
เข้าไตรมาส 4 ของแต่ละปี จะมาพร้อมกับความหวัง สำหรับภาคธุรกิจหวังถึงรายได้จากยอดขายสินค้า หรือบริการที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ด้วย 3 เดือนสุดท้ายของปีถือเป็นช่วงไฮซีซั่นที่เต็มไปด้วยบรรยากาศของการจับจ่ายใช้สอย ท่องเที่ยว ลงทุนใหม่ ส่งออกแน่น เข้าโหมดฉลองปีใหม่ ขณะที่ภาครัฐก็หวังเม็ดเงินใช้จ่ายช่วงส่งท้ายปี ทั้งจากการบริโภค การท่องเที่ยว รวมกับรายได้จากการส่งออก จะเป็นแรงหนุนสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ
แต่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2565 นี้ บนความหวังก็มาพร้อมกับความกังวล จากสถานการณ์แย่ๆ ที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กันอย่างบังเอิญ ทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลงในขณะนี้ หลายคนพูดว่าเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต หลายคนมองโลกเผชิญเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ตั้งแต่เกิดการระบาดของโรคโควิด-19 ต้องหยุดกิจกรรมหยุดเดินทาง ไม่ทันคลายเกิดเหตุขัดแย้งกลายเป็นสงครามรัสเซีย-ยูเครน ช็อกโลกกับวิกฤตราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง ราคาสินค้า เงินเฟ้อ สูงขึ้นมากเป็นประวัติการณ์ ล่าสุดวันนี้ยังแก้ไม่ตกกับความผันผวนค่าเงินและดอกเบี้ยขาขึ้น โดยไม่อาจคาดเดาได้ว่าจากนี้ จะเกิดสถานการณ์แย่ๆ อะไรขึ้นมาอีก
ดังนั้น หนังสือพิมพ์มติชน จึงเป็นแกนกลางสะท้อนถึงสถานการณ์ที่แท้จริง และคำแนะนำดีๆ จาก 6 ผู้บริหารระดับสูง ผ่านเสวนาหัวข้อ “ท้าชน PERFECT STORM ทางรอดเศรษฐกิจไทย” เมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา ครั้งนี้จัดในรูปแบบผสม คือ ออฟไลน์ เปิดโอกาสให้ผู้สนใจจากทุกวงการเข้าฟัง ณ โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ และออนไลน์ ชมผ่านไลฟ์สตรีมมิ่ง ทางเฟซบุ๊ก มติชนออนไลน์ ประชาชาติธุรกิจ ข่าวสด และยูทูบ มติชนทีวี มติชนออนไลน์ ซึ่งเป็นอีกงานที่มีผู้สนใจจำนวนมากเข้ารับฟังผ่านทุกช่องทาง ไม่แค่ตัวแทนระดับสูงจากธุรกิจและองค์กรต่างๆ เข้าฟังเท่านั้น ยังมีกลุ่มเยาวชนเข้ารับฟังจำนวนมากด้วย
ฟื้นประเทศด้วยการท่องเที่ยว

เริ่มเปิดม่านเสวนาโดย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ปาฐกถาพิเศษ “ท่องเที่ยวไทยท้าชน PERFECT STORM” ตอนหนึ่งว่า “เศรษฐกิจไทยขณะนี้เปรียบเหมือนเจอพายุเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่โควิด พายุลูกแรกที่มีคลื่นรุนแรงมาก ถือเป็นความรุนแรงหนักสุดรอบ 100 ปี ไม่นานนักเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน เป็นพายุลูกที่ 2 ส่งผลให้เกิดวิกฤตพลังงานและต้นทุนทุกด้านสูงขึ้น จนเข้าภาวะเงินเฟ้อรุนแรงทั่วโลก เป็นพายุลูกที่ 3 หลายประเทศกำลังชุลมุนกับการขึ้นดอกเบี้ย