ทัศนัย VS ธงชัย ปอกความหมาย ‘มหรสพสังคมไทย’ ในความเงียบงัน 70 ซ้อนชั้น งานศิลปะที่ต้องตีความไม่ต่ำกว่า 300 ปี

8.10.22 | 12:12 น.
ทัศนัย VS ธงชัย ปอกความหมาย ‘มหรสพสังคมไทย’ ในความเงียบงัน 70 ซ้อนชั้น งานศิลปะที่ต้องตีความไม่ต่ำกว่า 300 ปี
ทัศนัย เศรษฐเสรี และธงชัย วินิจจะกูล ร่วมเสวนา “ห้วงขณะอันลึกลับแห่งความเงียบ” ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยม จ.เชียงใหม่ เมื่อ 23 กันยายน (ภาพ : Media Arts and Design)

 

ทัศนัย VS ธงชัย

ปอกความหมาย ‘มหรสพสังคมไทย’ ในความเงียบงัน

70 ซ้อนชั้น งานศิลปะที่ต้องตีความไม่ต่ำกว่า 300 ปี

กลายเป็นภาพคุ้นชินของคนในแวดวงศิลปะ เมื่อเสียงที่เปล่งผ่านชิ้นงาน ‘แหลมคมเกินไป’ ก็มักจะถูกเบลอไม่ให้สื่อไปถึงสาธารณะ ไร้สิทธิเฉิดฉายในหอศิลป์ ซึ่งล่าสุด ลามไปถึงสถานที่จัดของเอกชน

Advertisement

แต่มีงานหนึ่งจงใจเซ็นเซอร์ตัวเอง “เงียบ แต่เสียงของงานเปล่งแทน”

ไม่นานมานี้ เกิดการปะทะกันของนักเชี่ยวชาญศาสตร์ 2 แขนง ทั้งศิลปะและประวัติศาสตร์ ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เมดิสัน เดินทางมาร่วมทัศนาสงครามเย็นครั้งที่ 1 กับเจ้าของผลงานที่ติดหรากลางพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยม อย่าง ผศ.ดร.ทัศนัย เศรษฐเสรี ประจำสาขาวิชาสื่อศิลปะฯ คณะวิจิตรศิลป์ ม.เชียงใหม่

ทั้งสองใช้กระบวนการอันคล้ายคลึงบางอย่าง ‘อ่าน’ ให้เข้าถึงแก่นของความสงัด แล้วค่อยๆ เผยมุมมองผ่านเสวนา ห้วงขณะอันลึกลับแห่งความเงียบงัน (The mysterious moment of silence) ซึ่งจัดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยม และสาขาวิชาสื่อศิลปะฯ มช. ศิษย์เก่า นักกิจกรรม นักศึกษาชาวไทยและนานาชาติ คณาจารย์สายศิลปะทั้งไทย-เทศ กลุ่มศิลปิน ตลอดจนประชาชน เข้าชมล้นหลาม

‘สงครามเย็น’ มีเรื่องเยอะกว่าที่เห็น

เพราะถูกปิดปากไม่ให้พูดในที่สาธารณะ เพราะมีสิ่งที่คิดแต่ไม่อาจส่งเสียง ‘ปฏิบัติการทางศิลปะ’ จึงกลายเป็นช่องที่เปิดพื้นที่ร่วมสะท้อนความเห็น เป็นแนวหน้าส่งคำถามให้ผู้คนลุกขึ้นทายท้าอำนาจ และคือสาเหตุหนึ่งของการจัดงานนี้

ในฐานะผู้รังสรรค์ชิ้นงานใหม่ ทัศนัยออกตัวว่า ไม่อยากให้สิ่งที่พูดเป็นการชี้นำความคิด แม้บางวันอยากพูด แต่พอจะเริ่มกลับท้อใจ เพราะมีหลายสิ่งเกี่ยวเนื่องอีนุงตุงนัง ไม่มีทิศทางชัด เริ่มต้นแล้วไปจบจุดใด ใช้การอ้างอิงขนาดไหนจึงจะสื่อสารให้เข้าใจได้

