ถือเป็นประเด็นที่มี คอมเมนต์ หลากหลายในสังคมไทย
สำหรับกรณี หนี้ กยศ. หรือกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาซึ่งมีวิวาทะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อมีการ ยึดทรัพย์ ลูกหนี้ นำมาซึ่งการถกเถียงที่จริงจังมากขึ้นทุกที กระทั่งล่าสุด
ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ฉบับที่… ในวาระ 3 สาระสำคัญของร่างกฎหมายใหม่ ได้แก่ การกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาแบบปลอดดอกเบี้ย ไม่คิดค่าปรับผิดนัดชำระ ไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน และให้ มีผลย้อนหลัง ผู้กู้ยืมเงินและผู้ค้ำประกันทุกราย
เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของเหล่าอดีตลูกหนี้ผ่านโลกออนไลน์อย่างล้นหลาม ขณะที่โลกออฟไลน์ก็มีเวทีถกปมดังกล่าวในหลากแง่มุม
ดังเช่นเมื่อ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา จัดสัมมนาในหัวข้อ หนี้ กยศ. : แก้กฎหมาย แก้หนี้ แก้ถูกที่หรือยัง?ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค สุขุมวิท 22 กรุงเทพฯ
เปิดข้อมูลและมุมมองทั้งเหมือนและต่างอย่างน่าสนใจยิ่ง

สังคมถกหนัก ชวนหาจุดสมดุล
(กยศ.) อยู่รอด-แก้ปมใช้หนี้
ตัดริบบิ้นเปิดเวทีโดย ศุภชัย สมเจริญ รองประธานวุฒิสภาคนที่สอง ซึ่งกล่าวว่า คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง มีการพิจารณาศึกษาและติดตามในประเด็นต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง เมื่อสภาผู้แทนราษฎรได้ให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมทางการศึกษา ในวาระที่ 3 ทําให้หลายภาคส่วนในสังคมเกิดความห่วงใยต่อกรณีดังกล่าว ดังนั้นคณะกรรมการชุดนี้ จึงได้จัดงานสัมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อเป็นข้อมูลให้วุฒิสภาประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้
หากย้อนกลับไปในจุดเริ่มต้นของ กยศ. ตั้งแต่ปี 2538 กยศ.ก่อตั้งด้วยงบประมาณแผ่นดิน และตั้งแต่ปี 2560 ไม่ต้องพึ่งพางบประมาณจากรัฐบาล เนื่องจากใช้วงเงินจํานวนเดิมที่รัฐบาลให้ และมาจากผู้ยืมรุ่นก่อนที่มีการใช้หนี้เงินต้นและดอกเบี้ย และมีรายได้บางส่วนจากหนี้ปรับจากการชําระช้า ทําให้ กยศ.มีเงินเพียงพอในการดำเนินการ
