โศกนาฏกรรมศูนย์เด็กเล็ก เร่งดึงเข้าระบบ เล็ง‘แอพพ์’แจ้งเหตุ

19.10.22 | 14:05 น.

นับเป็นประเด็นหลักกลางสภากรุงเทพมหานครครั้งล่าสุด สำหรับกรณีกราดยิงศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อบต.อุทัยสวรรค์ จังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งแม้ต่อมาปรากฏข้อมูลว่าสาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่มาจากการใช้ของมีคม ไม่ใช่อาวุธปืน แต่ไม่ว่าอย่างไร จุดร่วมก็คือเรื่อง ‘ความปลอดภัย’

12 ตุลาคมที่ผ่านมา ณ อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่ 4 (ครั้งที่ 2) ประจำปีพุทธศักราช 2565

สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เตรียมโพยสอบถามผู้บริหาร กทม. ถึงมาตรการป้องกันในศูนย์เด็ก และเรื่องยาเสพติดในโรงเรียน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ปกครองและประชาชนชาวกรุงเทพฯ โดย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. และวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯกทม. และผู้บริหารคนอื่นๆ ร่วมตอบคำถาม

“กรณีกราดยิงในจังหวัดหนองบัวลำภูนั้น ในประวัติศาสตร์ของประเทศเราไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาก่อน เป็นครั้งแรกที่มีเด็กเสียชีวิตมากขนาดนี้…วันนี้ผมในฐานะสมาชิกสภา กทม. เพื่อนๆ สมาชิกสภา กทม.ทั้ง 49 ท่าน มีโอกาสได้พูดคุยกัน มีความกังวลว่าเหตุการณ์นี้น่าจะไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งแรก และไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งสุดท้าย จึงขอเสนอด้วยวาจา ขอเสนอให้กรุงเทพมหานครมีมาตรการด้านความปลอดภัยภายในโรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน สังกัดกรุงเทพมหานคร” กิตติพงศ์ รวยฟูพันธ์ ส.ก.เขตทุ่งครุ เปิดประเด็นโดยยื่นญัตติด่วนกับที่ประชุมกรุงเทพมหานคร ตามข้อบังคับการประชุมสภา ข้อ 39 (1)นำมาซึ่งการหารือประเด็นดังกล่าวอย่างเข้มข้น

ย้อนไปช่วงก่อนตบเท้าเข้าสภา ส.ก.เขตทุ่งครุย้ำว่า นี่คือเหตุร้ายแรงเหตุการณ์หนึ่งของประเทศ ก่อนหน้านี้ก็มีเหตุหญิงวิกลจริตแทงนักเรียนในโรงเรียนมาแล้ว โดย กทม.มีโรงเรียนในสังกัดกว่า 437 แห่ง ไม่รวมโรงเรียนสังกัดอื่นที่อยู่ในพื้นที่ ในวันนี้ ส.ก.ได้ยื่นญัตติเพื่อสอบถามแนวทางการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ รวมถึงแนวทางแก้ไขหากเกิดเหตุขึ้น เพื่อให้มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

Advertisement

ด้าน ณภัค เพ็งสุข ส.ก.เขตลาดพร้าว กล่าวถึงเหตุการณ์ที่หนองบัวลำภู ในฐานะประธานกรรมการการศึกษา สภา กทม.ว่า ขอเป็นตัวแทนสมาชิกแสดงความเสียใจและส่งกำลังใจให้ครอบครัวผู้เสียชีวิต จะเห็นได้ว่าทุกครั้งที่เกิดเหตุ ต้นเหตุเกิดจากปัญหาสุขภาพจิตและภาวะเครียด จึงขอให้ทุกหน่วยงาน ภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงทหาร และตำรวจ หยุดวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งผลต่อกำลังใจของผู้ปฏิบัติงาน และให้มีความจริงใจในการดูแลข้าราชการ ลูกจ้างและกำลังพลให้มากขึ้น

