การบรรเลงหรือการตีความทางดนตรีคลาสสิกที่มีมาอย่างยาวนานต่อเนื่องนับร้อยปีนั้น ดูว่าจะมีหลักการทางความคิดใหญ่ๆ อยู่สองประการที่ตั้งอยู่ตรงกันข้ามกันคนละฝ่าย ซึ่งสุดแล้วแต่ว่าศิลปินดนตรีชอบ, ถนัดแนวทางไหน หรือเลือกแนวทางไหนในการตีความดนตรีนั้นๆ สองแนวทางที่ว่านี้ก็คือ แนวทางแบบวัตถุวิสัย (Objective) ที่บรรเลงโดยยึดตัวโน้ตที่บันทึก-ตีพิมพ์มาอย่างเคร่งครัดตามที่นักแต่งเพลงได้เขียนไว้ หรืออีกแนวทางหนึ่งที่ตรงกันข้ามกันก็คือ แนวทางแบบอัตวิสัย (Subjective) ที่ใช้จินตนาการส่วนตัวช่วยในการสร้างสรรค์การบรรเลง-ตีความทางดนตรีโดยไม่ยึดติดกับตัวโน้ตที่เขียนมาอย่างเคร่งครัดนัก แนวคิดสองประการที่ว่านี้ดูจะขัดแย้ง, คู่ขนานกันมาโดยตลอดสร้างสีสัน, รสชาติทางดนตรีได้อย่างน่าสนใจ (หรืออาจจะมีแนวทางที่สาม ที่ศิลปินพยายามจะผสมผสานแนวคิดทั้งสองเข้าด้วยกันอย่างพอเหมาะพอประมาณ ไม่เน้นหนักไปทางแบบใดแบบหนึ่งเพียงอย่างเดียว) และการได้เห็นศิลปินดนตรีสร้างความแตกต่างในการบรรเลงบทเพลงเดียวกันไปในรูปแบบต่างๆ นานา จึงดูจะเป็นกำไรทางประสบการณ์ดนตรีที่ดียิ่งสำหรับผู้ฟังดนตรี
เมื่อราวเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานี้ มีการนำอัลบั้มใหม่ล่าสุดเป็นการบรรเลงบทเพลงซิมโฟนีทั้ง 4 หมายเลขครบชุดของโยฮันเนส บรามส์ (Johannes Brahms) โดยวงแดนิชเชมเบอร์ ออเคสตรา (Danish Chamber Orchestra) กับค่ายแผ่นซีดี นักซอส (Naxos) อำนวยเพลงโดย “อดัม ฟิชเชอร์” (Adam Fischer) วาทยกรชาวฮังการีผู้ประสบความสำเร็จในแนวทางการอำนวยเพลงแบบอัตวิสัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการออกอัลบั้มการบรรเลงซิมโฟนีครบชุด 9 บท ของเบโธเฟน (Beethoven) กับวงดนตรีและค่ายแผ่นซีดีเดียวกันเมื่อปี พ.ศ.2562 นั่นเป็นการบรรเลงซิมโฟนีของเบโธเฟนที่สร้างความแตกต่าง, แหวกแนวการตีความซิมโฟนีเบโธเฟนได้อย่างน่าทึ่ง ด้วยขนาดของวงออเคสตราที่เล็ก, เพรียวกระชับ ดูคล่องตัวและโฉบเฉี่ยว เป็นการบรรเลงที่เต็มไปด้วยพลังและความสดใสมีชีวิตชีวาเป็นอย่างยิ่ง อดัม ฟิชเชอร์ สร้างการตีความซิมโฟนีของเบโธเฟนได้ราวกับการด้นสด (Improvisation) สร้างความน่าประหลาดใจคาดไม่ถึงในความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ ได้มากมาย มาในครั้งนี้เขากลับมาด้วยฐานความคิดเดิมคือ การอาศัยปฏิภาณ, ความคิดสร้างสรรค์ส่วนตัวเป็นหลักในการสร้างความแตกต่างในการตีความซิมโฟนีของบรามส์ แต่…คราวนี้ผลลัพธ์กลับดูจะไม่น่าประทับใจแบบในครั้งที่เขาทำกับเบโธเฟน สิ่งที่ได้คือความแตกต่าง แต่กลับเป็นความแตกต่างที่ไม่ได้มีสาระอะไรที่ควรค่าแก่การจดจำ นับเป็นเรื่องแบบอัตวิสัยที่ยากแก่การอธิบายอยู่พอสมควร
