ปัจจุบันประเทศไทยพึ่งพิงพลังงานประเภทต่างๆ จากต่างประเทศโดยเฉพาะปิโตรเลียมวันละประมาณ 7 แสนบาร์เรล หรือ 63% ของการจัดหาทรัพยากรปิโตรเลียมของประเทศ เนื่องจากทั้งประเทศมีแหล่งพลังงานธรรมชาติไม่เพียงพอต่อการผลิตต่อเนื่องไปถึงความต้องการใช้ของภาคเอกชนและประชาชนในปัจจุบัน
ดังนั้น เมื่อเกิดวิกฤตทางด้านพลังงานของโลกในแต่ละครั้งจึงมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบการเงิน การคลัง รวมทั้งภาคการผลิตและบริการของเอกชนและภาคประชาชนของประเทศไทยอย่างมาก
รวมทั้งวิกฤตพลังงานล่าสุดที่ดำเนินมาตั้งต้นปี 2565 จากสงครามระหว่างประเทศรัสเซียและประเทศยูเครน การสู้รบที่ทำให้ราคาพลังงานโลกผันผวน โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) จนส่งผลรุนแรงต่อราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศไทย ตลอดจนราคาก๊าซหุงต้ม หรือแอลพีจี ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (เอ็นจีวี) และราคาค่าไฟที่ปัจจุบันอยู่ที่ 4.72 บาทต่อหน่วย ซึ่งถือเป็นราคาไฟที่สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ และยังสูงกว่าหลายประเทศรอบบ้านไทย ซึ่งเป็นคู่แข่งทางเศรษฐกิจด้วย
จะเห็นว่าปัญหาด้านพลังงานเป็นประเด็นสำคัญที่มีผลต่อชีวิตคนไทย ไปจนถึงการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!!
ล่าสุด รัฐบาล โดยกระทรวงพลังงานจึงขยับครั้งใหญ่ เร่งระดมสรรพกำลังเตรียมพร้อมทางด้านพลังงาน ทั้งจัดหาแหล่งพลังงานธรรมชาติเพิ่มขึ้นทั้งการประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ประโยชน์จากพลังงานภายในประเทศ ทั้งฟอสซิลและพลังงานทดแทนอย่างจริงจัง
นอกจากนี้ ยังควบคู่ไปกับการสนับสนุนการแข่งขันของภาคเอกชนในการดำเนินงานธุรกิจพลังงานภายในประเทศโดยควบคุมด้านคุณภาพและความปลอดภัยให้ประชาชนผู้บริโภคได้รับประโยชน์สูงสุด นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการรณรงค์ให้คนไทยร่วมมือกันในการประหยัดพลังงานด้วย
พลังงานรับมือวิกฤตเน้นสื่อสารประชาชน
ในโอกาสครบรอบ 20 ปีกระทรวงพลังงาน วันที่ 3 ตุลาคม 2565 สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้มีนโยบายเพื่อการขับเคลื่อนพลังงานในสถานการณ์วิกฤตราคาพลังงานที่ผันผวน โดยเน้นย้ำให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงาน รวมถึงพลังงานจังหวัดทั่วประเทศ 76 จังหวัด ตั้งอยู่ในความประมาท
โดยนโยบายระยะสั้น กระทรวงพลังงานจะยังคงออกมาตรการเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายแก่ประชาชนครบทุกด้าน ทั้งเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซหุงต้ม และค่าไฟฟ้า ด้วยการใช้กลไกต่างๆ ที่มีอยู่
ล่าสุด ช่วงปลายปีเข้าสู่ฤดูหนาว ความต้องการใช้แอลเอ็นจีเพื่อความอบอุ่นจะสูงมาก ส่งผลให้ราคาสูงขึ้นมาก ดังนั้น กระทรวงพลังงานจึงจัดทำแผนรองรับวิกฤตพลังงานช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2565 โดยปรับเชื้อเพลิง เน้นใช้น้ำมันดีเซลและถ่านหินมากขึ้นเพื่อลดต้นทุนผลิต ขณะเดียวกันก็บาลานซ์ด้วยการพึ่งพาพลังงานทดแทนในประเทศเช่นกัน
ขณะเดียวกันกระทรวงพลังงานยังได้กระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการช่วยลดค่าใช้จ่ายด้วยตัวเองผ่านการประหยัดพลังงาน โดยกระทรวงพลังงานจะเพิ่มการสื่อสารทำความเข้าใจประชาชนต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ประชาชนเข้าใจมาตรการความช่วยเหลือต่างๆ จากภาครัฐว่ามีอะไรบ้าง อาศัยการตอกย้ำ ทำความเข้าใจ เพราะภาวะที่เกิดขึ้นกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ประชาชน กระทรวงพลังงานต้องเปิดรับฟังและเข้าใจความเดือดร้อนประชาชน