สงครามเย็น มีเรื่องเยอะ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันด้านอวกาศ การช่วงชิงอำนาจและศีลธรรมทางการเมือง ฝั่งสังคมนิยม คอมมิวนิสต์ กับฝั่งเสรีนิยม เกี่ยวข้องกับอุดมคติคริสเตียนที่สังคมไทยน้อมนำมาใช้ แล้วเปลี่ยนเป็นพุทธศาสนาในที่สุด เกี่ยวข้องกับการกีฬา เรื่องภาพโป๊เปลือย ยาเสพติด ของเล่น มากมาย สิ่งที่เห็นภายใต้สงครามเย็น เกี่ยวข้องการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

ทัศนัยย้อนขุดความรู้สึกที่ปะทุหลังผ่านพ้นเหตุการณ์รัฐประหารในไทยมาหลายหน ทะลุปล้องกรอบความคิดต่างๆ เชื่อมโยงภาพกว้างจนกลายเป็นแรงผลักดันบางอย่างโหมลงไปเล่าผ่านงาน และหวังว่าถ้าสื่อสารสำเร็จ จะช่วยเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (paradigm) ของสังคมและยุคสมัยได้ เหมือนที่ ‘การเขียน’ ทำ

หยอดมุข ต้องตีความไม่ต่ำว่า 300 ปี นานาสัญลักษณ์ ซ่อนใน 70 ชั้น

ในนิทรรศการ “ห้วงขณะอันลึกลับแห่งความเงียบ” ทัศนัยได้ซ่อนสัญลักษณ์ต่างๆ มากมายไว้ในเลเยอร์ของผลงาน ยากจะอธิบาย ถึงขั้นพูดเล่นๆ กับเพื่อนว่า งานนี้ต้องใช้เวลาตีความถึง 300 ปี

สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย ศิลปินรางวัลศรีบูรพา ตั้งใจไปหา ธงชัย วินิจจะกูล หลังไม่ได้พบหน้าตั้งแต่ปี 2549
(ภาพ : MAIIAM​ Contemporary​ Art​ Museum)
นิทรรศการศิลปะชุด Cold War : the mysterious (สงครามเย็น : ปริศนาลวงพราง)

“คนในอนาคตจะกลับมาตีความสิ่งที่เราพูดไม่ได้ในวันนี้ โดยเฉพาะเมื่อคอมพิวเตอร์ อัลกอริทึม ประมวลสัญลักษณ์ต่างๆ ก่อขึ้นมาเป็นความคิด จะเห็นว่างานแต่ละชิ้นพูดถึงเรื่องที่พูดไม่ได้อย่างตรงไปตรงมา อย่างงานชิ้นใหญ่ ถ้ามีเครื่องสแกนเลเยอร์ต่างๆ งานชิ้นนี้จะประกอบด้วย 70-80 เลเยอร์ ที่ซ้อนกันอยู่ บางเลเยอร์แทบมองไม่เห็น”

ทัศนัยแง้มอีกนิด นี่คือสื่อ ในการใช้โฆษณาชวนเชื่อที่ถูกใช้ช่วงสงครามเย็น ทั้งฝั่งเสรีนิยมและสังคมนิยม คอมมิวนิสต์ เกิดจากการศึกษาให้มีประเด็น แล้วปล่อยให้เกิดการกำหนดฟอร์ม สัญลักษณ์ในแต่ละเลเยอร์ โยนความคิด ถมพลังงานเข้าไปในงานเรื่อยๆ

“จนถึงจุดหนึ่งที่ระเบิด ไม่มีใครที่นำทุกอย่างไปจากโลก จากประชาชน จากประเทศได้ตลอดเวลา ถึงจุดระเบิด มันต้องระเบิด ซึ่งเป็นจุดที่มีพลังงานไม่สิ้นสุด และเมื่อถึงจุดนั้นตัวงานจะสื่อสารกับผมว่า พอแล้วนะ”

สองด้านขนานกันไป ‘ไทยเป็นสังคมมหรสพ’ อึกทึกทั้งที่ ‘เงียบ’

