คาดการณ์กันไว้ตั้งแต่ก่อนเข้าสู่ พ.ศ.2565 ว่าประเทศไทยจะเข้าสู่ ‘สังคมสูงวัย’ อย่างสมบูรณ์ในปีนี้
อย่างที่ทราบกันว่านิยามของคำว่า ‘สังคมสูงวัย’ คือ สังคมที่มีสัดส่วนของผู้สูงอายุหรือประชากรที่มีอายุ 60 ปี ขึ้นไปเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่สัดส่วนของอัตราการเกิดและจำนวนประชากรในวัยทำงานลดน้อยลง
โฟกัสมายังเมืองหลวง เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพิ่งเป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมมอบนโยบายในการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านผู้สูงอายุกรุงเทพมหานคร ระยะที่ 3 (พ.ศ.2566-2570) พร้อมเผยข้อมูลว่าขณะนี้ กทม.เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แบบ มีผู้สูงวัยมากกว่า 22% แล้ว โดยบางเขต เช่น สัมพันธวงศ์ และป้อมปราบศัตรูพ่าย ยอดพุ่งถึง 32%
ขณะที่ข้อมูลจาก กองส่งเสริมศักยภาพผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ระบุว่า สิงคโปร์มีสัดส่วนของผู้สูงอายุใกล้เคียงกับไทย และเป็นสังคมผู้สูงอายุ, เกาหลีใต้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์แล้ว ส่วนญี่ปุ่นมีสัดส่วนผู้สูงอายุมากที่สุดในโลก และเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสูงสุด
นับเป็นช่วงเวลาที่โลกตระหนักถึงปัญหาที่ต้องรับมือ ไทยก็เช่นกัน
ล่าสุด ‘มิวเซียมสยาม’ จัดกิจกรรม Gathering Day Farsighted Museum Sighting Forward to Aging Society มิวเซียมสายตายาว มองการณ์ไกลเพื่อสังคมสูงวัย เมื่อวันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา
เปิดเวทีเสวนา ‘ออกแบบเมืองเพื่อคนสูงวัย : อนาคตของพวกเราทุกคน’ เผยมุมมองหลากหลายจากประสบการณ์จริงของชีวิตที่ชวนฟังอย่างยิ่ง

Joy Ride ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ
มอง (ออกแบบ) เมือง เพื่อผู้สูงวัย
เริ่มที่ ณัฐกาญจน์ เด่นวณิชชากร วัย 41 เจ้าของ Joy Ride ธุรกิจบริการรับ-ส่งผู้สูงวัยไปพบแพทย์ ซึ่งย้อนเล่าจุดเริ่มต้นจากแนวคิดการรับจ้างพาผู้สูงอายุไปหาหมอแทนลูกหลานที่ไม่มีเวลา แต่เมื่อทำไปเรื่อยๆ กลับพบว่ามันไม่ใช่แค่การพาไปหาหมอ แต่พาไปยกน้ำชางานแต่งงาน พาไปดูดวง ทานข้าว ช้อปปิ้ง พาไปทำอะไรอีกหลากหลายอย่าง ทำให้เรียนรู้ว่าสิ่งที่ผู้สูงวัยหลายๆ คน ต้องการไม่ใช่แค่การเดินทางที่สะดวกสบาย หรือเมืองที่รองรับ แต่คือการอยากมีใครสักคนมาอยู่เป็นเพื่อน
“สิ่งสำคัญคือการรับฟังกัน มันไม่ใช่แค่การพาไปหาหมอ เขาไม่ได้ต้องการแค่คนดูแลสุขภาพ ป้อนอาหาร แต่ต้องการเพื่อน …อย่างกรณีล่าสุดได้รับโทรศัพท์จากผู้สูงวัยว่าเป็นความดัน อยากให้พาไปหาหมอ เราจะไม่รับงานสุ่มเสี่ยง แต่เราก็ประสานงานจนให้มีคนได้ส่งเขาที่โรงพยาบาล ช่วงเย็นจึงได้โทรไปสอบถามพูดคุยพบว่า เมื่อ 2 เดือนที่แล้วสามีเสียชีวิต จึงอยากที่มีใครที่ไว้ใจได้มาอยู่ด้วยที่บ้าน” ณัฐกาญจน์เล่า