ระยะยาวมุ่งความเป็นกลางทางคาร์บอน
จนกลายเป็นศูนย์ในปี ค.ศ.2065
ขณะที่นโยบายระยะยาว พบว่าแนวโน้มพลังงานโลกในอนาคตการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลจะลดลง ทำให้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานขนาดใหญ่ในรูปแบบเดิมต้องคำนึงถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น ขณะเดียวกันยังพบว่าแนวโน้ม Electrification โดยเฉพาะ EV จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้ความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าเติบโตอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ พบว่าพลังงานหมุนเวียนจาก Solar & Wind จะเป็นเชื้อเพลิงที่มีสัดส่วนสูงมากในการผลิตไฟฟ้า และมีความจำเป็นต้องปรับปรุงระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับ และสุดท้ายคาดการณ์เทคโนโลยี Hydrogen และ ccus เป็นเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญในอนาคต
เหล่านี้ทำให้ประเทศไทยกำหนดเป้าหมายมุ่งสู่ “ความเป็นกลางทางคาร์บอน” ตามที่รัฐบาลได้ประกาศไว้ในการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP26) มีเป้าหมายบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) ภายในปี ค.ศ.2050 และจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net zero greenhouse gas emission) ภายในปี ค.ศ.2065 ซึ่งถือเป็นกติกาสากลที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมาย เพื่อไม่ให้ถูกกีดกันทางด้านเศรษฐกิจในอนาคต
จากเป้าหมายดังกล่าว นโยบายพลังงานของไทยนับจากนี้จึงมุ่งเน้นพลังงานสะอาดเป็นนโยบายหลัก กำหนดไว้ในแผนผลิตไฟฟ้าของประเทศ มีการกำหนดสัดส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดไว้ถึง 50% โดยพลังงานหมุนเวียนจะมีความเชื่อมโยงกับท้องถิ่นมากขึ้น อาทิ พลังงานจากแสงอาทิตย์ พลังงานลม การติดตั้งโซลาร์ลอยน้ำ จากความเชื่อมโยงนี้ จะมีการทำความเข้าใจกับประชาชนเพื่อให้เกิดความร่วมมือที่ดีระหว่างกัน
ส่องกลไกขับเคลื่อน ‘แผนพลังงานแห่งชาติ’
ครั้งสำคัญของประเทศ
การจะมุ่งสู่พลังงานสะอาดได้นั้น กระทรวงพลังงานได้กำหนดกรอบแผนพลังงานแห่งชาติ (National Energy Plan:NEP) เป็นภาพใหญ่ในการกำหนดทิศทางขับเคลื่อนพลังงานแต่ละชนิด รวม 5 ด้าน ให้เชื่อมโยงกัน ขับเคลื่อนประเทศไปพร้อมกัน ทั้งด้านไฟฟ้า ด้านน้ำมัน ด้านก๊าซธรรมชาติ ด้านพลังงานทดแทน และพลังงานทางเลือก ด้านการอนุรักษ์พลังงาน จากเดิมจัดทำแบบกระจัดกระจาย แต่ละหน่วยงานที่รับผิดชอบต่างคนต่างทำ
โดยเป้าหมายของแผนจะมุ่งเป้า 3 ด้านหลัก คือ 1.จะสนับสนุนให้ประเทศไทยมุ่งสู่พลังงานสะอาดและลดการปลดปล่อย CO2 สุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ.2050 2.สร้างศักยภาพการแข่งขันและการลงทุนของผู้ประกอบการของไทยให้สามารถปรับตัวเข้าสู่การลงทุนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำตามทิศทางโลก ตลอดจนใช้ประโยชน์จากการลงทุนในนวัตกรรมสมัยใหม่เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และ 3.สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนนโยบายลดการปลดปล่อย GHG ของประเทศไทยในระยะยาว
