ข้าว: “ฐานราก” ความมั่นคงทางอาหารของชุมชน

17.11.16 | 19:03 น.

สถานการณ์ราคาข้าวตกต่ำที่ชาวนาไทยได้รับผลกระทบอย่างถ้วนหน้า ดูไม่กระทบมากนักต่อ เกษตรชาวด่านซ้าย จังหวัดเลย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ “ข้าว” ที่นี่ไม่ได้ผนวกกับกลไกการตลาด
ตรงข้ามกัน ในรอบ 4-5 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่ดู “เปราะบาง” กับชาวบ้านคนด่านซ้ายมากที่สุดคือ พืชเศรษฐกิจอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ราคาตกไม่ต่างจากข้าว
บทเรียนดังกล่าว ทำให้หลายครัวเรือนพยายามทำเกษตร “คุณภาพ” พัฒนาจนเป็น “smart farmer” เฉกเช่นกลุ่มผู้นำชุมชนบ้านก้างปลา หมู่บ้านเล็กๆ บนภูสูงในอำเภอด่านซ้าย ซึ่งกำลังดำเนินอยู่

“ดีไซน์เนอร์” พื้นที่เกษตรแห่งเทือกภู

รถโฟล์วิลเริ่มไต่ระดับความสูงของเทือกภู จากเกียร์ 3 ผ่อนสู่เกียร์ 2 และ 1 ก่อนโชเฟอร์ค่อยๆ หักพวงมาลัยทะยานสู่ถนนลูกรังลาดชัน ที่สองข้างทางเป็นป่ายางพาราสลับไร่สัปปะรด มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือไม่ก็พวกไร่แก้วมังกร สวนกล้วย สวนผลไม้ สวนผัก ฯลฯ โดยที่แต่ละแปลงจะมีไร่ข้าวผืนขนาดย่อมเรียงสลับเป็นฉาก
“ชาวบ้านที่นี่จะปลูกพืชคละกันไปในที่ของตนเองครับ” *บัวลอง ศิริ* ผู้ใหญ่บ้านวัยต้นห้าสิบแห่งบ้านก้างปลา อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย อาสาพาชมไร่ของเกษตรกร ก่อนเอ่ยต่อว่า
“แปลงไหนๆ ในบ้านก้างปลาจะออกแบบให้เป็นเช่นนี้”

ส่วนหลักการออกแบบพื้นที่ทางการเกษตรที่ผู้ใหญ่บ้านก้างปลาว่ามาก็คือ การจัด “สัดส่วน” ของพื้นที่การปลูกพืชเศรษฐกิจหลัก พืชเศรษฐกิจรอง และพืชใช้กินในครัวเรือน
“หลักๆ เราแบ่งพื้นที่ทำการเกษตรไว้ปลูกพวกพืชทำเงินหลัก พวกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 50-60 เปอร์เซ็นต์ ส่วนพืชสร้างรายได้รองพวกยางพารา สัปปะรด แก้วมังกร ฯลฯ ไว้ 25-35 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือพืชกินในครัวเรือนพืชผักและข้าว 25-15 เปอร์เซ็นต์”
ผู้ใหญ่บัวลองบอกเล่าว่า นั่นเป็นหลักการทั่วไป แต่ทางปฏิบัติอาจปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมของแต่ละครัวเรือน ตามขนาดของพื้นที่ และพืชที่ปลูก อย่างไรก็ตาม พืชที่ทุกครัวเรือนจะต้องปลูก ไม่ปลูกไม่ได้คือ “ข้าว”!
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น….ผู้ใหญ่บ้านก้างปลา หนึ่งในแกนนำขับเคลื่อนครัวเรือนต้นแบบ “Smart famer” แห่งอำเภอด่านซ้าย ยังไม่ทันให้คำตอบ เขาก็ชะลอและเหยียบเบรก ให้รถจอดใต้รมเงาไม้ด้านหน้าแปลงข้าวอินทรีย์ขนาดสองงานเศษของเขา

ระบบ “นา” และ “ไร่”
โครงสร้างเกษตรของด่านซ้าย

ก่อนติดรถผู้ใหญ่บัวลองขึ้นภูเพื่อดูการเก็บเกี่ยว “ข้าวไร่” ผู้เขียนมีโอกาสพูดคุยกับผู้เฒ่าผู้แก่แห่งบ้านก้างปลาทำให้ทราบว่า สมัยก่อน ชาวก้างปลาและรวมถึงชาวด่านซ้าย จะดำเนินชีวิตด้วยการยึดอาชีพเลี้ยงสัตว์วัวและควายเป็นหลัก และจะทำนา ทำไร่ ปลูกพืชผักสวนครัวไว้กินภายในครัวเรือนที่เหลือจึงแบ่งขาย
โดยเฉพาะการปลูกข้าวถือเป็นกิจกรรมทางการเกษตรที่ต้องทำเกือบทุกครัวเรือน จึงกล่าวได้ว่า ข้าวเป็นพืชที่สะท้อนให้เห็นโครงสร้างการทำเกษตรของคนด่านซ้าย