ขณะที่ พิศาล แสงจันทร์ หนึ่งใน 2 นักเดินทางจากรายการ ‘หนังพาไป’ เผยประสบการณ์จากการเยี่ยมเยือนเมืองต่างๆ ทั่วโลกที่โอบรับสังคมผู้สูงวัย อาทิ ไทเป ไต้หวัน ซึ่งออกแบบสวนสาธารณะให้ผู้คนหลากวัยมาทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน ทั้งเด็ก ผู้ปกครองและผู้สูงอายุ
“การออกแบบสวนที่ไต้หวันเป็นการทำให้ผู้สูงอายุสามารถเข้าไปพบปะเจอสังคมที่ต้องการด้วย ไม่เพียงนั่งเหงาอยู่ที่บ้านเพียงอย่างเดียว นอกจากสวนสาธารณะแล้ว ระบบการเดินทางขนส่งก็อำนวยความสะดวกให้ผู้สูงอายุสามารถเดินไปด้วยตัวเองได้ไม่ต้องนั่งรอลูกหลานกลับมาบ้านแล้วพาออกไป” พิศาลเล่า
ทายาท เดชเสถียร อีก 1 นักเดินทาง เสริมว่า เมื่อมองกรุงเทพฯ พบว่าที่ผ่านมาไม่ได้ออกแบบเพื่อคนทุกวัย รวมทั้งสังคมที่กำลังจะเข้าสู่สังคมสูงวัย การออกแบบเมืองสะท้อนวิธีคิดและการเห็นหัวของประชาชน จึงน่าตั้งคำถามซึ่งไม่ได้แสดงถึงการ ‘ชังชาติ’ แต่อย่างใด
“แม่ผมใช้วีลแชร์ ถนนที่อยู่ตรงหน้ามันไม่ใช่ถนน แต่มันป็นกำแพงใหญ่ที่แม่ไม่สามารถไปฝั่งตรงข้ามได้เลย จะไปได้คือการเรียกแท็กซี่เท่านั้น เรื่องที่นั่งพักก็เช่นกัน ผู้สูงวัยไม่สามารถเดินหรือยืนนานๆ ได้ แต่ในกรุงเทพฯการหาที่นั่งเวลาออกไปข้างนอกกลับต้องเสียเงินเข้าร้านกาแฟ หรือห้างสรรพสินค้า” ทายาทเผยประสบการณ์จริงในครอบครัว

การแพทย์สมัยใหม่ ต้อง ‘บูรณาการ’
เลิก ‘นัดหลายนัด’ กระตุกรัฐผนึกเอกชน
จากมุมมองเจ้าของธุรกิจและนักเดินทาง มาถึงความเห็นจากแพทย์ กันบ้าง
นายแพทย์ภูริทัต แสงทองพานิชกุล รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ มองว่า ความท้าทายคือเราจะทำอย่างไรให้ภาครัฐ เอกชนและคนทั่วไปมีความเข้าใจเรื่องของผู้สูงอายุมากขึ้น และเมื่อเข้าใจแล้วจะร่วมกันคิดนอกกรอบอย่างไร
“ตอนนี้บริการทั้งภาครัฐและเอกชน เราก็ทราบดีว่ามันไม่พอกับจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เราจะร่วมมือบูรณาการอย่างไร ผมเชื่อว่าถ้าเราคิดกันมากพอเราจะสามารถสร้างระบบใหม่ๆ ที่ตอบสนองความต้องการด้านผู้สูงอายุได้ แม้เป็นที่ทราบกันดีว่าหมอ และพยาบาล หรือทีมด้านสาธารณสุข เก่งในด้านของมาตรฐานอยู่แล้ว แต่เราก็มักจะทราบดีว่ามาตรฐานกับปริมาณมักจะไม่ค่อยไปด้วยกัน” นายแพทย์ภูริทัตกล่าว
รอง ผอ.รพ.ราชพิพัฒน์ให้ข้อมูลด้วยว่า กรุงเทพฯแม้เป็นเมืองหลวง แต่คนกลับเข้าถึงบริการน้อย ซื้อยากินเองค่อนข้างมาก มีโรคแทรกซ้อน มีกระบวนการแพทย์ที่ยื้อชีวิตสูง มีผู้สูงอายุที่อายุยืน แต่กลับเป็นเครื่องหมายคำถามว่าคุณภาพชีวิตไปด้วยกับการยื้อชีวิตหรือไม่ นอกจากนี้ การแพทย์สมัยใหม่ต้องไม่ใช่แค่การพาไปหาหมอแต่ต้องมีความรู้ความเข้าใจ การป้องกัน รวมถึงบูรณาการระหว่างภาครัฐและเอกชน
“การแพทย์สมัยใหม่ไม่ใช่แค่การต้องพาผู้สูงอายุไปพบแพทย์เฉพาะทาง แต่ต้องมีการแบ่งระบบตั้งแต่เชิงป้องกัน ทำให้ผู้สูงอายุมีความรู้ในการดูแลตัวเอง ลูกหลานมีความรู้ความเข้าใจ บูรณาการส่งการรักษาที่ไม่ใช่การนัดรักษาหลายนัด อย่างโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ก็มีการพยายามปรับให้ดูแลผู้ป่วยนัดเดียว