ทัศนัยยอมรับว่าหลังพ้นรัฐประหาร มัวอยู่ใน “ความเงียบ” สาละวนกับเรื่องของตัวเอง

“หลังรัฐประหารปี 49 ชีวิตที่เคยมีสีสัน สะดุดกึก ผมขลุกเก็บตัวอยู่เงียบๆ ในสตูดิโอ อยู่โดยไม่มีรสนิยม ไม่มีความปรารถนาจะไปไหน ในทางกลับกัน เสียงแห่งความเงียบเหล่านั้นกลับเก็บออมพลังงานให้ผมได้ตะโกนออกมาในงาน มันเลยเสียงดัง

ในทุกคืน ช่วงใกล้เลิกงาน ผมจะนั่งสำรวจหาเหตุผลของสิ่งที่ทำลงไป นั่งมองงานรายล้อมตัวเอง ความเงียบคืบคลาน เวลาผ่านไปเร็ว อินเข้าไปกับงาน เหมือนไทม์แมชชีนที่พาย้อนไปพิจารณาเรื่องต่างๆ มันมีสิ่งที่เหลื่อมซ้อนระหว่างความเงียบ และโกลาหล จนบางเรื่องไม่น่าจะอยู่ด้วยกัน แต่กลับอยู่คู่ขนานกันไปได้”

สังคมไทยถูกทำให้อึกทึก เป็นสังคมแห่งมหรสพ เมื่อไหร่ที่เราอยู่ในเทศกาลเหล่านั้น ความเป็นปัจเจกชน ตัวตนของเรามลายหายไป เราอยู่ในความเงียบที่เต็มไปด้วยสีสัน การละคร และการละเล่นมากมาย โดยที่เราไม่สามารถกำหนดแรงปรารถนา ความสุข ความหฤหรรษ์ของเราเองได้เลย และนั่นคือสถานะของ ‘ประชารัฐ’ ในประเทศไทย เราก็รอวันเฉลิมฉลอง รอวันหยุดสำคัญในปฏิทิน ที่เราจะอยู่ในความเงียบและไม่ต้องพูดอะไร” ทัศนัยเผยสิ่งที่ฉุกคิดขณะอยู่ในความเงียบ

ตัดภาพมาที่ธงชัย ลั่นตอบหลังสิ้นคำถาม ความรู้สึกแรกหลังเดินเข้ามาในนิทรรศการ ?

“ผมรู้สึกเสียงมันดังจังเลย อ.ทัศนัย หรือใครก็ไม่รู้กำลังตะโกนโหวกเหวกดังลั่น มันทั้งร้อน ทั้งแรง ทั้งเสียงดัง”

ที่นี่ดัง เพราะสำหรับธงชัย ซึ่งอยู่ในวงการเขียน สารพัดอย่าง 40 กว่าปีที่ผ่านมานั้นยัง “เงียบ”

“ถ้าคิดว่า 6 ตุลาฯ 19 เป็นโมเมนต์หนึ่งในนิทรรศการนี้ จนถึงโมเมนต์สุดท้าย ภาพท้ายๆ ผมก็ยังรู้สึกว่าเสียงอึกทึกเหลือเกิน อึดอัด อยากพูด และโพล่งออกมา ผมพูดมาก แต่เวลาเขียนหนังสือรู้สึกมันเงียบในความรู้สึก

“ผมโตมาไม่มีศิลปะในหัวใจ เคยอยากมีรสนิยมทางศิลปะ ก็ไม่สำเร็จ คำตอบสั้นๆ คืองานของ อ.ทัศนัย มีความอึกทึกเหลือเกิน อาจไม่ได้พูดสิ่งเดียวกับที่ผมพูด อาจจะพูดถึง 6 ตุลาฯ เหมือนกัน พูดถึงเหยื่อ และปรากฏการณ์ทางสังคมเหมือนกัน แต่มองคนละแง่ มันร้อนแรง” ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์คอมเมนต์งานศิลป์

