สร้างเด็กช้างเผือกดนตรี ให้เป็นประชากรโลกได้อย่างไร

9.10.22 | 11:49 น.
สร้างเด็กช้างเผือกดนตรี ให้เป็นประชากรโลกได้อย่างไร

สร้างเด็กช้างเผือกดนตรี
ให้เป็นประชากรโลกได้อย่างไร

ระหว่างวันที่ 24-30 กันยายน พ.ศ.2565 ได้เดินทางไปเจรจากับโรงเรียนเตรียมดนตรีสำหรับเด็ก อายุ 10-18 ปี เพื่อจะส่งเด็กเก่ง (ช้างเผือก) ไปเรียนต่อที่เยอรมนี คำถามทำไมต้องไปเรียนดนตรีที่เยอรมนี ปัญหามีอยู่ว่าเด็กไทยที่เก่งดนตรีแล้ว ไม่มีครูดนตรีสอนและไม่มีสถาบันดนตรีรองรับ หรือเป็นที่พึ่งทางการศึกษาดนตรีของเด็กได้ จึงต้องหาสถานศึกษาที่เหมาะสมให้แก่เด็กช้างเผือกดนตรีได้ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง

เด็กโตขึ้นทุกวัน เด็กที่เก่งก็รอไม่ได้ เพราะเป็นเวลาที่เด็กเสียโอกาสของชีวิต ปัญหาคลาสสิกพื้นๆ ที่พบในระบบการศึกษาดนตรีเมืองไทย เด็กที่เก่งดนตรีอายุ 9-12 ปี เก่งกว่านักศึกษาดนตรีในสถาบันอุดมศึกษา ที่อนาถกว่านั้นคือ ครูสอนดนตรีในอุดมศึกษาไม่สามารถพัฒนาให้เด็กเก่งได้ เด็กหมดโอกาสเพราะทำได้แค่นี้

มอบของที่ระลึกให้แก่ผู้อำนวยการโรงเรียนดนตรี

เมื่อเดินทางไปโรงเรียนเตรียมดนตรี (Musikgymnasiums Belvedere) เมืองไวมาร์ (Weimar) ซึ่งเป็นหนึ่งใน 4 เมืองที่มีโรงเรียนเตรียมดนตรีที่เก่งๆ (Weimar, Hamburg, Hannover, Cologne) เฉพาะเมืองไวมาร์มีนักเรียนดนตรีประมาณ 100 คน มีครูดนตรี 60 คน ครูดนตรีต้องสอนทั้งระดับเตรียมดนตรีและสอนที่สถาบันฟรานซ์ลิสต์ (Franz Liszt) ด้วย ครูดนตรีสอนสัปดาห์ละ 20 ชั่วโมง รัฐจ่ายเงินเดือนแพง (3,000-6,000 ยูโร)

ถ่ายรูปกับฝ่ายปกครองและฝ่ายดนตรี

โรงเรียนเตรียมดนตรีรับนักเรียนในพื้นที่ อายุ 10-18 ปี ซึ่งแต่ละปีจะมีนักเรียนเข้าเรียนในชั้นอายุต่างๆ ประมาณ 20 คน เด็กทุกคนต้องอยู่หอพัก ซึ่งเป็นโรงเรียนกินนอน พื้นที่โรงเรียนอยู่บนเนินเขา ซึ่งเป็นวังเก่าของเจ้านายเมืองไวมาร์ (ศตวรรษที่ 18) ปัจจุบันเป็นอาคารอนุรักษ์โดยยูเนสโก ปรับปรุงให้เป็นอาคารเรียนดนตรี มีอาคาร 7 หลัง ทั้งใหม่และเก่าอยู่ด้วยกัน โดยออกแบบและสร้างไว้อย่างลงตัวและกลมกลืน

Advertisement

เมืองไทยเคยสร้างโรงเรียนสำหรับเด็กเตรียมดนตรีแบบกินนอน มีมาตรฐานสูงเหมือนเยอรมนี ต่างกันเพียงว่าของเยอรมนีนั้นเป็นนโยบายจากรัฐ คนเปลี่ยน นโยบายไม่เปลี่ยน แต่ของไทยนั้นเป็นอุดมการณ์เฉพาะบุคคล เมื่อคนเปลี่ยน ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปตามคน จึงทำให้การเรียนดนตรีของเด็กไทยมีสภาพที่ด้อยพัฒนา