ระดมสมอง เกิดโศกนาฏกรรมในเขต
จะทำอย่างไร?
ตัดภาพมาในสภา สุทธิชัย วีรกุลสุนทร หรือ เฮียล้าน ส.ก.เขตจอมทอง กล่าวถึงประเด็นกราดยิงว่าเป็นเรื่องสำคัญ ช่วงเหตุการณ์ที่ผ่านมา ทุกคนดูข่าว หลายคนบอกว่าถ้าเกิดขึ้นในพื้นที่แต่ละเขตจะทำอย่างไร เรามีมาตรการป้องกันอย่างไรบ้าง คือสิ่งสำคัญที่นำเรื่องนี้เข้าสู่สภา กทม. ซึ่งจะพูดถึงแนวทางแก้ไขปัญหาให้ผู้บริหาร กทม.ได้รับทราบข้อมูล เพราะหลายเรื่องคนไม่รู้

สถิติจำนวนปืนในกลุ่มประเทศอาเซียน ของไทยเราจำนวนปืนสั้นที่ประชาชนครอบครอง 10,342,000 กระบอก แบ่งเป็น ปืนมีทะเบียน 6,221,180 กระบอก ปืนที่ไม่มีทะเบียน 4,120,820 กระบอก

“ดูข้อมูลจากหลายประเทศ มีการซื้อและพกอาวุธ โดยเฉพาะปืนขนาดเล็ก (SAS) สูงสุด อันดับ 1 คือ สหรัฐอเมริกา 393.3 ล้านกระบอก อินเดีย 71.1 ล้านกระบอก ประเทศไทยครอบครอง ในปี 2017 อันดับ 13 ของโลก จำนวน 10,342,000 กระบอก นับว่าไทยครอบครองสูงสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือคิดเป็นครอบครอง 15 กระบอก ต่อประชากร 100 คน ขณะนี้มีปืนราว 6 ล้านกระบอก ที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย” สุทธิชัยกล่าว

ส.ก.เขตจอมทองกล่าวต่อไปว่า บ้านเรามีคนถูกทำร้ายด้วยคดียาเสพติดจำนวนมาก ปี 2563 กทม.มีคนที่ติดยาไอซ์กว่า 1,700 คน ยาเสพติดซื้อขายกันง่ายมาก ปัญหาในสังคมบ้านเราที่เกิดขึ้นเพราะคนติดยา และยาถูกลง ซื้อขายกันง่าย บางคนเสพจนไม่มีเงิน ก็ไปฉกชิงวิ่งราว ก่ออาชญากรรมเพื่อเอาเงินมาซื้อยา บางคนควบคุมไม่ได้ ไปทำร้ายพ่อแม่ คือเรื่องน่าห่วง

“จะเห็นได้ว่าภาครัฐบาล โดยกระทรวงสาธารณสุข ได้เผายาเสพติด ปี 2565 จำนวนรวม 40,703 กิโลกรัม 185 คดี รวม 34,688 ล้านบาท มีทั้งยาไอซ์ เฮโรอีน ยาอี ฝิ่น ฯลฯ น่าเป็นห่วงที่สุด ว่าคนจะเสพยาแล้วควบคุมไม่ได้ ออกไปทำร้ายคนอื่น” เฮียล้านกล่าว

เสนอแก้ข้อบัญญัติ
ใช้งบปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน‘ศูนย์เด็กเล็ก’ได้
กิตติพงศ์ ส.ก.เขตทุ่งครุ เปิดใจว่า ในฐานะที่เป็นพ่อคน รู้สึกสะเทือนใจมาก เพราะเด็กในที่เกิดเหตุก็อายุใกล้เคียงกับลูกชาย วันนี้ในเมื่อเรายื่นญัตติเรื่องนี้แล้ว ก็ขอแบ่งเป็น 2 ประเด็น ประเด็นแรกเป็นประเด็น ‘ภัยจากภายใน’ และประเด็นที่ 2 ‘ภัยจากภัยนอก’