ก่อนชูหนังสือ ‘Moments of Silence’ ที่ตั้งชื่อให้ล้อไปกับนิทรรศการ The mysterious moment of silence แต่เป็นคนละด้านกับผลงาน อ.ทัศนัยที่สีสันฉูดฉาด เพราะออกแบบปกให้ว่าง แต่ทั้ง 2 ด้านก็แฝงไปด้วยนัยยะ

ธงชัยเผย เคยคิดว่าความเงียบหมายถึง ‘การลืม’ การถูกกลั่นแกล้ง กดขี่ บังคับให้ลืม แต่พออยู่กับความเงียบนานเข้า ก็ค้นพบความเงียบที่ไม่เคยนึกถึง

“มีประโยคหนึ่งสะกิดใจผมมาก เราจะเข้าใจและรับฟังดนตรีได้หรือไม่? รู้จักความต่างของคนได้หรือไม่ ถ้าหากระหว่างคนเหล่านั้น ไม่มี ‘ความเงียบ’ สำหรับผมมันปิ๊งเลย ถ้ามันไม่มีพื้นที่ความเงียบซ่อนอยู่ เราจะฟังเสียงต่างๆ ได้แบบที่เราฟังดนตรีหรือไม่” ธงชัยชวนคิด

หยิบยกเสน่ห์ของหนังเงียบ มาขยายความ ที่เพียงแค่ท่าทางของนักแสดงก็ทำให้เราแต่งเติมคำพูดเข้าไปได้ ในความเงียบระหว่างหนัง ช่องเสียงดนตรี สื่อความหมายพิเศษที่ไม่ได้ผ่านคำพูด เหมือนเฟรมเงียบในหนังของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ที่ทำให้ธงชัยอึดอัด เพราะมันพาไปคิดถึงโน่นนี่เต็มไปหมด

“หนังสือเล่มนี้ พูดถึงความทรงจำมากมายที่อยู่ในความเงียบ ผมอธิบายไว้ตอนนึงว่า 6 ตุลาฯ มีส่วนเกี่ยวข้องกับสงครามเย็น สงครามเย็นมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น อย่างการปราบปรามคอมมิวนิสต์ อ.ทัศนัยส่งเสียงดังถึงเรื่องเหล่านั้น ที่ผมพยายามพูดสมัยก่อนหน้านี้ ซึ่งเมื่อพูดจบ สำหรับผมรู้สึกว่ามันยังเงียบเกินไปอยู่ดี”

ธงชัยพาผู้ร่วมเสวนาท่องบรรยากาศสังคมที่มี 2 ด้านคู่ขนาน เหมือน ‘สงครามเย็น’ ที่ร้อนแรงไม่สมชื่อ เหมือนสังคมไทยที่แบ่งฝักฝ่าย แต่ก็อยู่ด้วยกันมาได้

“สังคมไทย อึกทึกคึกโครมได้ทั้งที่เงียบ เห็นด้วยมาก ผมสังเกต สังคมไทยคำขวัญเต็มบ้านเต็มเมือง ล่าสุด ต้องเคารพความหลากหลาย คำขวัญเชิงปลุกขวัญกำลังใจเยอะไปหมด นี่คือด้านอึกทึก

ด้านเงียบคือ เมื่อวิจารณ์คุณถูกปิดปาก จนทุกคนรู้สึกปล่อยให้เป็นไปตามนั้น รู้ว่า ‘เส้นแค่ไหนอย่าพูด’ รู้จุดว่าอะไรทำให้ตัวเองอยู่ในสังคมนี้ได้”

ต้อง ‘ปอกความหมาย’ ให้พ้นมายาคติ

เพราะมีการใช้อาวุธนิวเคลียร์ ธงชัยจึงมองสงครามเย็นว่า ‘เกือบจะร้อนที่สุด’ ซึ่งสงครามในปัจจุบันยังไม่ใกล้เคียงจุดนั้น

ซูมเข้าไปที่เลเยอร์ของชั้นงาน ก่อนที่ธงชัยจะเอ่ยปาก

“สงครามเย็น มีหลายอย่าง มี Propaganda มีสิ่งล่อลวงมากมาย มีภาพหนึ่ง ‘คอมมิวนิสต์ กับเสรีภาพ’ ปรากฏว่ามีตัวมอนสเตอร์ญี่ปุ่น ดูสมัยเป็นผู้ใหญ่มันก็ตลก สมัยเด็กเรารู้สึกมันจริงจัง