ไวมาร์เป็นเมืองเล็กๆ เป็นบ้านของเกอเธ่และชิลเลอร์ (Goethe-Schiller) กวีเอกชาวเยอรมัน ซึ่งบทกวีเกอเธ่ถูกนำไปใส่เป็นเพลงร้องโดยศิลปินใหญ่ๆ โมสาร์ต เบโธเฟน ชูเบิร์ต เบอร์ลิโอซ ลิสต์ วากเนอร์ มาเลอร์ ทำให้บทกวีของเกอเธ่โด่งดังมาก เกอเธ่ได้รับยกย่องจารึกชื่อให้เป็นทูตผู้เผยแพร่วัฒนธรรม กลายเป็นสถาบันวัฒนธรรมเกอเธ่ (Goethe Institute) ที่บ้านและสวนของเกอเธ่ได้ขึ้นทะเบียนจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก

ที่เมืองไวมาร์มีบ้านนักดนตรีผู้ยิ่งใหญ่ชื่อ ฟรานซ์ ลิสต์ (Franz Liszt) เมื่อครั้งที่ลิสต์เป็นผู้อำนวยการสถาบันดนตรี มีค่ายกักกันเชลยสงคราม (280,000 คน) ของพวกนาซี บูเค็นวาลด์ (Buchenwald Memorial) มีห้องสมุดสมัยโรโคโค (Rococo) รักษาไว้ (Anna Amalia Bibliothek) มีอายุ 234 ปี สมัยรัชกาลที่ 1

อนุสาวรีย์ของลิสต์

ใกล้ๆ สถาบันดนตรี (Hochschule fr Musik, Franz Liszt) มีสวนสาธารณะที่ใหญ่มาก เขาเลี้ยงแกะเป็นฝูงไว้กินหญ้าแทนการใช้เครื่องตัดหญ้า มูลแกะก็กลายเป็นปุ๋ยธรรมชาติ มีต้นไม้ใหญ่ อากาศสะอาด มีทางเดินออกกำลังกาย มีรถเมล์ที่ตรงเวลาเชื่อถือได้ มีทางจักรยาน แม้โลกจะเปลี่ยนไป เทคโนโลยีก้าวหน้าสูง แต่เมืองไวมาร์เป็นเมืองที่ใช้วิถีชีวิตดั้งเดิม รักษาเมืองเก่าเอาไว้ ผู้คนอยู่อย่างสงบ เป็นเมืองประวัติศาสตร์เยอรมนีที่มีชีวิต เด็กเยอรมัน (10-18 ปี) ต้องไปเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่เมืองไวมาร์เพื่อสัมผัสกับชีวิตในอดีต เมืองไวมาร์จึงเป็นธุรกิจการท่องเที่ยวเพื่อเรียนประวัติศาสตร์สัมผัสอดีต “เยอรมันศึกษาหรือยุโรปศึกษา”

ไวมาร์เป็นเมืองการศึกษา เมืองของนักปราชญ์ บรรยากาศทำให้เด็กมีสมาธิในการฝึกซ้อมดนตรีอย่างจริงจัง มีกิจกรรมดนตรีขั้นเทพ หากเด็กไม่เก่งหรือไม่แกร่งก็จะอยู่ยาก โรงเรียนดนตรีไม่มีพื้นที่สำหรับคนขี้เกียจ เด็กๆ ที่ไปเรียนดนตรีหากอยู่ได้ เชื่อว่าจะได้ฝึกฝีมือที่มีมาตรฐาน ซึ่งฝีมือมาตรฐานนั้นต่อรองไม่ได้

เด็กไทยที่หวังจะเข้าเรียนดนตรีนั้นก็เป็นเรื่องยากเพราะการศึกษาไทยมีคุณภาพต่ำ ความจริงคุณภาพเป็นเรื่องมาตรฐานที่มีเหมือนกันทั่วโลกเพราะมีมาตรฐานเดียว ไม่ได้มีสองมาตรฐาน หรือหยวนๆ มาตรฐาน

ห้องสมุดสมัยโรโคโค

ที่เมืองไทย เด็กเรียนดนตรีเป็นวิชาพิเศษ ต้องหาครูพิเศษ ค่าเล่าเรียนแพง เครื่องดนตรีแพง เพราะไทยผลิตเครื่องดนตรีไม่ได้ ในโรงเรียนสามัญไม่สามารถพัฒนาฝีมือดนตรีให้เด็กเก่งได้ เด็กต้องเรียนภาษาอังกฤษเพิ่ม ต้องไปโรงเรียนนานาชาติ ต้องลงทุนสูง พ่อแม่ก็ทำหน้าที่ “รับลูกส่งลูก เลี้ยงลูก และเฝ้าลูก” พ่อแม่ไม่ต้องทำอะไร ชีวิตนี้มอบให้ลูก และลูกก็เป็นทุกอย่างในชีวิต พึ่งใครไม่ได้