เพื่อสกัดเงินเฟ้อ ภาคการท่องเที่ยวก็ได้รับผลกระทบไม่น้อยกว่าธุรกิจอื่นๆ ทุกอย่างโถมเข้ามาในเวลาเดียวกัน เปรียบเหมือนเรากำลังผจญกับพายุกลางทะเล กระทรวงการท่องเที่ยวฯเปรียบเป็นกัปตันเรือ มีการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นผู้ชี้แนวทาง มีผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว 13 สาขา เป็นช่างเครื่องยนต์ ช่วยกันฟันฝ่าไปด้วยกันสู่วันนี้สามารถประกาศชัยชนะได้ ว่าประเทศไทยไม่ใช่เสือตัวที่ 10 ในการฟื้นภาพรวมเศรษฐกิจ แต่ประเทศไทยคือเสือตัวที่ 1 ที่ประสบความสำเร็จในการฟื้นเศรษฐกิจหลังโควิดระบาด ด้วยภาคการท่องเที่ยวเรียบร้อยแล้ว เห็นได้ชัดว่า การฟื้นประเทศได้ด้วยภาคท่องเที่ยว เป็นแรงสำคัญ”
จากนั้นเล่าถึงเป้าหมายและสิ่งที่จะเห็นจากนี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปี 2565 กระตุ้นต่างชาติเที่ยวไทยแตะ 10 ล้านคน คนไทยเที่ยวไทย 160 ล้านคน-ครั้ง และสร้างรายได้รวม 1.28 ล้านล้านบาท ยังเป็นแรงส่งไปปี 2566 ตั้งเป้าหมายกระตุ้นต่างชาติเที่ยวไทย 20 ล้านคน คนไทยเที่ยวไทยกว่า 160 ล้านคน-ครั้ง และสร้างรายได้รวม 2.4 ล้านล้านบาท แม้ดีขึ้นแต่การฟื้นตัวแค่ 80% เทียบปี 2562 ที่ต่างชาติเที่ยวไทยเกือบ 40 ล้านคน
“กระทรวงการท่องเที่ยวฯทำแผนปฏิบัติการ 180 วัน ฟื้นประเทศด้วยท่องเที่ยว เพื่อบูสต์การท่องเที่ยวช่วงปลายปีให้ไปสู่เป้าหมาย ควบคู่กับการฟื้นฟูการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบ และปรับโครงสร้างภาคการผลิต เพื่อให้เติบโตอย่างมีส่วนร่วมและยั่งยืน ในแนวคิดมีทั้งยกระดับพื้นที่ให้เหมาะสมตามภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐศาสตร์ และอัตลักษณ์พื้นที่ จะเป็นนโยบายภาพใหญ่ โดยกำลังพัฒนาการท่องเที่ยว 2 ฝั่งทะเลไทย เน้น 4 เรื่อง คือ ท่องเที่ยวในอีอีซี (ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด) ไทยแลนด์ริเวียร่า (เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และระนอง) เที่ยวดินแดนแห่งศรัทธา (สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา) เที่ยวอันดามัน โก กรีน (พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล) ระยะสั้นเร่งขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงถึง 04.00 น. และจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยว เพื่อใช้ในการพัฒนาการท่องเที่ยวประเทศในทุกมิติ”
ภาคการเงินช่วยลดเหลื่อมล้ำ

จากนั้นเป็นบรรยายพิเศษ “โอกาส-ทางรอดเศรษฐกิจไทย” โดย นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ตอนหนึ่งกล่าวว่า “วันนี้คงไม่สามารถตอบคำถามแบบเบ็ดเสร็จได้ คงไม่มีซิลเวอร์ บูลเล็ท หรือไม่มีกระสุนวิเศษใดกระสุนวิเศษเดียวที่สามารถตอบได้ทุกโจทย์ อย่างไรก็ตาม แต่หนึ่งในแรงกำลังช่วยขับเคลื่อนนำไปสู่ทางออก คือ ภาคอุตสาหกรรมทางการเงิน ควรเข้ามามีบทบาทเพิ่มเติมในการกระจายโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการรายเล็กและครัวเรือน ให้สามารถไปต่อได้ในทุกวิกฤต”
