที่ 2.5% และปี 2022 มีการเติบโตถึง 3.6% ในครึ่งปีแรก นี่ไม่ใช่แนวโน้มตามปกติ เพราะการเติบโตของเราเคยอยู่ที่ประมาณ 7-10% ในช่วงก่อนเกิดโรคระบาด
การบริโภคภายในประเทศเป็นตลาดขนาดใหญ่ เนื่องจากค่าใช้จ่ายต่อหัวของประชากรสำหรับค่าอาหารอยู่ที่ราว 49% ของรายได้ โดยอุตสาหกรรมอาหารของเรามีส่วนร่วมอยู่ 1 ใน 3 ของมูลค่าดังกล่าว ผมคิดว่าเราสามารถส่งเสริมให้อุตสาหกรรมอาหารส่งออกได้มากขึ้น เนื่องจากการส่งออกของเรามีส่วนสำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจการส่งออกอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงน้ำมันปาล์มของเราในปีที่แล้วมีมูลค่าประมาณ 40 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
“ประเทศไทยกำลังส่งเสริมการเป็นครัวของโลก หรือ Kitchen of the World รัฐบาลของเราเองก็ได้ริเริ่มโครงการพิเศษในปี 2022 นี้ภายใต้ชื่อ ‘อินโดนีเซีย สไปซ์ อัพ เดอะ เวิลด์’ (Indonesia
Spices Up the World) ซึ่งประธานาธิบดีของเราได้เปิดตัวแนวคิดดังกล่าวเมื่อปีที่ผ่านมา จากการส่งออกเครื่องเทศของอินโดนีเซียในปี 2020 ที่มีมูลค่าถึง 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ภายใต้โครงการนี้ ประธานาธิบดีของเราตั้งเป้าหมายไว้ว่าในปี 2024 จะเพิ่มการส่งออกเครื่องเทศให้เป็น 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2020 มีร้านอาหารอินโดนีเซียราว 1,020 แห่งทั่วโลก
ในปี 2024 เราตั้งเป้าหมายไว้ที่ 4,000 แห่งทั่วโลก แต่ก็ยังถือว่ามีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับจำนวนร้านอาหารไทย เนื่องจากทั่วโลกมีร้านอาหารไทยมากกว่า 60,000 แห่ง รวมทั้งที่อยู่ในอินโดนีเซียด้วย
นี่จะเป็นโครงการความร่วมมือระดับประเทศ ซึ่งกระทรวงและหน่วยงานระดับชาติทั้งหมดจะมาร่วมให้การสนับสนุนโครงการนี้ เพื่อโปรโมตออกไปทั่วโลกผ่านกิจกรรมต่างๆ มากมาย” อดิฮ์กล่าว

กาปฏิทิน 5-7 ตุลาฯ FI Asia 2022
โชว์หลากนวัตกรรมใหม่
“ฟู้ด อินกรีเดียนท์ เอเชีย 2022” จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 25 ณ จาการ์ตา อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็กซ์โป กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย โดยตลอดงานทั้ง 3 วันมีผู้เข้าชมงานจากหลากหลายประเทศทั่วโลกกว่า 12,000 คน ซึ่งสะท้อนการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มในอาเซียนที่เติบโตต่อเนื่องทุกปี โดยอินโดนีเซียและไทยเติบโตสูงสุดในภูมิภาค