“เมื่อลูกยังเล็กก็ทำทุกอย่างเพื่อลูก เพราะรักลูก ลูกโตขึ้นก็ทำทุกอย่างให้ลูก เพราะกลัวว่าลูกจะไม่รัก”

เมื่อลูกเก่งดนตรีได้ระดับหนึ่ง เมืองไทยก็ไม่มีสถาบันที่เข้มแข็งพอ ทั้งระดับเตรียมและระดับอุดมศึกษา จำเป็นต้องส่งลูกไปเรียนต่างประเทศ โดยใช้ทุนของตัวเอง รัฐไม่มีทุนให้เด็กที่เรียนดนตรี โดยสภาพแล้วเด็กไทยยังมีปัญหาอาหารมื้อกลางวันอยู่ ยังไม่สามารถที่จะคิดเรื่องเด็กที่เก่งดนตรีได้ จากเหตุผลเหล่านี้ เด็กไทยซึ่งเก่งดนตรีที่มีอยู่น้อยจึงไม่มีอนาคต และการไปเรียนดนตรีระดับอาชีพในต่างประเทศจึงยาก

ยิ่งตลกกว่านั้น หากเรียนดนตรีจบมามีฝีมือสูง เมืองไทยก็ไม่มีงานดนตรีอาชีพให้ทำ ต้องสร้างงานเองและสร้างอาชีพขึ้นใหม่ ถ้าไม่คิดอะไรมากก็อยู่กันไปตามยถากรรม สรุปว่า การเรียนดนตรีให้เก่งนั้นยาก เมื่อเก่งแล้วยิ่งมีชีวิตที่ยากกว่า หากไม่เก่งอะไรเลยก็อยู่ลำบากมากขึ้นไปอีก นอกจากอยู่ไปอย่างเสียดายชีวิตเพราะว่าไม่มีอะไรให้เลือกที่ดีกว่านี้ หากเก่งจริงและรักอาชีพดนตรีจริง ก็ต้องเป็นประชากรของโลกเท่านั้น โดยทำมาหากินมีอาชีพดนตรีในต่างประเทศ แล้วค่อยไปแสดงให้เด็กไทยดูเป็นครั้งคราวแบบโปรยทาน

วงซิมโฟนีออร์เคสตราอาชีพในเมืองไทยไม่มี วงดนตรีที่มีก็ไม่ได้จ่ายเงินอย่างมืออาชีพ อาทิ วงสิงคโปร์ ฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ โตเกียว ปักกิ่ง เพราะวงซิมโฟนีอาชีพนั้นมีมาตรฐานเดียวกับวงดนตรีอาชีพในยุโรป ทั้งเรื่องของฝีมือและเงินซึ่งได้จากรัฐบาล ทำให้นักดนตรีอาชีพมีคุณภาพชีวิตที่ดี อาชีพนักดนตรีในวงซิมโฟนีออร์เคสตราของเขาจึงมีราคาความน่าเชื่อถือสูง เป็นเครื่องหมายของความเจริญ เมืองไทยนิยมเรียกกันว่า “ซอฟต์เพาเวอร์”

จากปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ พ่อแม่ผู้ปกครองไทยจึงอยากให้ลูกได้เรียนวิชาที่ทำเงินและหารายได้ที่ดีกว่า เช่น ไปเรียนหมอ บัญชี วิศวะ สถาปัตย์ เทคโนโลยี ซึ่งเป็นวิชาที่หาเงินและสร้างฐานะได้รวยกว่าเรียนดนตรี

ส่วนเด็กไทยที่ยังปักใจจะเรียนดนตรีด้วยความรักและชอบ หากพ่อแม่มีฐานะรวยถาวรก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าพ่อแม่หาเช้ากินค่ำก็ไปไม่รอด ส่วนพ่อแม่ที่พอจะส่งเสียให้ลูกเรียนดนตรีได้ ต้องทำงานตัวเป็นเกลียวหัวเป็นนอตเพื่อให้ลูกได้เรียนดนตรี ลูกก็ต้องเก่งสถานเดียว หรือโคตรเก่ง ใครเห็นแล้วก็ต้องยกนิ้วให้ แม้จะมีแค่ไม่กี่คน แต่ก็ยังมีช่องทางให้เดินก้าวต่อไปได้ แม้ช่องทางที่มีอาจจะเล็กเท่ารูเข็ม ซึ่งก็เป็นเส้นทางให้เดิน ถ้าหากว่าผ่านช่องรูเข็มไปได้ ก็จะเข้าไปอยู่ในโลกนานาชาติได้ทันที