โดยในการบรรยายซีอีโอท่านนี้ กล่าวถึงต้นตอของปัญหา คือ ความไม่เท่าเทียม หรือโอกาสที่ไม่เท่าเทียม หรือเรียกว่าความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น จาก 2 ปัจจัย 1.โครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ที่ไม่สอดคล้องกับบริบทของเศรษฐกิจโลกที่เกิดการเปลี่ยนแปลง และ 2.ปัญหาวิกฤตโควิด ส่งผลให้ครัวเรือนไทยเผชิญความผันผวนของกระแสรายได้และรายจ่ายอย่างรุนแรง แตกแขนงไปถึงสัญญาณน่ากังวลต่อเงินออมลดลง การเข้าถึงแหล่งทุนกระจุกตัว ธุรกิจใหญ่มีโอกาสกว่าเอสเอ็มอีและรายย่อย นั่นหมายถึงภาคการเงินจะช่วยเป็นทางรอดเศรษฐกิจไทย เพียงบทบาทของธนาคารในโลกยุคใหม่ต้องเป็นมากกว่าแหล่งเงินทุน ธนาคารต้องปรับบทบาทให้เข้าถึงง่าย และธนาคารต้องเข้าไปประคับประคองให้ธุรกิจและประชาชนคนไทยกลับมาลุกยืน และวิ่งไปข้างหน้าด้วยกันได้
3 นักธุรกิจฉายบริบทใหม่ 2023

อีกวงเสวนาที่ได้รับความสนใจไม่น้อย กับการแสดงมุมมองในหัวข้อ “Thailand New Chapter 2023” ที่เห็นพ้องว่าปี 2566 ดีกว่าปี 2565
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ชี้ว่า ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ราคาพลังงานสูงขึ้น การต่อสู้กับเงินเฟ้อ ค่าเงินบาทผันผวนมาก เข้าข่าย PERFECT STORM อย่างแท้จริง ทำให้หลายคนรู้สึกเป็นกังวลต่อภาคท่องเที่ยวในอนาคต หากเทียบกับปี 2562 ถือเป็นปีทองของท่องเที่ยวไทย มีต่างชาติเข้ามาเที่ยวเกือบ 40 ล้านคน กลายเป็นต่ำสุดต่างชาติเหลือ 4 แสนคนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตาม การท่องเที่ยวยังเป็นภาคสำคัญต่อเศรษฐกิจและการฟื้นประเทศ ปี 2566 โดย ททท.วางเป้าหมายดึงกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง กลุ่มผู้เกษียณอายุ กลุ่มที่ต้องการทำงานจากไทย กลุ่มผู้เชี่ยวชาญพิเศษ มาพักในไทยเพิ่มถึง 1 ล้านคน ภายใน 5 ปี
“ใน PERFECT STORM ยังมีข้อดีจากข้อเสีย คือ เงินบาทอ่อนค่าต่างชาติแลกเงินบาทได้มากขึ้น จาก 1 ดอลลาร์ได้ 30 บาท เป็น 38 บาทแล้ว บวกรับปรับเกณฑ์ให้พักในไทยได้มากขึ้น เช่น ขยายอายุวีซ่าเป็น 45 วัน ที่สำคัญจากนี้เราใช้วิกฤตเป็นโอกาสให้ได้อย่างไร อย่างปัญหาราคาพลังงานแพง ประเทศอากาศหนาวและพึ่งพาก๊าซ ก็ดึงดูดให้มาพักในเมืองไทย ที่มีอากาศอบอุ่น เชื่อว่าสิ่งที่รัฐและเอกชนร่วมกันทำจะทำให้ปีหน้าฟื้นเร็วกว่าปีนี้”
นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ย้ำถึงบทบาทของ บสย.ในการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและเอสเอ็มอี ในการเข้าถึงแหล่งทุน พร้อมแนะนำ 5D เมกะเทรนด์ ให้ผู้ประกอบการรับมือกับปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ Digital&Financial Literacy Digital Wallet Digital Lending Digital Credit Guarantee และ D ต่อสิ่งแวดล้อม