“กรณีจากภายใน ก็จะเหมือนเรื่องเมื่อที่เดือนที่แล้ว ที่เกิดเหตุการณ์นักเรียนนำปืน (ปากกา) มายิงในห้องคอมพิวเตอร์ ตอนแรกเราได้ยินเป็นคีย์บอร์ดระเบิด จนสุดท้ายความจริงก็ปรากฏว่าเป็นปืน (ปากกา) ที่เอามายิงเอง ส่วนเรื่องที่ 2 เป็นกรณีคนนอกที่เข้ามาภายในบริเวณได้ ไม่ว่าคนนอกนั้นจะได้รับอนุญาตหรือไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในโรงเรียนก็ตาม

“ผมลองไปดูโมเดลของธนาคาร ทุกธนาคารจะมีปุ่มที่ให้เจ้าหน้าที่ด้านหลังเคาน์เตอร์สามารถกดปุ่มได้ทันที แล้วจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามา ผมอยากฝากถามไปยังท่านประธานและฝ่ายบริหาร โรงเรียนของเรามีแบบนี้รึยัง ถ้าไม่มี ถึงเวลาแล้วที่จะมีสัญญาณเตือนภัย ซึ่งต้นทุนเหล่านี้ไม่ถูก โรงเรียนใน กทม.มีจำนวน 437 โรงเรียนแล้ว แต่ความเสียหายแพงกว่าการตั้งสัญญาณเหล่านี้มาก ก็ไม่อยากให้ปุ่มเหล่านี้เหมือนดับเพลิง ที่จะโทรมาถามก่อนว่ามีเพลิงจริงหรือไม่” กิตติพงศ์เสนอความเห็น

ขณะที่ พุทธิพัชร์ ธันยาธรรมนนท์ ส.ก.เขตยานนาวา ขอให้แก้ข้อบัญญัติ กทม. ให้สามารถใช้งบประมาณปรับปรุงโครงสร้างขั้นพื้นฐานของศูนย์เด็กเล็กได้ ด้าน ณภัค ส.ก.เขตลาดพร้าว กล่าวสนับสนุนญัตติดังกล่าว โดยมองว่าเป็นการดีที่จะมีบริการทางด้านสุขภาพจิตให้แก่พี่น้องประชาชน จึงอยากให้หน่วยบริการตรวจสุขภาพจิตเชิงรุกออกบริการพี่น้องบ่อยขึ้น โดยแบ่งเป็นกลุ่ม ครู นักเรียนในสถานศึกษา และศูนย์เด็กเล็กที่อาจจะเกิดความเครียด ความระแวง หรือวิตกกังวลจากการติดตามข่าวสาร และขอเสนอให้หน่วยบริการเคลื่อนที่เข้าไปอำนวยการแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร เพื่อที่จะสร้างพื้นที่ผ่อนคลายในการปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติงานต่อไป

ขณะที่ สุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา หรือ ดร.จอห์น ส.ก.เขตลาดกระบัง เสนอเพิ่มเติมในเรื่องของการติดตั้งกล้อง CCTV และการปรับปรุงศูนย์เด็กเล็กที่ไม่มีทางออกฉุกเฉิน รวมถึงการสร้างระบบขอความช่วยเหลือกับ สน.พื้นที่ และการจ้างเหมา รปภ.

ชัชชาติจ่อดึง‘ศูนย์เด็กฯชุมชน’
เข้าระบบ สั่งทำคู่มือ คลิปจำลอง เล็ง‘แอพพ์’แจ้งเหตุ
หลังจากนั้นยังมี ส.ก.หลายเขตลุกขึ้นอภิปรายในประเด็นนี้ ก่อนที่ในช่วงท้าย ชัชชาติได้ลุกขึ้นชี้แจงว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญและสอดคล้องนโยบายเส้นเลือดฝอยของผู้บริหาร กทม. ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงเรียน คือหัวใจของการพัฒนาคน ที่ผ่านมาเราอาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบของเรา ที่ต้องรับผิดชอบเด็กที่พ่อแม่ส่งมาให้เราดูแล