ในช่วงที่ผ่านมา กยศ.มีผู้กู้ประมาณ 2.3 ล้านคนที่ผิดนัดชําระหนี้ เนื่องจากเหตุผลต่างๆ อาทิ รายได้ไม่เพียงพอ ขาดวินัยทางการเงิน และขาดความรับผิดชอบ ในขณะที่ผู้กู้ไม่สามารถชําระหนี้ได้ มีสาเหตุจากการชําระหนี้ที่กําหนดให้ไว้เป็นรายปี ทําให้ผู้กู้จําเป็นต้องเก็บเงินรายเดือน เพื่อไม่ให้เป็นภาระในช่วงใกล้ชําระหนี้ ในขณะที่ผู้กู้บางส่วนอาจมีรายได้ไม่เพียงพอ ทําให้การเก็บออมชําระเป็นรายปี จึงเป็นเรื่องยากและเป็นภาระอย่างยิ่ง การหาจุดสมดุลระหว่างความอยู่รอดของ กยศ.ในอนาคต และการแก้ไขปัญหากรณีผู้กู้ไม่สามารถชําระหนี้ให้กองทุนได้ จึงเป็นประเด็นที่สำคัญที่เราต้องช่วยกันแก้ไข นายศุภชัยกล่าว
หลังสภาไฟเขียว ไม่คิดค่าปรับ ยอดจ่ายหนี้ดิ่ง 26%
คาดอีก 2 ปีบัญชีติดลบ ต้องใช้งบแผ่นดิน
จากนั้น ชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุน กยศ.ที่มาเผยข้อมูลว่าที่ผ่านมา กยศ.ให้เงินกู้ไปแล้ว 6,400,000 ล้านราย เป็นวงเงินประมาณ 700,000 ล้านบาท
ที่ผ่านมา อัตราการชําระหนี้ กยศ.ดีขึ้นตามลําดับ กว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้วอยู่ที่ประมาณกว่า 5,000 ล้านบาท แต่วันนี้อยู่ที่ 23,000 ล้านบาท ในช่วงวิกฤตโควิดที่ผ่านมา อัตราการชําระหนี้ลดลงมาเหลือ 20,000 กว่าล้านบาท แต่มีเรื่องหนึ่งที่น่าตกใจ เมื่อมีข่าวเรื่องที่สภาผู้แทนราษฎรผ่านร่าง พ.ร.บ.กยศ. ในวาระที่ 2 ที่ระบุว่าจะไม่มีดอกเบี้ยอีกต่อไป หลังจากที่ข่าวนี้ออกมา อัตราการชําระหนี้ลดลงไปถึง 26 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเมื่อรูปการณ์เป็นเช่นนี้ ปีหน้าอัตราการชําระหนี้อาจเฉลี่ยลดลงไปถึง 1 ใน 3 นายชัยณรงค์ชี้ ก่อนวิเคราะห์ว่า วันนี้สาเหตุของความยากจน คือสาเหตุแรกทําให้ผิดนัดชําระหนี้ สาเหตุที่ 2 คือการขาดวินัยทางการเงิน สาเหตุที่ 3 คือการขาดจิตสำนึก
คําถามต่อมาคือ ลูกหนี้ กยศ.จนทุกคนไหม หากดูจากสถิติที่ทาง กยศ.ไปสืบทรัพย์บังคับคดี ในปี 2565 จากจํานวนลูกหนี้ 100,000 กว่าคน พบว่าในบรรดาผู้ที่ไม่จ่าย มีผู้ที่มีเงินฝากสูงสุดอยู่ที่ 30 ล้านบาท และมีผู้ที่มีเงินฝากเกิน 1 ล้านบาทมากกว่า 500 คน ถ้าหากวันนี้ดอกเบี้ยของ กยศ.เป็น 0 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 2 ปีข้างหน้า กยศ.จะเริ่มมีตัวเลขบัญชีติดลบ เพราะทุกปีจะให้เงินกู้อยู่ที่ 40,000 ล้านบาทต่อปี มีรายรับอยู่ที่ 20,000 กว่าล้าน เท่ากับขาดหายไปปีละ 15,000 ล้าน เพราะฉะนั้น เราอาจจะต้องกลับไปใช้งบประมาณแผ่นดินในช่วงปี 2568 ซึ่งหากมีการให้กู้ยืมมาก แต่การชำระหนี้น้อยลง เราจําเป็นที่จะต้องใช้งบประมาณแผ่นดินปีละ 20,000-30,000 ล้านบาท แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจําเป็นต้องใช้งบประมาณแผ่นดินถ้าลูกหนี้ไม่จ่าย ถ้าสร้างจิตสำนึกให้มาจ่ายเงินกับ กยศ.ได้ การที่จะมีดอกเบี้ย หรือดอกเบี้ยตํ่าก็จะไม่ใช่ปัญหา ชัยณรงค์กล่าว

แนะกฎหมายต้อง ยืดหยุ่น-ถ่วงดุล กยศ.