ขณะที่นโยบายของแผน กำหนดไว้ 4 ด้านสำคัญ คือ 1.เพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าใหม่โดยมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน (RE) ไม่น้อยกว่า 50% เนื่องจากแนวโน้มต้นทุน RE ที่ต่ำลงโดยพิจารณาต้นทุน ESS ร่วมด้วย และไม่ทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในระยะยาวสูงขึ้น 2.ปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานภาคขนส่งเป็นพลังงานไฟฟ้าสีเขียว ผ่าน EV ตามนโยบาย 30@30 จะช่วยลดการปลดปล่อย GHG ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคขนส่งให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ช่วยแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5
และ 3.เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานมากกว่า 30% ด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมการบริหารจัดการพลังงานสมัยใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพลังงาน และ 4.ปรับโครงสร้างกิจการพลังงานรองรับแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition)
ผสมผสานจน 5 เชื้อเพลิง
ผนึกเป็นหนึ่งเดียว
ลงลึก 5 เชื้อเพลิง หรือ 4D1E ภายใต้แผนพลังงานแห่งชาติ (National Energy Plan:NEP) แบ่งเป็น 1.ด้านไฟฟ้า มุ่งเพิ่มสัดส่วน RE, ลดสัดส่วนการผลิตจากเชื้อเพลิงที่ปลดปล่อย CO2, พัฒนาเทคโนโลยีการกักเก็บคาร์บอน, พัฒนา Grid Modernization/Smart Grid, ผลิตพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานแบบกระจายศูนย์
2.ด้านน้ำมัน มุ่งปรับปรุงมาตรฐานโรงกลั่นน้ำมัน, ส่งเสริมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำและเชื้อเพลิงชีวภาพ, ปรับโครงสร้างราคาน้ำมันให้สะท้อนต้นทุน, พัฒนาระบบการควบคุมกำกับดูแลและเก็บข้อมูล
3.ก๊าซธรรมชาติ มุ่งส่งเสริมการใช้ LNG, เปิดเสรีกิจการก๊าซธรรมชาติโดยปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคให้เกิดการแข่งขันอย่างเต็มรูปแบบ, พัฒนาระบบการประเมินศักยภาพและกำกับดูแลให้ทันสมัย, พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการใช้แบบกระจายศูนย์
4.ด้านพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก จะประเมินศักยภาพพลังงานหมุนเวียน, ส่งเสริมและพัฒนากลไกการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์, จัดทำแพลตฟอร์มและพัฒนาศูนย์ข้อมูลในการควบคุมพลังงานหมุนเวียนด้วยระบบดิจิทัล, กำหนดมาตรการส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น, ส่งเสริมการลงทุนในตลาดเทคโนโลยี RE, ศึกษาและพัฒนาการใช้ไฮโดรเจน
5.ด้านการอนุรักษ์พลังงาน กำหนดเป้าหมายการเพิ่มประสิทธิภาพใหม่, ส่งเสริมการลงทุนในตลาดเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน, พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อบริหารจัดการการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
ไม่เพียงเท่านี้ กระทรวงพลังงานยังวาดหวังว่าแผนพลังงานแห่งชาติ (National Energy Plan:NEP) ยิ่งเร็วเท่าไรจะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยที่บอบช้ำอย่างหนักจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 กว่า 2 ปีที่ผ่านมา เพราะจะเพิ่มการลงทุนและการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจประเทศ พร้อมสร้างรายได้ที่มั่นคงต่อเกษตรกรไทยด้วย