“ดูจากตัวเลข ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนของเรามี 291 แห่ง มีนักเรียนในศูนย์ประมาณ 20,000 คน
เด็กใน กทม.เกิดปีละ 50,000 คน ดังนั้น ตัวเลขที่ต้องดูแลเด็กคือ อย่างน้อย 200,000 คน 2-6 ขวบ แต่ส่วนใหญ่มีศูนย์ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับ กทม. โดยอาจจะมีข้อกำหนดต่างๆ ซึ่งไม่สามารถเข้ามาสู่ระบบได้อีกจำนวนมาก ที่เราไม่ได้กำกับดูแล เรื่องความปลอดภัยที่ ส.ก.ให้ความเห็น คือส่วนหนึ่ง แต่ยังมีอีกหลายศูนย์ที่เราไม่ได้ดูแล อยู่ตามชุมชน ไม่ได้มาตรฐาน ไม่สามารถเข้าสู่ระบบของเราได้ ซึ่งตรงนี้ต้องเข้าไปดูแลให้ละเอียดมากขึ้น พยายามดึงเข้าระบบเพื่อดูแลได้ตามมาตรฐาน” ชัชชาติกล่าว

ชัชชาติกล่าวต่อไปว่า เพราะเด็ก 0-6 ขวบ พัฒนามากที่สุด หลังจากนั้นการพัฒนาของสมองก็จะช้าลง ดังนั้น ถ้าเรามัวพัฒนามหาวิทยาลัย โรงเรียนขนาดใหญ่ แต่ลืมเส้นเลือดฝอย อย่างโรงเรียน ศูนย์เด็ก ซึ่งเป็นการศึกษาขั้นปฐมภูมิ สุดท้ายแล้วคุณภาพเด็กจะพัฒนาได้ไม่เต็มศักยภาพ ส่วนมาตรการ ความช่วยเหลือ คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ เป็นเวลาที่ต้องทบทวน

“ความเสี่ยงในศูนย์เด็ก ไม่ได้มีแค่เรื่องกราดยิง แต่ยังมีเรื่องเบื้องต้น อย่าง ไฟดูด มลพิษ ภาวะทางอาหาร สิ่งแวดล้อม การขโมยเด็ก ต้องคิดแบบองค์รวม ไม่ใช่เกิดเรื่องที คิดที ก็ได้สั่งให้ทบทวน ประเมินความเสี่ยงทั้งหมดในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน รวมถึงในโรงเรียนของ กทม.ด้วย แต่โรงเรียนจะได้เปรียบ เพราะมีทั้ง รปภ. ครูผู้ชาย มีครูพละ ซึ่งอาจจะมีความเสี่ยงน้อยกว่าศูนย์เด็ก

มาตรการต่างๆ ที่ท่านสมาชิก ส.ก.เสนอมา อยู่ระหว่างดำเนินการปรับปรุง เรื่องระเบียบต่างๆ ในการทำคู่มือปฏิบัติการ ตอนนี้ได้สั่งให้ทำวิดีโอคลิปง่ายๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้

ส่วนปุ่มฉุกเฉิน ได้คุยกันแล้ว อาจจะทำเป็นแอพพ์ง่ายกว่า เพราะมีคนเดียวที่ไปกดได้ ซึ่งอาจกดได้ยาก แต่ถ้าเราพัฒนาให้อยู่ในแอพพ์มือถือ ครู หรือคนต่างๆ ก็สามารถแจ้งได้เร็วขึ้น ประหยัดเงิน และใช้ได้ในหลายสถานการณ์ และเราอาจจะมีการปรับรูปแบบการทำให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปด้วย ทั้งหมดทั้งปวง ทางผู้บริหารจะไปดำเนินการปรับปรุง และนำมารายงานทางสภาเป็นระยะต่อไป” ชัชชาติทิ้งท้าย

ทีมข่าวเฉพาะกิจ