โซลูชั่นเดียว แก้ทุกคนไม่ได้
ด้าน วรุณ กาญจนภู รองเลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวถึงความคิดเห็นต่อกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรแก้ไขร่าง พ.ร.บ.กยศ.ว่า ตนมองว่าคอนเซ็ปต์ของสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.กยศ.นั้น ไม่ได้มีมุมมองที่ตรงกับโมเดลของกองทุน กยศ. เนื่องจากโมเดลของ กยศ.เป็นโมเดลของการตั้งกองทุน มีวัตถุประสงค์ที่จะเป็น กองทุนที่ยืนได้ด้วยตัวเอง โดยเป็นภาระของงบประมาณให้น้อยที่สุด รัฐให้ทุนประเดิมในการปล่อยกู้ และหลังจากนั้นก็บริหารจัดการเงินหนี้ นําเงินที่ได้คืนมา หรือดอกเบี้ยที่ได้นํามาปล่อยกู้ต่อให้คนรุ่นต่อไป ทุกสิ่งทุกอย่างมีเรื่องของวินัยทางการเงินมาเกี่ยวข้องตลอดเวลา โดยหลักแล้ว เป็นหนี้ก็ต้องใช้ ไม่ได้สนใจว่าดอกเบี้ยจะเป็นเท่าไหร่ ถ้าเป็นสินเชื่อเชิงพาณิชย์ ก็เป็นดอกเบี้ยเชิงพาณิชย์ ถ้าเป็นสินเชื่อเชิงสวัสดิการ ก็เป็นดอกเบี้ยเชิงสวัสดิการ คําว่าวินัยเกิดจากอุปนิสัยและพฤติกรรม หากมีหนี้แล้วดอกเบี้ยไม่สูง ไม่มีค่าปรับอะไร ก็เป็นการกู้ที่ไม่เป็นการสร้างอุปนิสัยที่จะต้องคืนหนี้ เพราะว่าคืนเมื่อไหร่ก็ได้นั้น เป็นการไม่เกิดประโยชน์ สุดท้ายแล้วกองทุนหนี้ก็จะล้มหายตายจากไปเอง เพราะว่างบประมาณแผ่นดินก็คงไม่อาจอุดหนุนเยาวชนที่เพิ่มขึ้นทุกปีเหมือนกัน
จริงๆ แล้ว ผมก็เห็นด้วยกับการแก้ร่างกฎหมายฉบับนี้ ตั้งแต่เห็นร่างที่เสนอไป เพราะโดยหลักการแล้ว ปัญหาทั้งหมดเกิดจากกฎหมายไม่มีความยืดหยุ่นให้กับ กยศ. ซึ่งต้องทําตามกฎหมายเนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของรัฐ มีเรื่องกฎหมายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งอันนี้ก็เป็นอะไรที่ค่อนข้างลำบากใจ
เมื่อเปรียบเทียบกับธนาคารพาณิชย์ ที่ไม่มีกฎหมายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จึงมีสิทธิที่จะใช้ดุลพินิจเพื่อผ่อนผันหรือยกเว้นได้ ไม่มีความจําเป็นที่จะต้องฟ้อง หรือคิดเบี้ยปรับลูกหนี้ทุกราย แต่เมื่อเป็น กยศ.กลับมีข้อจํากัดของกฎหมายเดิม กฎหมายที่จะแก้ควรต้องสร้างความยืดหยุ่นให้กับ กยศ.มากที่สุด เพราะลูกหนี้เยอะมาก มีความหลากหลายไม่เหมือนกันเลย ไม่มีโซลูชั่นเดียวที่แก้ปัญหาของทุกคนได้ วรุณกล่าว โดยย้ำว่า ต้องให้ความยืดหยุ่นกับ กยศ. โดยกำหนดให้มีธรรมาภิบาล มีระบบตรวจสอบถ่วงดุล ซึ่งเป็นระบบของสถาบันการเงินทั่วไป