“ความท้าทายของผู้ประกอบการในช่วงก่อนหน้านี้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจแบบรูปตัวเคเชฟ (K-Shaped Recovery) คือคนปรับตัวได้ก็ทะยานขึ้นข้างบน คนปรับตัวไม่ได้ปรับตัวลงข้างล่าง โจทย์ปัจจุบันคือทำอย่างไร เพื่อหักเคขาลง ให้เป็นวีเชฟ (V-Shape) สะวิงขึ้น มองว่าเรื่องนี้ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน รวมถึงด้านการเงิน ต้องทำอย่างไรเพื่อให้ผู้ประกอบการปรับตัว จากเดิมที่มีการค้าขายหน้าร้าน ทำอย่างไรให้คนกลุ่มนี้เข้าไปอยู่ในแพลตฟอร์มออนไลน์ เมื่อเกิดกรณีที่เกิดเหตุร้าย อาทิ น้ำท่วม หรือต้องล็อกดาวน์ ยังสามารถค้าขายได้อยู่”
นายพสุ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวในฐานะผู้บริหารบริษัทที่ประกอบกิจการด้านการท่องเที่ยว โรงแรม และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ว่า เงินบาทค่าอ่อนและภาวะเงินเฟ้อ ก็มีส่วนช่วยกระตุ้นการเติบโตของการท่องเที่ยว เพียงขณะนี้รอจังหวะว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับมา โดยเฉพาะชาวจีนที่เป็นตลาดหลักของไทย ติดที่รัฐบาลจีนมีนโยบาย Zero COVID จึงเป็นความเสี่ยงหนึ่ง ต่อให้ไทยเปิดประเทศ แต่จำนวนนักท่องเที่ยวไม่เพิ่ม ประกอบกับจีนขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ อาจไม่ยอมปล่อยชาวจีนออกเที่ยวนอกประเทศ แต่เน้นให้ใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศมากกว่า ประชากรจีนอายุ 65 ปีขึ้นไปมีถึง 250 ล้านคน ยังไม่รับวัคซีนโควิด ถือเป็นความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกอยู่มาก บวกกับทั้งโลกเจอเศรษฐกิจถดถอย คนไม่มีเงิน วิกฤตเงินเฟ้อนักท่องเที่ยวอาจไม่มาตามคาดหวัง ถือเป็นความท้าทาย เพราะการท่องเที่ยวไม่ง่ายเหมือนการเปิด-ปิดสวิตช์
“สำหรับระยะกลางถึงระยะยาว สิ่งที่อยากฝากถึงภาครัฐ จากการเห็นเทรนด์ที่ผ่านมาช่วง 10 ปี เทรนด์เรื่อง Global life station ทำอย่างไรที่จะได้ของเร็ว ของถูก และของดี รวมถึงเรื่องความปลอดภัยด้านอาหาร ด้านพลังงาน และเรื่อง Geopolitics ที่รุนแรงขึ้น เห็นด้วยต้องเร่งแก้ไขเรื่องความไม่เท่าเทียมกันและลดความเหลื่อมล้ำ ผมมองว่าสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้จากความรู้ทางการเงิน และวางพื้นฐานการศึกษา หนุน Soft Power”
การค้าไทยผูกติดกับจีโอโพลิติกส์