ภายในงาน Fi Asia 2022 มีเทคโนโลยีส่วนผสมอาหารที่เปิดตัวครั้งแรกภายในงานจำนวนมาก รวมถึงนวัตกรรมส่วนผสมอาหารใหม่ๆ ที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด อาทิ ส่วนผสมอาหารสำหรับแต่งสี กลิ่นและรส ที่สกัดจากธรรมชาติ (Flavor and Fragrance), ผลิตภัณฑ์นมทางเลือก (Alternative Milk), ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีหน้าที่เฉพาะเจาะจงในการส่งเสริมสุขภาพ เช่น จุลินทรีย์พรีและโพรไบโอติกส์, ไฟเบอร์ และส่วนผสมอาหารที่ช่วยลดผลกระทบจากความเครียด นอกจากนี้ ยังมีส่วนผสมอาหารที่ช่วยพัฒนาเนื้อสัมผัส ความคงตัว รวมถึงลดต้นทุนในการผลิตและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
รุ้งเพชร ชิตานุวัตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการภูมิภาคอาเซียน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ปีนี้อินโดนีเซียเปิดโครงการ ‘อินโดนีเซีย สไปซ์ อัพ เดอะ เวิลด์’ (Indonesia Spice Up the World) คือการโปรโมตเกี่ยวกับเครื่องเทศ โดยในงานก็จะมีนิทรรศการที่เน้นด้านสุขภาพ เช่น Healthy Snack โดยปัญหาที่เกิดที่นี่คงจะคล้ายๆ กับอาเซียนประเทศอื่นๆ ต้องซื้อวัตถุดิบจากประเทศอื่นเพราะเทคโนโลยีในการผลิตยังมาไม่ถึง
รุ้งเพชรยังอธิบายให้ฟังถึงศัพท์ที่ถูกใช้ในแวดวงอุตสาหกรรมอาหาร โดยอธิบายถึงนิยามของคำว่า ‘Nutraceutical’ (นิวทรา
ซูติคอล) หรือโภชนเภสัช เป็นคำที่ผสมกันระหว่างคำว่า Nutrients ที่หมายถึงสารอาหาร และ Pharmaceutics ที่หมายถึงยา โดยจะนำโภชนาการของอาหาร หรือสารอาหารไปทำให้อยู่ในรูปแบบเม็ด แคปซูล หรือน้ำ
ต่อกับอีกคำที่เหมือนจะคล้ายแต่มีความแตกต่างกัน คือคำว่า ‘เสริมอาหาร’ และ ‘อาหารเสริม’ รุ้งเพชรยกตัวอย่างว่า อาหารเสริม เช่น ผู้สูงอายุที่ไม่สามารถทานอาหารปกติแบบเราได้จึงต้องกินอาหารรูปแบบน้ำ หรือเด็กเล็กที่ต้องกินซีรีแล็ค แบบนี้ก็เรียกว่าอาหารเสริม แต่ถ้าเป็นรูปแบบของวิตามินจะเรียกว่า เสริมอาหาร หรือนิวทราซูติคอล คือไม่กินก็ไม่เป็นอะไร แต่อาหารเสริมคือตัวแทนของอาหาร
“งาน Food Ingredient Asia 2022 ผู้ประกอบการในประเทศอินโดนีเซียมากันเยอะมาก ในวันที่ 5-7 ตุลาคม 2565 งานจะไปจัดที่ประเทศไทย ก็อยากจะเชิญชวน SME และสตาร์ตอัพให้มาร่วมงานนี้ เพื่อจะได้เห็นไอเดียว่าอาหารที่ทำอยู่จะนำวัตถุดิบอะไรไปใส่ให้เกิดความหลากหลายและสร้างคุณภาพได้ดี” รุ้งเพชรกล่าว
เยี่ยมบูธผู้ผลิตไทยใน Fi Asia 2022
ส่องทิศทาง ดูแนวโน้มก่อนตีตลาดอินโดฯ
บรรยากาศภายในงาน Food Ingredient Asia 2022 ที่อินโดนีเซีย เต็มไปด้วยบูธจากบริษัทผู้ผลิตผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ผลิตผงปรุงรสและอาหารอบแห้ง ผลิตและแปรรูปพืชผักผลไม้จากหลากหลายประเทศทั่วโลก โดยผู้ที่ให้ความสนใจร่วมงานส่วนใหญ่จะเป็น