ปรับร่างแผนพีดีพี 2022 รับสถานการณ์ปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม การจะมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ที่พึ่งพาเชื้อเพลิงสะอาด 50% ภายใต้แผนพลังงานแห่งชาติ (National Energy Plan:NEP) กระทรวงพลังงานยังได้มุ่งปรับปรุงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่ (PDP2022) เช่นกัน
ล่าสุด ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2565 ได้มีมติเห็นชอบ ค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าระยะยาวสำหรับการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2565-2580 (PDP2022) และรับทราบร่างแผน PDP2022 กรณีฐาน (Base Case) ที่คำนึงถึงการใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ในปัจจุบันให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งเป็นกรณีเริ่มต้นสำหรับนำไปใช้จัดทำร่างแผนกรณีอื่นๆ
โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการ ดำเนินการจัดทำร่างแผนกรณีต่างๆ ตามข้อเสนอแนะของ กบง. และคณะอนุกรรมการพยากรณ์และจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ แล้วนำมาเสนอ กบง.พิจารณาอีกครั้ง ทั้งนี้ จะพิจารณาร่างแผนกรณีที่เหมาะสมกับประเทศไทยมากที่สุด
มาเป็นร่างแผน PDP2022 สำหรับประกาศใช้จริงต่อไป
คำนึง 3 ประเด็นสำคัญ
มั่นคง-ไม่เป็นภาระ ปชช.-ดูแลสิ่งแวดล้อม
โดยแผน PDP2022 ฉบับนี้ ได้ให้ความสำคัญในประเด็นต่างๆ ดังต่อไปนี้ 1.เน้นความมั่นคงของระบบไฟฟ้าของประเทศ (Security) เพื่อให้มีความมั่นคงครอบคลุมทั้งระบบผลิตไฟฟ้า ระบบส่งไฟฟ้า และความมั่นคงรายพื้นที่ คำนึงถึงผู้ใช้ไฟฟ้านอกระบบ (IPS) รวมถึง Disruptive Technology เพื่อให้ระบบผลิตไฟฟ้ามีความยืดหยุ่นเพียงพอต่อการรองรับ Energy Transition
2.ต้นทุนค่าไฟฟ้าอยู่ในระดับที่เหมาะสม (Economy) อัตราค่าไฟฟ้ามีเสถียรภาพ สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ประชาชนไม่แบกรับภาระอย่างไม่เป็นธรรม และไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว
และ 3.ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (Ecology) จำกัดปริมาณการปลดปล่อย CO2 ให้สอดคล้องตามเป้าหมายแผนพลังงานชาติ และเป้าหมายการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาวของประเทศ (LTS) ตามนโยบาย Carbon neutrality และ Net zero emission
ทั้งนี้ ความจำเป็นการปรับปรุง PDP2022 เนื่องมาจากสถานการณ์การผลิตและการใช้ไฟฟ้าในปัจจุบันและอนาคตมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงไปจากในอดีต รวมถึงทิศทางของโลกและประเทศไทยที่มุ่งไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงาน และสนับสนุนการใช้พลังสะอาดมากขึ้น จึงควรต้องมีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต
ประเด็นนี้ยังสอดคล้องกับแนวทางของแผนปฏิรูปด้านพลังงานของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน รวมถึงสอดคล้องกับนโยบายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคพลังงานของกระทรวงพลังงาน กรอบแผนพลังงานแห่งชาติ (National Energy Plan:NEP)
รวมทั้งนโยบายของประเทศไทย ทั้งเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี ค.ศ.2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ.2065 ที่ประกาศบนเวทีโลก!!
ทั้งหมดนี้เพื่อประโยชน์ของคนไทยอย่างแท้จริง!!
ปิยะวรรณ ผลเจริญ