-โครงสร้างสินเชื่อ ปัญหาใต้ภูเขาน้ำแข็ง
ขยี้อุปสรรคไม่ใช่แค่จาก ลูกหนี้
อีกมุมมองต้องไฮไลต์ มาจาก ดร.ขจร ธนะแพสย์ ผู้อำนวยการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตั้งแต่ช่วงวิกฤตโควิด ทางธนาคารแห่งประเทศไทยก็เห็นถึงปัญหาหนี้ครัวเรือน เพราะรายได้ของประชนที่หายไป และเรื่องหนี้ กยศ.ก็เป็นเรื่องที่มองว่าต้องมีการแก้ไข แม้ว่า กยศ.จะมีคุณูปการในการทําให้คนรายได้น้อยสามารถเข้าถึงการศึกษา แต่ในอีกด้านก็มีปัญหาที่ต้องช่วยกันแก้ไข
เมื่อดูสัดส่วนคนที่กําลังผ่อนชำระหนี้ กับคนที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ หนี้ กยศ.กลายเป็นหนึ่งในสินเชื่อที่หยุดพักชําระมากที่สุดในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศเรา เรื่องนี้สะท้อนถึงปัญหาที่เหมือนยอดภูเขานํ้าแข็ง คนทั่วไปจะเข้าใจว่าปัญหามาจากผู้กู้ที่ไม่มีวินัย และมีทัศนคติไม่อยากใช้หนี้เป็นหลัก แต่จริงๆ แล้วก็มีปัญหาใต้ภูเขานํ้าแข็งที่เราไม่รู้ แต่ก็เป็นปัญหาสำคัญที่ทําให้ผู้กู้ชําระหนี้ไม่ได้ ดร.ขจรกล่าว ก่อนย้ำว่า หนี้ กยศ.ไม่ได้เกิดจากลูกหนี้เพียงอย่างเดียว แต่โครงสร้างสินเชื่อตัวนี้ก็ยังมีปัญหา นอกจากแก้ปัญหาฝั่งลูกหนี้แล้ว ฝั่งเจ้าหนี้เองก็ต้องแก้เหมือนกัน ในส่วนเรื่องของดอกเบี้ยนั้น ต้องกําหนดหลักแก้ไขของเราว่าต้องการอะไร โดย 4 ปัญหาที่ต้องช่วยกันแก้ไข ได้แก่ 1.ระบบที่กําหนดให้ชําระหนี้เป็นรายปี ซึ่งสร้างความลําบากให้กับคนที่มีรายได้และไม่สามรถชําระหนี้ได้ทุกปี 2.ดอกเบี้ยค้างชําระ 3.เทคนิคลำดับการตัดหนี้ และ 4.การมีงานทําของผู้กู้ ปัญหาเหล่านี้คือปัญหาสำคัญที่ทําให้ผู้กู้ไม่สามารถชําระหนี้สินได้
อย่างแรกคือการที่ กยศ.เป็นกองทุนหมุนเวียน เพราะฉะนั้น จะต้องได้เงินคืนเพื่อส่งต่อให้กับคนรุ่นต่อไป อย่างที่ 2 คือ ต้องให้ความสำคัญกับผู้กู้ว่าเขาจะต้องจ่ายได้ เราอยู่ในสังคมที่เจ้าหนี้ไม่ค่อยสนใจลูกหนี้มานาน บทเรียนจากเรื่อง กยศ.คือ ต้องสนใจลูกหนี้ว่าเขาจะจ่ายคืนได้อย่างไร และประเด็นที่ 3 คือ ผู้กู้หนี้จากกองทุน กยศ.มีอยู่หลายล้านคน ความแตกต่างของแต่ละคนมีเยอะ คนที่จ่ายหนี้ดีก็มี คนที่จ่ายหนี้ไม่ดีก็มี การจะจัดการเรื่องนี้ต้องมีนโยบายที่คิดอย่างรอบคอบ เราต้องสร้างแรงจูงใจในกรณีต่างๆ ให้เกิดความเหมาะสม…อีกประเด็นที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทย คือเวลาที่ประชาชนไปเรียนในมหาวิทยาลัย เราไม่มีข้อมูลว่าสิ่งที่ไปเรียน จบมาแล้วมีงานทําหรือไม่ เราให้ค่ากับการเรียนมหาลัยมากจนไม่คิดถึงต้นทุนที่เราใส่เข้าไป ดร.ขจรกล่าว