ผู้ประกอบการ นักธุรกิจ ที่มาเพื่อตามหาวัตถุดิบที่จะกลับไปทำให้อาหารในธุรกิจของตัวเองมีความแปลกใหม่ขึ้น

พามาชมบูธผู้ผลิตจากประเทศไทยเจ้าแรกอย่าง บริษัท แฟนซีเวิล์ด จำกัด โดย สิทธิรัตน์ เลขาภิสิทธิ์
เจ้าหน้าที่ฝ่ายขายต่างประเทศ นำเสนอว่า บริษัทเน้นเรื่องของการผลิตผลไม้อบแห้ง ผงส่วนผสม ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องดื่มเกลือแร่ สิทธิรัตน์อธิบายว่า การทำฟรีซดราย หรือการอบแห้งนั้น เป็นกระบวนการถนอมอาหารที่ทำให้อาหารอยู่ได้นานขึ้น ที่สำคัญคือผลิตภัณฑ์ของเราไม่มีสารปรุงแต่ง และผลไม้ทั้งหมดมาจากสวนของเราเองที่จังหวัดนครนายก มีเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ จึงไม่ต้องกังวลเรื่องยาฆ่าแมลง หรือการฉีดสารเติมแต่งเข้าไปในผลิตภัณฑ์ผลไม้
ไม่ได้มีเพียงแค่ผลิตภัณฑ์ที่นำเสนอไป ที่บูธของแฟนซีเวิลด์ยังมีเครื่องจำหน่ายกาแฟอัตโนมัติแบบหยอดเหรียญ สิทธิรัตน์เล่าว่า จริงๆ เราได้มีการตั้งบริษัท ควอลิแทต จำกัด ที่ประเทศอินโดนีเซียเมื่อหลายปีก่อนแต่ติดสถานการณ์โควิด-19 จึงทำให้มีปัญหานิดหน่อย แต่ตอนนี้เริ่มกลับมาทำใหม่อีกครั้งแล้ว
ภายในงานไม่ได้มีเพียงวัตถุดิบอาหารเพียงเท่านั้น ยังมีผลิตภัณฑ์อาหารที่เป็นมิตรกับธรรมชาติจากบริษัทประเทศไทยอย่าง บริษัท
อี.จี.จี. คอร์เปอเรชั่น จำกัด ที่เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมภายใต้ชื่อว่า EGG Biopak

ธัญกัญจน์ จันทรเสโน ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท เล่าให้ฟังว่า บรรจุภัณฑ์ทั้งหมดผลิตจาก PLA หรือ Polylactic-acid เป็นพลาสติกได้มาจากส่วนผสมจากพืชธรรมชาติ เช่น ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง รวมไปถึงชานอ้อย วันนี้เป็นครั้งแรกที่ได้มาออกบูธที่งานได้รับการตอบรับและได้รับความสนใจจากผู้ที่มาเดินชมงานค่อนข้างมาก การมาออกบูธในครั้งนี้เพื่อต้องการที่จะลองตลาดดูก่อนว่าสินค้าได้รับความสนใจมากน้อยแค่ไหน และแนวโน้มในการใช้สินค้าบรรจุภัณฑ์จากธรรมชาติในประเทศอินโดนีเซียเป็นอย่างไร จากการพูดคุยกับผู้ที่เข้ามาเดินชมภายในงานพบว่าอาจจะต้องดูแนวโน้มไปอีกสักพักว่าอนาคตจะมียอดขายเพิ่มขึ้นหรือไม่ในตลาดอินโดนีเซีย
อย่างไรก็ตาม ผลสำเร็จจากการที่นักธุรกิจที่เข้าชมงานและร่วมเจรจาธุรกิจภายในงานนั้นเป็นผลจากความตื่นตัวของผู้ประกอบการที่กำลังมองหาโอกาส และส่วนผสมอาหารใหม่เพื่อสร้างจุดเด่นให้ผลิตภัณฑ์ได้รับความสนใจจากผู้บริโภค
พรสุดา คำมุงคุณ