เด็กที่จะเรียนดนตรีต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง สำคัญคือต้องมีทักษะในการเล่นดนตรีสูง ต้องฝึกซ้อมให้เครื่องดนตรีกลายเป็นอวัยวะอีกชิ้นหนึ่งของชีวิต ต้องมีทักษะภาษาเยอรมันและอังกฤษ เมื่อเข้าเรียนดนตรีแล้ว โรงเรียนก็จะสอนภาษาอิตาเลียนเพิ่ม

เด็กต้องมีทักษะทางเทคโนโลยี ซึ่งอันนี้ไม่ยากเพราะใช้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว เด็กต้องจัดการตัวเองได้ อยู่คนเดียวได้ อยู่หอพักมันเงียบและเหงาแต่ก็ต้องซ้อมดนตรี ทุก 2 สัปดาห์ต้องออกจากหอพักไปอยู่กับครอบครัว เพื่อป้องกันโรคเหงาและหลอน จำเป็นต้องมีผู้ปกครองช่วยดูแล

เด็กต้องรับผิดชอบตัวเอง ทำหน้าที่ มีระเบียบชีวิต ช่วยตัวเองได้ เรียนรู้ว่าอะไรทำได้และอะไรทำไม่ได้ ต้องเคารพระเบียบเคร่งครัด มีสามัญสำนึก มีจิตสาธารณะ ซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น มีความพยายามสูงแบบปิดประตูแพ้ อดทนอากาศที่หนาวได้ ซึ่งเป็นวิธีการสร้างคนดนตรีให้เป็นประชากรโลก “เป็นทั้งคนดีและคนเก่ง”

สำหรับวิชาดนตรีนั้นจะต้องเรียนวิชาเครื่องมือเอกที่เลือกแล้ว ต้องเรียนเปียโนและเรียนขับร้อง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของนักดนตรี เขาสร้างเด็กให้เก่งรอบตัวโดยสร้างตามคุณสมบัติแบบเดียวกับโมสาร์ต

เด็กที่จะไปเรียนต่อดนตรีก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่ต้องเผชิญกับสิ่งเหล่านี้ ต้องจ่ายค่าเครื่องบิน เสียค่าประกันชีวิตยามเจ็บป่วย จ่ายค่าที่พักและอาหาร (หอพัก) เดือนละ 350 ยูโร ไม่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียน และต้องหาผู้ปกครองที่อยู่ในเยอรมนี เพราะเด็กต้องออกจากหอพักทุกๆ 2 สัปดาห์ และตอนเวลาปิดเทอม

ถ้าพ่อแม่อ่านแล้วรู้สึกถอดใจ ก็ให้อยู่ต่อไปแบบไทยๆ แต่ถ้าหากอ่านแล้วฮึดสู้เพื่อจะสร้างการศึกษาให้ลูกโดยสร้างโอกาสผ่านรูเข็มเล็กๆ ตั้งใจอยากพัฒนาลูกให้เก่ง ซึ่งไม่ใช่เพียงวิชาดนตรีเท่านั้น วิชาชีพอื่นๆ ที่ต้องใช้ทักษะ ทุกๆ อาชีพก็มีโครงสร้างและเส้นทางต้องเดินเหมือนกันหมด “พรสวรรค์สร้างได้ ไม่ต้องคอยเทวดา”

ถึงตรงนี้แนะนำให้ดูภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง (King Richard) พ่อของวีนัสและเซเรนา วิลเลียมส์ ที่สร้างลูกให้เล่นเทนนิส มีครอบครัวที่ยากจน มีความลำบาก มีแรงกดดัน เป็นชีวิตที่ไม่มีทางเลือก ทำงานหนักและทำสำเร็จ

ชีวิตนี้ผมมีเวลาเหลือน้อยเต็มที เมื่อสร้างขึ้นเองไม่ได้ จึงต้องอาศัยโครงสร้างของเยอรมัน เพราะสังคมเยอรมันเป็นพวกรู้จริงทำได้แข็งแกร่ง แตกต่างไปจากพวกกะล่อนนิยม จึงจำเป็นต้องสร้างต้นแบบขึ้นใหม่ หากได้ส่งเด็กไทยไปเรียนปีละ 1 คน อีก 10 ปี ก็จะมีเด็กไทยที่เก่งดนตรีระดับโลกอีก 10 คน เมื่อมีครูเก่งก็สามารถจะสร้างนักเรียนให้เก่งได้ ถึงตอนนั้นก็เป็นโอกาสที่จะสร้างโรงเรียนเตรียมดนตรีในเมืองไทยขึ้นใหม่ได้

ความรู้สึกของผมสำหรับวันนี้ “สายลมเปลี่ยนทิศแต่ดวงจิตไม่เคยเปลี่ยนเลย”