ผู้เฒ่าผู้แก่ยังบอกว่า การปลูกข้าวคนด่านซ้ายมี 2 ระบบ คือ “ข้าวนาน้ำท่วม” (wet rice) หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “ข้าวนา” กับ “การทำข้าวไร่” (dry rice) ระบบการปลูกข้าวเช่นนี้เป็นการปรับให้เหมาะกับสภาพทางกายภาพของแต่ละหมู่บ้าน กล่าวคือ หากเป็นที่ราบน้ำท่วมถึง โดยเฉพาะที่ราบระหว่างหุบเขาชาวบ้านจะใช้ระบบข้าวนา ส่วนที่ดอนหรือพื้นที่สูงจะใช้ระบบข้าวไร่ เฉกเช่นคนบ้านก้างปลาที่ดำเนินอยู่
“เราจะเอา “ข้าว” เป็นตัวตั้งในการทำเกษตร” พ่อแก่*ถวัลย์ เชื้อบุญมี* บอกความสำคัญของการทำการเกษตร โดยจะอาศัย “ข้าว” เป็นแกนหลักในการวางแผนกิจกรรมทางการเกษตรด้านต่างๆ เช่น การจัดที่ดินสำหรับปลูกข้าว ชาวบ้านจะเลือกพื้นที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดให้กับข้าวก่อน หรือจัดสรร “เวลา” ในการประกอบกิจกรรมทางเกษตรก็มักจะยึดเรื่องเอา “ข้าว” เป็นตัวขับเคลื่อน เช่น “นำไร่ข้าว” เป็นปฐมฤกษ์ของฤดูเพาะปลูก ตลอดจนมีพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับข้าวอีกมากมาย อาทิ ไหว้แม่โพสพ ไหว้ผีไร่ผีนา เป็นต้น
จากคำบอกเล่าดังกล่าวน่าจะเผยให้เห็นภาพความสำคัญของ “ข้าว” นอกเหนือจากเป็น “พืช” อาหารหลัก หากยังมีนัยยะทางสังคมที่สัมพันธ์กับการดำเนินชีวิตในสังคมเกษตรอย่างแนบแน่น

Advertisement

“ข้าวไร่” บ้านก้างปลา

“ทุนชีวิต” ของครัวเรือนและชุมชน

ตามที่กล่าวไว้ ชาวบ้านก้างปลาปลูกข้าวไร่ ในอดีตชาวบ้านนิยมปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมืองหลากหลายชนิดพันธุ์ เช่น ข้าวแดง ข้าวแมงมี่ ข้าวหมากไร ข้าวบิด ฯลฯ อย่างไรก็ตาม เมื่อพืชเศรษฐกิจอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้เข้ามามีบทบาทอย่างจริงจังในหมู่บ้าน เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ข้าวสายพันธุ์พื้นบ้านจึงเริ่มหายไปจากชุมชน เนื่องจากชาวบ้านหันไปปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นจำนวนมากและลดการปลูกข้าว
ผู้ใหญ่บัวลองเล่าว่า ปัจจุบันพันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่ชาวบ้านก้างนิยมปลูกคือ ข้าวซิวแม่จัน ข้าวซิวเกลี้ยงและข้าวก่ำ นอกจากนี้ ชาวบ้านจะปลูกข้าวเหนียวมากกว่าข้าวเจ้า เพราะกินข้าวเหนียวเป็นอาหารหลัก หากทว่าเหตุผลที่หลายครัวเรือนต้องปลูกข้าวเจ้าก็เพื่อสำรองและเก็บให้ญาติที่ทำงานอยู่ต่างถิ่นหรือไว้ต้อนรับแขกผู้มาเยือน

ข้าว

ส่วนการปลูกข้าวไร่ชาวบ้านจะเริ่มเตรียมพื้นที่หรือที่เรียกว่า “เอาหญ้า” (ดายหญ้า) ตั้งแต่ต้นปี พอหลังจากสงกรานต์รอฝนแรกมาเยือนจะเริ่มเตรียมที่ไร่ครั้งที่สอง โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ผสานเข้าภูมิปัญญาดั้งเดิม กล่าวคือ หากเป็นพื้นที่ที่มีความลาดชันไม่มากนักจะใช้รถไถพรวนดินและใช้รถหยอดข้าว หากเป็นพื้นที่มีความลาดชันมากจะใช้วิถีการ “สัก” โดยใช้รุ่งเจาะนำลงดินแล้วหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวตาม มาเก็บเกี่ยวก็คล้อยหลังราว 4.5-5 เดือน หรือราวปลายเดือนตุลาคม-ต้นธันวาคม ซึ่งขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและชนิดพันธุ์ที่ปลูก