อดัม ฟิชเชอร์ ให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดในการทำงานครั้งนี้ซึ่งเอื้ออำนวยประโยชน์เป็นอย่างยิ่งในการทำความเข้าใจ และเสริมความรู้ให้กับบรรดาผู้รักดนตรีอย่างเราๆ เขากล่าวว่า “ผมต้องทำงานและคิดให้เหมือนกับเป็นผู้กำกับละครเวที (Stage Director) ต้องชุบชีวิตใหม่ให้เกิดขึ้น (recreate life) มิใช่เพียงแค่ตีความทางดนตรี ผมมีประสบการณ์กับซิมโฟนีของบรามส์เป็นอย่างมากในลักษณะที่มันเป็นดนตรีเล่าเรื่อง, น่าตื่นเต้นราวกับละคร, เทพนิยายและมีเรื่องราวเบื้องหลัง” เขากล่าวถึงความพยายามสร้างความแตกต่างในการตีความซิมโฟนีของบรามส์ที่เคยมีมาก่อนมากมาย มากจนกระทั่งการที่จะดึงความพิเศษแตกต่างหรือปลุกเร้าบางสิ่งที่แตกต่างออกมาให้ได้นั้นเป็นการท้าทายอันยิ่งใหญ่ สิ่งที่ อดัม ฟิชเชอร์ ใช้ในการสร้างความแตกต่างที่ว่านี้อย่างมีนัยสำคัญก็คือการบรรเลงมันด้วยวงออเคสตราขนาดย่อม เขากล่าวถึงประเด็นนี้ว่า “สิ่งที่ผมต้องการมากกว่าอื่นใดก็คือการพยายามล้วงลึก, ดึงเอาลักษณะแห่งดนตรีเชมเบอร์มิวสิกที่แฝงอยู่ในงานซิมโฟนีของบรามส์ออกมาให้ได้”

โดยประสบการณ์ส่วนใหญ่ในอดีตที่ผ่านมา พวกเราผู้ฟังดนตรีมักจะคุ้นชินกับการบรรเลงซิมโฟนีของบรามส์ด้วยวงออเคสตราขนาดเกือบร้อยชิ้นอยู่แล้ว ซึ่งมันแตกต่างจากวงขนาดย่อมที่อดัม ฟิชเชอร์ เลือกใช้ในครั้งนี้ ในประเด็นนี้เอง เขาได้อธิบายเปรียบเทียบได้อย่างน่าสนใจว่า “การที่คุณต้องขับรถที่ใหญ่และหนัก มันย่อมแตกต่างจากรถที่เบา, ชาญฉลาดฉับไว, เจ้าความคิด วงเชมเบอร์ออเคสตราสามารถเอื้ออำนวยความเป็นไปได้อันพิเศษๆ มากมาย ผมจึงไม่เห็นเหตุผลใดๆ เลยที่จะต้องไปลอกแบบลักษณะท่าทีของวงออเคสตราใหญ่ๆ มาใช้ และ…ในความเป็นจริงแล้วตัวของบรามส์เองก็แทบจะไม่ได้ใช้นักดนตรีมากไปกว่าวงที่เรามีเลย (เชมเบอร์ออเคสตรา) ลักษณะและทิศทางที่ว่านี้ได้เปิดกว้างถึงความเป็นไปได้ใหม่ๆ มากมาย, มันจะต้องเป็นซิมโฟนีของบรามส์ที่แตกต่างออกไปอย่างแท้จริง, มันคือบรามส์ที่แตกต่าง…” สำหรับในประเด็นนี้จากประสบการณ์ที่ผู้เขียนเคยอ่านเอกสารเท่าที่ผ่านมาต้องยอมรับว่ามันคือความจริงที่ว่า ในสมัยของบรามส์เองนั้น เขามิได้ใช้วงออเคสตราที่ยิ่งใหญ่จนมีจำนวนผู้บรรเลงมากมายแทบจะล้นเวทีแต่อย่างใด แต่ผู้เขียนคิดว่าประเด็นสำคัญและความหมายแห่งสาระทางเสียงดนตรีคงต้องมีอะไรมากไปกว่าเพียงแค่การนำเสนอการบรรเลงตามลักษณะดั้งเดิม หรือเพียงแค่ความพยายามในการแหวกขนบ ความหมายทางศิลปะดนตรีจะต้องไปให้ได้ไกลกว่านั้น