ราวกับว่าสงครามเย็น ไม่ได้เป็นเลเยอร์ของความจริงบางอย่างซึ่งไม่เคยได้เอ่ย จนสุดท้ายก็กลายเป็นความจริงอีกชุดที่เราเห็น ทั้งที่เป็นเรื่องโกหกหลอกลวงทั้งสิ้น”

เพียงแวบหนึ่ง ธงชัยฉุกคิด ถึง ‘ภาษาศาสตร์’

“ภาษาทั้งหลายมีความหมายหลายชั้น”

ธงชัยเอ่ย ก่อนอธิบายต่อไป ชั้นที่เราเห็นในปัจจุบัน บ่อยครั้งคือสิ่งที่เรารับรู้ทั่วไป แต่มันมีร่องรอยของชั้น (ความจริง) ก่อนหน้านั้น

ถ้าเราขุดไปเรื่อยๆ ปอกความหมายชั้นนอก ปอกลงไปๆๆๆ เพื่อให้เจอความหมายชั้นล่างสุดใช่หรือไม่? ‘ไม่ใช่’ ปอกลงไปสุดท้ายเจอว่าเป็นหัวหอม ไม่มีแก่นอะไรเลย ประกอบด้วยชั้นความหมายของภาษาที่ซ่อนสิ่งต่างๆ ไว้อยู่เต็มไปหมด

นักภาษาศาสตร์จำนวนหนึ่งพยายามบอกว่า ‘อย่าไว้ใจความหมายที่เห็นอยู่เบื้องหน้า ให้เสาะหาลงไป จะรู้จักร่องรอย’ แล้วอย่าคิดว่าปอกลงไปแล้วจะเจอความหมายที่เป็นแก่นแท้ เพราะสุดท้ายอาจจะไม่เจออะไรเลย เจอแต่ความหมายที่ทับถม ท่วมขึ้นมา ให้เห็นร่องรอยต่างๆ แล้วก็เริ่มปิดปาก เริ่มซ่อนตัวอยู่ภายใต้ความหมายปัจจุบัน อยู่ที่ศิลปะของความเข้าใจในสารัตถี ไปให้พ้นจากมายาคติของภาษา ต้องรู้จักปอกความหมายเหล่านั้นออกมา” ธงชัยให้มุมมอง

โดยเปรียบกับชิ้นงานของทัศนัย ที่ปอกลึกลงไปแล้วอาจจะเจอความว่าง แต่ขณะเดียวกัน ระหว่างปอกจะพบความหมายเพิ่มพูนทีละชั้น จนถึง “แกนกลาง”

‘บอนไซ’ วิญญาณขบถ กรุณาส่งเสียงอึกทึก

ทัศนัยใช้ความเงียบเป็นปริมณฑลของความคิด เพื่อสร้างชิ้นงานบนการทบทวน ขณะที่ธงชัยเขียนออกมาเพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองได้พูดบางสิ่ง

‘ความเงียบ’ ด้านหนึ่งจึงมีพลัง แต่สังคมที่ ‘ถูกบีบให้เงียบ’ ความเงียบนั้นก็อาจเป็นสิ่งอันตราย หากถูกช่วงชิงไปใช้โดยผู้มีอำนาจ

แล้วการช่วงชิงความเงียบนี้สำคัญหรือไม่?