ปิดการเสวนาโดย นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กับหัวข้อ “จับทิศ เศรษฐกิจ-สังคมไทย” ในพายุวิกฤต กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “ในฐานะคนไทยคนหนึ่งและในฐานะหุ้นส่วนประเทศ และจากประสบการณ์ในวงการธุรกิจและเคยผ่านมาหลายวิกฤต ยังไม่แน่ใจว่าสถานการณ์เศรษฐกิจจะคลี่คลายได้หรือเปล่า แต่เห็นด้วยและชื่นชมกับรัฐที่เห็นความสำคัญของจังหวัดเมืองรอง เน้นคุณภาพนักท่องเที่ยว จูงใจต่างชาติอยู่ยาว เป็นตัวดึงดูดให้การท่องเที่ยวยาวขึ้น แต่ยังมอง Pain point ในระยะสั้น 2-3 เรื่อง คือ กังวลจีนยังไม่ได้เปิดประเทศอย่างเต็มตัว หรือหากจีนเปิดประเทศในอีก 1-2 เดือนข้างหน้า ภาครัฐต้องคิดล่วงหน้าแล้วว่า เราจะทำอย่างไร เช่น เรื่องวีซ่า แผนช่วงไฮซีซั่น เที่ยวบินมีเพียงพอ เรื่องภาพรวมเศรษฐกิจไทยกว่า 2 ปีที่ผ่านมา ชัดมากเรื่อง ความเหลื่อมล้ำ ปัญหาปากท้อง และหนี้ครัวเรือนสูงมาก ถือเป็นปัญหาใหญ่มากสุดในสังคมไทยปัจจุบัน ที่ต้องรับการแก้ไข”
ในการเสวนาซีอีโอแสนสิริ ย้ำความห่วงใยเรื่องความเหลื่อมล้ำ ซึ่งนำไปสู่การให้ความสำคัญด้านการศึกษา โดยเล่าว่า แสนสิริ กำลังทำเรื่อง Zero Dropout นำร่องจังหวัดราชบุรี โดยนำเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษาใหม่หมด เปิดโอกาสให้กับเด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษา เป็นการทำซีเอสอาร์อย่างหนึ่ง ก่อนขยายไปจังหวัดต่างๆ อีกทั้งห่วงใยถึงความเหลื่อมล้ำด้านสาธารณสุขและการเข้าถึงการรักษาของคนไทย
“อีกเรื่อง ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเราไม่ได้อยู่ในโลกของตัวเราเอง ประเทศไทยอยู่ในจุดที่ตั้งอยู่ในภูมิศาสตร์ที่สำคัญของทั้งญี่ปุ่น จีน สหรัฐ เราเป็นประเทศที่ไม่ใหญ่ไม่เล็ก ต้องมีความถ่อมตนในการเข้าหากับทุกคน ไม่ได้ฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ยกตัวอย่าง ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ซึ่งอินโดนีเซียจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมจี 20 ก่อนประชุมเอเปคที่ไทยเป็นเจ้าภาพ โดยก่อน 4-5 เดือนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีเขาบินไปต่างประเทศบ่อย ทั้ง ยูเครน รัสเซีย เยือนประเทศใหญ่กว่าและถ่อมตนเข้าถึงได้ ส่งผลให้นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐ เตรียมบินร่วมงานจี 20 ถือว่าเป็นการทำการบ้านไว้ก่อนประชุมใหญ่ๆ เกิดขึ้น ขณะที่เอเปคของไทย ถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดี เราต้องอาศัยค้าขายกับทุกคน ฝากไว้กับท่านผู้นำ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องมาแค่เทกแคร์ เลี้ยงต้มยำกุ้งอย่างเดียว มันต้องมีประโยชน์ที่อื่นด้วย เรื่องภูมิศาสตร์ หรือการเมืองระหว่างประเทศ เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเราไม่ได้ยืนอยู่ในโลก ซึ่งการทำให้ประชาชนมีกินมีใช้ เรื่องภูมิรัฐศาสตร์ เป็นเรื่องสำคัญ”
จากเสวนาครั้งนี้ เห็นได้ชัดว่าเรื่องเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เชื่อมสัมพันธ์ และทุกวิกฤตสร้างโอกาสได้เสมอ ถ้าบริหารจัดการให้เป็น
นวลนิตย์ บัวด้วง