แนะเปลี่ยนวิธีคิด จากทุนนิยมสู่ เศรษฐกิจแบ่งปัน
ยันการศึกษา (ฟรี) เป็นสิทธิ
ต่อมา ในช่วงแสดงความเห็น มีผู้ลุกขึ้นจับไมค์ให้ข้อเสนอหลากหลาย หนึ่งในนั้นคือ ไชยพล เดชตระกูล กรรมการยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคประชาชาติ และคณะกรรมาธิการวิสามัญ ร่าง พ.ร.บ.กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้ให้ความคิดเห็นว่า กยศ.เป็นกลไกหนึ่ง ซึ่งช่วยให้คนได้สามารถเรียนอุดมศึกษา อยากจะเสนอให้ทาง กยศ.เพิ่มบทบาทมากกว่านี้โดยประสานกับทางอุดมศึกษา ตอนนี้มีคนได้รับโอกาสเรียน แต่จบมาไม่มีเงิน ไม่มีรายได้
มันไม่ใช่ช่วงโควิด แต่มันเป็นก่อนโควิด เศรษฐกิจไทยมีปัญหามาตั้งนานแล้ว ดังนั้นกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เข้าไปแก้อะไร ผมมองว่าแก้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ สมัยปี40 เรามีหนี้เป็น NPL หรือเงินให้สินเชื่อที่ค้างชำระเกิน 90 วัน ซึ่งค่อนข้างสูง ผมอยู่ธนาคารต่างชาติแห่งหนึ่ง ใช้เวลาแก้หนี้เพียง 5 ปี ธนาคารต่างชาติใจกว้างกว่าธนาคารไทย ดอกเบี้ยไม่ลดให้ อ้างว่าจะเกิดความเสียหาย แต่หลักคิดของธนาคารต่างชาติ ปัญหาคุณเห็นแล้ว คุณหยุดหนี้ คุณแขวนดอกเบี้ยไว้ คุณให้จ่ายเงินต้น
วันนี้ผมอยากให้ท่าน ส.ว.ท่าน ส.ส.ผู้มีเกียรติทุกท่าน เปลี่ยนวิธีคิด ประเทศไทยอยู่ภายใต้เศรษฐกิจแบบทุนนิยมแข่งขันกันมาโดยตลอด วันนี้เราต้องแบ่งเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน คิดถึงสังคมให้มาก กยศ.คือกองทุนเพื่อสวัสดิการตามรัฐธรรมนูญ ความยั่งยืน ยิ่งให้เด็กคนที่เหลื่อมล้ำมากที่สุดมีโอกาสยกระดับ ดอกเบี้ยไม่ต้องเก็บ ถ้าเขามีงาน เขาเสียภาษี นี่คือสิ่งที่พวกเรากำลังทำ อาจไม่ได้เกิดในร่างฉบับนี้ พยายามอย่าคิดว่าต้องได้ดอกเบี้ย นั่นคือมุมมองทางการค้า เราต้องมองมุมมองเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน การศึกษาเป็นการลงทุน เด็กกว่าจะโตได้ใช้เวลาเป็น 10 ปี วันนี้ต้องผลักดันให้เรียนถึงปริญญาตรี ต้องเรียนฟรี ตามศักยภาพและมีคุณภาพ ไชยพลกล่าว