จากแนวคิดของอดัม ฟิชเชอร์ ที่แสดงไว้ในบทสัมภาษณ์ของเขาทำให้เราได้รับสารประโยชน์ในทางความคิดเชิงสุนทรีย์ แต่ผลลัพธ์ทางเสียงที่ อดัม ฟิชเชอร์ สร้างสรรค์ออกมาให้ประจักษ์นั้นกลับมีประเด็นที่น่าถกเถียงและไม่เห็นด้วยอยู่หลายประการ ซึ่งผู้เขียนขอใช้ความพยายามในการเรียบเรียงนำเสนอให้เห็นถึงว่า ความแตกต่างที่ อดัม ฟิชเชอร์ พยายามนำเสนอในครั้งนี้มันกลายเป็นที่ประจักษ์สมดังวัตถุประสงค์ที่เขากล่าวไว้ แต่ผู้เขียนกลับไม่รู้สึกได้ถึงสาระ, ความหมาย หรือสารัตถประโยชน์แห่งความแตกต่างที่เขาสร้างไว้ในครั้งนี้ แน่นอนที่สุดเขาพยายามทำซิมโฟนีของบรามส์ให้ผอมเพรียวบอบบางและคล่องตัว ซึ่งผู้เขียนคิดว่ามันแตกต่างจาก “ธรรมชาติแห่งดนตรีของบรามส์” ซึ่งไม่ว่าจะเป็นผลงานสำหรับวงออเคสตราเต็มอัตราหรือแม้แต่วงขนาดย่อมแบบเชมเบอร์มิวสิก 3-5 ชิ้น หรือแม้กระทั่งบทเพลงเดี่ยวเปียโนแบบโซนาตา (Sonata) นั้นมันจะแฝงด้วยลักษณะดนตรีที่แน่นด้วยมวลเนื้อเสียงภายใน มีน้ำหนัก และเคลื่อนไหวช้า ซึ่งถ้าหากจะเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างแบบสุดขั้วก็คงจะต้องเปรียบเทียบกับธรรมชาติแห่งลักษณะดนตรีของโมซาร์ท (W.A. Mozart) ที่น้ำหนักเบา, เพรียวลม, ปราดเปรียวเคลื่อนไหวรวดเร็ว และเยาว์วัยโดยธรรมชาติในตัว ไม่ว่าจะเป็นซิมโฟนีสำหรับวงใหญ่, เชมเบอร์มิวสิกสำหรับวงเล็ก หรือเพลงบรรเลงเดี่ยวเปียโนแบบโซนาตา ผู้เขียนจึงคิดว่า การพยายามสร้างความแตกต่างในการตีความมากจนกระทั่งไปไกลจนเกินเลย “แก่นแห่งธรรมชาติทางดนตรี” นั้นยากที่จะสร้างความใหม่ทางดนตรีใดๆ กล่าวให้เห็นชัดก็คือการพยายามทำให้ดนตรีโมซาร์ทหนักแน่นด้วยมวลเสียง, เคลื่อนไหวช้า และฟังดูสูงวัยย่อมขัดกับธรรมชาติแห่งดนตรีโมซาร์ท และในทางเดียวกัน ความพยายามที่จะทำให้ดนตรีของบรามส์ผอมเพรียว, เยาว์วัย บอบบางเคลื่อนไหวปรู๊ดปร๊าดย่อมขัดกับธรรมชาติในดนตรีของบรามส์อย่างแน่นอน และยากที่จะเกิดสารัตถประโยชน์ใหม่ๆ ทางดนตรี