ธงชัยไม่ขอปรัชญา ตอบชัดว่า ความเงียบเป็นอาการของการ ถูกกดขี่ บังคับ แต่เมื่อปอกเปลือกความเงียบออกมาพบว่าไม่ใช่แค่นั้น

“ที่สุด คือการทำความเข้าใจความเงียบและเสียกอึกทึกคึกโครมในสังคม ความเงียบเกี่ยวกับ 6 ตุลา หรือเสียงอึกทึกจากการแซ่ซ้อง ผมเข้าใจความสัมพันธ์มากขึ้น

จริงๆ แล้ว เราสามารถถอด ‘อีนุงตุงนัง’ ออกมาอธิบายได้ ความเงียบ หรือเสียงเหล่านี้ จะเป็นภัยอันตราย เป็นการล่อลวงหรือไม่ก็ได้ ซึ่งผมเคยเขียนมานานแล้ว ความเงียบของ อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มีพิรุธ เป็นความเงียบที่ไม่ได้เกิดจากความสมัครใจ แต่ถูกทำให้เงียบ ทั้งจากรัฐ จากความเจ็บไข้ ความเงียบมีหลายด้าน เสียงอึกทึกก็มีทั้งเสียงเรียกร้องให้เราทำตัวดี ในขณะที่ ‘อย่าวิจารณ์นะ’ หรือเสียงอึกทึก ที่ผมอยากให้สื่อสารเกี่ยวกับ 6 ตุลาฯ ก็ได้มีการพูดมากพอสมควรแล้ว

สรุปแล้ว ทั้งความเงียบและเสียงอยู่ด้วยการ หลักง่ายๆ เมื่อไปเจอเสียงที่ถูกทำให้เงียบ กรุณาส่งเสียงอึกทึก เมื่อคุณเจอเสียงอึกทึกคึกโครมด้วยการป่าวร้อง คุณควรจะบอก ‘เงียบหน่อยสิ’ อย่างเช่นผลงานที่แสดงให้เห็นนี้ มันทั้งร้อน ทั้งคึกโครม แต่เอาเข้าจริงซ่อนอะไรไว้เยอะ ในสังคมไทยเสียงและสิ่งที่ปรากฏล้นเกิน ทำให้เราไม่ได้ยิน ไม่เห็นอะไร ยิ่งกว่านั้นทำให้เราปฏิเสธแม้กระทั่งความทรงจำ ความเจ็บปวด และแรงปรารถนาของเราเอง พูดง่ายๆ ทำให้เราไม่มีลักษณะของความเป็นคน ไม่มีความคิด” ธงชัยชี้ผลลัพธ์จากความเงียบฉี่ที่ดังเกินไป

ขณะที่ทัศนัยฉายภาพอีกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในวงการศิลปะและวัฒนธรรม คือการบอนไซ ทำให้จิตสำนึกของเสรีชนนั้น เชื่องเชื่อ ทำให้วิญญาณขบถถูกจับขังในกรง

“เราจึงเห็นงานศิลปะที่ไม่ทำให้เราเห็นอะไร สายตาของเรามืดบอดและไม่ได้ยินอะไร แม้กระทั่งประวัติศาสตร์ หรือชีวประวัติของเราเอง แต่ในสังคมที่เต็มไปด้วยโครงสร้างแห่งระเบียบและมืดบอดทุกตารางนิ้ว ยังเต็มไปด้วยร่องรอยมากมายให้ปะติดปะต่อและสืบค้น

ผมคิดว่าคนรุ่นใหม่และคนจำนวนมาก กำลังเผชิญกับสภาวะ ‘กึ่งหลับกึ่งตื่น’ ในความฝัน เต็มไปดวยความกลัวแต่ก็ต้องเดินทางต่อไป พยายามจะเข้าใจในสิ่งที่เราไม่เคยเข้าใจ และไม่มั่นใจเลยว่าจะไปจบที่ไหน เราเดินทางข้ามภพข้ามภูมิยิ่งกว่าไตรภูมิเสียอีกในสังคมแบบนี้ และโลกก็เป็นแบบนี้เสมอมา มันไม่เคยสงบสุข สันติสุข” ทัศนัยให้แง่คิด ก่อนทิ้งท้ายว่า

ยังมีเรื่องมากมายที่รอการเข้าใจ อารยธรรมของมนุษย์มีความหมายให้ค้นพบไม่จบสิ้น และไม่เป็นสมบัติของใคร

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราคิดว่า สังคมควรจะสันติสุข นั่นคือโลกจบสิ้น และมันก็จบสิ้นมา 8 ปีแล้วด้วย”