แต่ที่น่าสนใจคือ มีครัวเรือนที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ส่งเสริมเทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” ในการให้ความรู้เรื่องดินและรู้จักการผสมปุ๋ยตามสภาพดินและพืชต้องการ เช่น กรณีของ วิโรจน์ อินทรวงษ์ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านก้างปลาและเกษตรกรหัวก้าวหน้า พบว่า ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นถึงเท่าตัว
“ผมปลูกพันธุ์ซิวแม่จัน ปีนี้ ผมนำความรู้เรื่องดินและปุ๋ยสั่งตัดมาปรับใช้ ทำตกรวงยาวแล้วเมล็ดข้าวสมบูรณ์กว่าปีก่อนมาก” วิโรจน์เล่าพลางเกี่ยวข้าวแล้วชูรวงข้าวอวด

วิโรจน์บอกเป็นนัยๆ ว่า การปลูกข้าวในพื้นที่เดิมแต่กลับได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นนี้นั้น เขายังได้นำหลักการดังกล่าวไปประยุกต์กับปลูกพืชอื่นๆ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ ส่วนเรื่อง “ข้าว”

ผู้เขียนถามกลับว่า ได้รับผลกระทบจากราคาตกต่ำหรือไม่ เขาพลางยิ้มก่อนตอบว่า

“เราปลูกข้าวไว้กินในครัวเรือน ที่เหลือเราจึงปันให้ญาติที่ขาดแคลน หรือไม่ก็ขายตามราคาที่เราพอใจ” วิโรจน์กล่าวภูมิใจ
“ข้าวใหม่เราให้เป็น “ของขวัญ” กับญาติหรือลูกหลานที่ทำงานในเมืองแล้วกลับมาเยือนที่บ้านช่วงเทศกาล จะหอบข้าวกับเป็นกระสอบ” ผู้ใหญ่บัวลองกล่าวเสริมก่อนเล่าต่อว่า
“ปีหนึ่งๆ เราได้ข้าวใหม่ ชาวบ้านยังไม่กิน จะเก็บไว้ที่ฉาง (โรงเก็บข้าวเล็กๆ) ข้างบ้าน แล้วนำข้าวเก่าที่เก็บเป็นทุนสำรองออกมากินให้หมด”

ข้าว

ข้าวเก่าที่ผู้ใหญ่บ้านก้างปลาเล่ามาคือ ข้าวเก่าที่เก็บเกี่ยวเมื่อ 2-3 ปีก่อน ที่เป็นเช่นนี้ เพราะคนรุ่นก่อนสอนไว้

“เราอาศัยอยู่กับธรรมชาติไม่แน่นอน ฝนนึกจะตกก็ตก นึกจะแล้งก็แล้ง ผลผลิตข้าวจึงไม่แน่นอน” บัวลองยังบอกว่า เหตุนี้จึงทำให้ชาวบ้านเกิดแนวคิดสำรองข้าวไว้เป็น “ทุน” เพื่อลด “ความเสี่ยง” และ “สิ่งที่ไม่แน่นอน” ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
“ราคาข้าวโพด ราคายาง หรือราคาผลผลิตทางเกษตรอื่นๆ จะตก เราก็แค่เป็นหนี้เป็นสิ้น เรายังอยู่ได้ เพราะเรามี “ข้าว” และอยู่กินกับธรรมชาติ แต่ถ้าวันใดเราขาด “ข้าว” หรือไม่คิดจะปลูกข้าว แล้วปรากฏว่าปีนั้นราคาพืชผลเกิดตก เราจะอยู่ไม่ได้ครับ”
คำพูดทิ้งท้ายของผู้ใหญ่บัวลอง ศิริ น่าจะเป็นคำตอบเบ็ดเสร็จว่าทำ “ข้าว” จึงเป็นมากกว่าพืชอาหาร หากแต่เป็น “ฐานราก” ความมั่นคงทางอาหารของชุมชนบ้านก้างปลาและด่านซ้าย

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลภาคสนามจากงานวิจัยโครงการการสร้างศักยภาพของครัวเรือนในระบบผลิตทางการเกษตรเพื่อความมั่นคงทางอาหาร: กรณีศึกษาหมู่บ้านก้างปลา อ.ด่านซ้าย จ.เลย (สกว.: 2559-60)