ผู้เขียนอยากเปรียบเทียบให้เห็นบุคลิกภาพแห่งซิมโฟนีของบรามส์โดยธรรมชาติว่า มันช่างละม้ายคล้ายคลึงกับบุคลิกภาพของตัวบรามส์เองในวัยที่เขาเขียนบทเพลงซิมโฟนีเหล่านี้ เรารู้กันดีว่าเขาเขียนซิมโฟนีบทแรกในชีวิตสำเร็จก็ต่อเมื่อวัยล่วงเลยเข้ามาถึง 43 ปีแล้ว ซึ่งจัดว่าเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างล่าช้าในการเริ่มต้นเขียนเพลงซิมโฟนี ณ ตอนนั้น บรามส์เริ่มหมดเสน่ห์ทางกายภาพ รูปลักษณ์ของไอ้หนุ่มผมยาว, นัยน์ตาอ่อนหวานชวนฝัน รูปร่างผอมเพรียวกลับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เขาอ้วนฉุ, ลงพุง ไว้หนวดเครายาว เรียกว่าจับมาแต่งตัวเป็นซานตาคลอสได้โดยไม่ต้องยัดหมอน, ติดหนวดเคราเพิ่มเติมเลย และซิมโฟนีของเขาก็เป็นเช่นตัวเขาในช่วงบั้นปลายชีวิตเป็นดนตรีที่มีเสน่ห์ตรง ความอ้วน, ความอบอุ่น, สุขุม, ครุ่นคิด เคลื่อนไหวช้า พวกเราที่รักศิลปะคงจะทราบดีว่าคำว่า “เสน่ห์” หรือความงามนั้นมีหลากหลายรูปแบบ เสน่ห์ของเด็ก, เสน่ห์ของผู้ใหญ่ หรือเสน่ห์ของผู้สูงวัย ย่อมแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ความพยายามที่จะทำผู้สูงวัยให้มีเสน่ห์แบบเด็กหรือวัยรุ่นย่อมยากที่จะประสบความสำเร็จเพราะมันผิดความหมาย, ผิดธรรมชาติ
การเปรียบเทียบซิมโฟนีของบรามส์ อีกประการหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่าน่าจะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นนั่นก็คือ ภาพที่บรามส์สวมชุดครุย, สวมหมวกเป็นบัณฑิตกิตติมศักดิ์ด้วยวัยวุฒิแห่งความเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ซึ่งผู้เขียนคิดว่านั่นแหละคือภาพสะท้อนแห่งดนตรีซิมโฟนีของเขาที่ชัดเจน (และอาจรวมไปถึงดนตรีอื่นๆ ของเขาด้วยซ้ำไป) ความพยายามจะทำให้บัณฑิตกิตติมศักดิ์สวมชุดครุย, สวมหมวกเคลื่อนไหวรวดเร็ว, แสดงกิริยาตลกคึกคะนองหรือพูดจาด้วยวาจาไม่สำรวม ย่อมดูจะขัดต่อสายตาผู้พบเห็น นั่นแหละเป็นภาพเปรียบเทียบที่ผู้เขียนอยากจะหยิบยกขึ้นมาเปรียบเทียบกับความพยายามที่ อดัม ฟิชเชอร์ ได้พยายามจะทำให้ซิมโฟนีของบรามส์ “แตกต่าง” ไปจากการตีความอื่นๆ ที่เคยมีมา
การใช้วงขนาดย่อม กลุ่มเครื่องสาย (String Instrument) ที่มีปริมาณน้อยทำให้ซิมโฟนีของบรามส์ดูผอมแห้ง, โรยรา ไปอย่างผิดหูผิดตา การเปล่งเสียง (Articulation) ที่เน้นย้ำในพยางค์หนักๆ เสียงสั้นๆ (จนใกล้คำว่า “กุด” หรือ “ด้วน”) เพื่อให้ดนตรีฟังดูบางเบาลงไป การเลือกใช้ความเร็วของจังหวะ (Tempo) ที่เร็วมากกว่าปกติที่เราเคยฟังๆ กันมาในการตีความซิมโฟนีของบรามส์ เร็วจนผู้เขียนคิดว่ามันเกินควรไปในบางจุด อาทิ ช่วงท่อนนำ (Introduction) ในท่อนแรกของซิมโฟนีหมายเลข 1 โดยกลุ่มเครื่องสายและมีเสียงกลองทิมปะนี (Timpani) ตีคงที่เป็นชีพจรนั้น อดัม ฟิชเชอร์ ใช้จังหวะที่เร็ว (เพื่อแสดงความคล่องแคล่วปราดเปรียว) จนสูญเสียเสน่ห์อันสำคัญแห่งดนตรีในช่วงนี้นั่นก็คือบุคลิกแห่งความสุขุม, ลึกซึ้งและครุ่นคิด การเร่งจังหวะให้เร็ว บรรเลงด้วยวงเล็ก เพื่อลดความเฉื่อยในดนตรีช่วงนี้จึงดูจะผิดลักษณะไป หรือในท่อนแรกของซิมโฟนีหมายเลข 4 โน้ตโมทิฟ (Motif) สองพยางค์ ที่ขึ้นมาอย่างอ่อนล้า, สิ้นหวังในบันไดเสียง อีไมเนอร์นั้น อดัม ฟิชเชอร์ พยายามปรับให้จังหวะเร็วขึ้นมีชีวิตชีวาขึ้น แต่ก็นั่นแหละผู้เขียนคิดว่าเสน่ห์ของการขึ้นต้นบทเพลงนี้ก็คือความเหนื่อยล้า, ความสิ้นหวังในบันไดเสียงอีไมเนอร์ การพยายาม “Recreate Life” ชุบชีวิตใหม่ลบล้างความเหนื่อยล้านั้น มันแทบจะเป็นการลบล้างเสน่ห์ของดั้งเดิมของซิมโฟนีบทนี้ลงไป
ในรายละเอียดหลายจุดแห่งช่วงการเปลี่ยนผ่านภาคส่วนต่างๆ ในดนตรี ที่ต้องการ “การถอนจังหวะ” ให้ช้าลง (เสมือนการแตะเบรกเพื่อเปลี่ยนเส้นทาง) อดัม ฟิชเชอร์ ถอนจังหวะน้อยมากๆ แน่นอนนี่ก็คือการแสดงความโฉบเฉี่ยว, คล่องตัว แต่ก็นั่นแหละใครที่เป็นแฟนดนตรีซิมโฟนีของบรามส์จะรู้ดีว่าการค่อยๆ ถอนจังหวะเพื่อเปลี่ยนภาคส่วน, ท่วงทำนองและแนวคิดต่างๆ ทางดนตรีของบรามส์นั้น คือเสน่ห์อันสำคัญ มันคือความนุ่มนวล, ละเมียดละไม และความลุ่มลึกครุ่นคิดทางปัญญา ซึ่งผู้เขียนคิดว่าการพยายามสร้างความแตกต่างทางดนตรีซิมโฟนีของบรามส์ด้วยความปราดเปรียว, คล่องตัว ด้วยบุคลิกภาพดนตรีอันผอมเพรียว เช่นนี้กลับกลายเป็นการลดเสน่ห์ดั้งเดิมของบรามส์ไปอย่างน่าเสียดาย
ประเด็นที่น่าคิดเพิ่มเติมก็คือ ในยุคสมัยของบรามส์เองนั้นเขาก็ใช้วงที่มีขนาดค่อนข้างเล็กแบบนี้แหละ ส่วนการเลือกใช้ความเร็วของจังหวะ หรือวิธีการบรรเลงอื่นๆ นั้นอาจจะคล้ายๆ กับที่ อดัม ฟิชเชอร์ บรรเลงไว้นี้ก็อาจเป็นไปได้ เราจึงไม่ควรปิดกั้นแนวคิดทางดนตรีนี้ จึงอาจมีความเป็นไปได้ว่า ถ้าบรามส์ยังมีชีวิตอยู่เขา “อาจจะ” (เน้นว่า “อาจจะ”) ชอบการบรรเลงในรูปแบบที่ อดัม ฟิชเชอร์ ตีความไว้นี้ก็เป็นได้ แต่ก็นั่นแหละผู้เขียนยังยึดถือคติที่ว่า เมื่อศิลปินได้ตกลงใจที่จะปลดปล่อยนำเสนอผลงานนั้นต่อมหาชนแล้ว ศิลปะนั้นก็จะกลายเป็นสมบัติของมหาชน มิได้เป็นของศิลปินผู้สร้างสรรค์อีกต่อไป เมื่อเป็นดั่งนี้เราจึงไม่จำเป็นที่จะต้องมีความเห็นคล้อยตามไปในแบบเดียวกับตัวศิลปินผู้สร้างผลงานแต่อย่างใด กล่าวไปให้ไกลอีกนิดก็ได้ว่า มันจึงเป็นเสมือนดั่งที่ท่านนักปราชญ์ คาลิล ยิบราน ได้กล่าวไว้แหละว่า “บุตรของท่านมิใช่บุตรของท่าน!”