สอดคล้องกับ พิทยบรรณ ว่องปรีชา ผู้ร่วมฟังสัมมนา กล่าวแสดงความเห็นว่า รัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี40 ออกการศึกษาภาคบังคับ 12 ปี พอมาถึงช่วงปี50 เป็นภาคบังคับ 12 ปี แต่มาช่วง คสช. ถูกปรับเป็น 15 ปี ตลอดระยะเวลาเกือบ 19 ปี การศึกษาภาคบังคับอยู่เพียง 15 ปี ซึ่ง กยศ.เป็นหนึ่งในกลไกที่ช่วยให้คนได้เรียนในระดับอุดมศึกษา แต่อยากเสนอให้ทาง กยศ.เพิ่มบทบาทให้มากกว่านี้กับ กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้เสนอเรียนจบจนถึงระดับปริญญาตรี เพราะมีมุมมองที่ต่างกัน
การศึกษาเป็นสิทธิของประชาชน แต่ในรัฐธรรมนูญอันใหม่บอกว่า การศึกษาเป็นหน้าที่ของรัฐ อันนี้เป็นการตีความที่แตกต่างกัน หน้าที่ของรัฐคือการที่ต้องจัดการศึกษา แต่การศึกษายังไม่ครอบคลุม แต่เป็นข้อถกเถียงกับ TDRI หรือสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย ว่าเรามาแก้การศึกษาให้มีปริมาณ ให้คนเข้ามาในระบบจำนวนมากก่อน หรือเราไปปรับคุณภาพที่มีอยู่ อันนี้มีมุมมองที่ต่างกัน พิทยบรรณกล่าว
เสียงจากนักศึกษา ชูป้าย ทำนาบนหลังคน
ขอไปไกลกว่าแค่ไร้ดอกเบี้ย
ชนินทร์ วงษ์ศรี หรือบอล นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ให้ความคิดเห็นว่า ทำอย่างไรจะให้เกิดความยืดหยุ่น ทำอย่างไรให้กองทุน กยศ.อยู่ต่อไปได้
ผมอยากให้สนใจที่ว่า ทำอย่างไรให้คนอยู่ได้ เพราะทุกวันนี้บางคนทำงานน้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำ บางคนค่าครองชีพสูงขึ้นทุกปี สุดท้ายการไม่มีดอก การไม่มีเบี้ยปรับ นำไปสู่การใช้งบประมาณของรัฐ แต่เท่าที่ผมฟังจากตัวเลขดู งบประมาณอื่นมากกว่านั้นเยอะ แต่การศึกษาทำไมลงทุนไม่ได้
อยากฝากกับผู้มีอำนาจว่าเราควรไปได้ไกลกว่าการไม่มีเบี้ยปรับ ไปไกลถึงการเรียนฟรี ถ้าเป็นประโยชน์ก็ควรยก เพราะเราเคยยกหนี้ธนาคารพาณิชย์ในปี40 มาแล้ว หรือในสหรัฐก็มีการยกหนี้เช่นกัน แต่ไม่มีใครพูดถึงเลย สถานการณ์โควิดก็สร้างความเดือดร้อน สภาพเศรษฐกิจก็สร้างความเดือดร้อน ผมว่าเราควรลงทุน ชนินทร์กล่าว
ทั้งนี้ ชนินทร์ และผู้ร่วมสัมมนาอีกรายยังร่วมกันชูป้ายกลางงานสัมมนา โดยมีข้อความว่า เลิกเสแสร้งเป็นคนใจบุญ แต่หากินจากคนจน และ กยศ. หากินบนหลังคน ก่อนให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในภายหลังว่า วันนี้วิทยากรมาพูดในมิติที่ กยศ.อยู่ได้ แต่ไม่ได้พูดว่า ทำอย่างไร คนจะอยู่ได้
พวกเราอยากได้กลไกที่ดีกว่านี้ สุดท้ายอยากให้รัฐเป็นรัฐที่ให้โอกาสคน ไม่ใช่เป็นรัฐที่มาเก็บดอกเบี้ย นักศึกษาตัวจริงทิ้งท้าย
ธนภูมิ กุลไพบูลย์
พงศ์ระพี รัตนวราหะ