ในช่วงโควิดที่ผ่านมาทำให้เกิดการเรียนรู้ หรือความท้าทายว่าระบบไม่ตอบสนองต่อปริมาณ บุคลากรไม่พอ จะปรับวิธีการให้ตอบสนองต่อบริการอย่างไร รัฐต้องร่วมกับภาคสังคม ถ้ามีการบูรณากับส่วนอื่นเพิ่มเข้ามายิ่งขยายศักยภาพ อย่างการใช้แอพพลิเคชั่น แทนที่เราจะต้องจัดคน 10 คน ไปจัดการคิว แอพพ์ช่วยเราให้ไม่ต้องเพิ่มจำนวนคนเลย ในช่วงนั้นโรงพยาบาลราชพิพัฒน์มี Hospitel 1,000 เตียง มีโรงพยาบาลสนาม และอุปกรณ์ต่างๆ ภาคสังคมเข้ามาช่วยในทุกบริการ
นี่เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่า นอกจากคนของระบบรัฐที่จะต้องคิดแล้ว ถ้าเราให้ข้อมูลภาคสังคมแล้วเขาเข้าใจมากพอจะช่วยได้อีกเยอะ ขอให้คนได้เข้าถึงก่อน ทำอย่างไรให้ข้อมูลมาอยู่บนออนไลน์แล้วคนรู้สิทธิเพียงแค่กดดู และทำอย่างไรให้สิทธิมันขยาย ไม่ถูกจำกัด ตอนนี้ก็ได้คุยกับกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และกรุงเทพมหานคร จึงเป็นมิติใหม่ที่เกิดการพูดคุยบูรณาการกันมากยิ่งขึ้น” นายแพทย์ภูริทัตกล่าว

ทลายภาพจำ คนแก่แค่เลี้ยงหลาน
เมืองต้องมอบเสรีภาพ เลือกชีวิต-พึ่งตัวเองได้
ด้าน ฆัสรา ขมะวรรณ มุกดาวิจิตร ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ มิวเซียมสยาม ร่วมแลกเปลี่ยนในประเด็นของการเรียนรู้ กิจกรรมทางสังคม และข้อสังเกตต่างๆ ว่า ถ้าอยู่ในประเทศที่การเข้าถึงปัจจัย 4 ยังเป็นเรื่องยาก การเรียนรู้ก็เปรียบเสมือนสิ่งฟุ่มเฟือย เวลาเรานึกถึงผู้สูงอายุ มันไม่ใช่แค่จำนวนวันที่อยู่บนโลก แต่คือความรู้สึกนึกคิดและจิตใจที่เราได้อยู่ร่วมกัน ที่ผ่านมามิวเซียมสยามจึงมีโครงการต่างๆ ที่ค้นหาศักยภาพของผู้สูงอายุ นำไปสู่การทำงานร่วมกัน เช่น ‘ภัณฑารักษ์วัยเก๋า เล่าเรื่องราชดำเนิน’ และ ‘ล่อง รอยราชดำเนิน’
“การเรียนรู้ก็เป็นเพดานของสังคมไทยเหมือนกัน เมื่อพูดถึงการเรียนรู้ เรามักจะคิดถึงเด็ก เรามีศูนย์การเรียนรู้ที่ต่างๆ แต่งบประมาณทั้งหลายไม่ค่อยไปถึงการเรียนรู้ของผู้สูงอายุ ภาพจำเกี่ยวกับผู้สูงอายุก็คือการไปเลี้ยงหลาน หรือไหว้พระ คิดว่าต้องทลายเพดานนี้ขึ้นไป
กรอบจำกัดของสังคมที่ตีตราผู้สูงอายุว่าควรทำอะไรหรือไม่ควรทำอะไร ท้ายสุดหลังจากได้ทำงานร่วมกับผู้สูงอายุ เรามองเห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ ไม่ได้มองว่าเป็นคนที่เราต้องดูแล แต่มองว่าเขาเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่เป็นตัวของตัวเอง เราควรมองคนให้ผ่านภาพจำของทั้งวัยและเจเนอเรชั่น เพราะถ้าใช้
มุมมองในกรอบ มันก็จะไม่หลุดจากภาพจำของกรอบที่มี”
ถามเพิ่มเติมนอกวงเสวนาถึงประเด็นเมือง พิพิธภัณฑ์ และการอยู่ร่วมกันกับผู้สูงวัย ฆัสรา มองว่า ก่อนอื่นต้องเริ่มต้นจากทัศนคติที่ว่า ‘เราทุกคนต้องอยู่ในสังคมสูงวัยร่วมกัน’ หากเข้าใจเช่นนี้ ทิศทางจะต่างๆ เปลี่ยนไป
“สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ถนนที่เขาต้องเดินกับเราได้ด้วย การที่จะทำให้เราอยู่ร่วมกันได้ คือการฟังด้วยใจเรา อยากให้คิดว่าผู้สูงอายุเวลาเราคุยกับเขา เขาเป็นอะไรมา ทำอะไรมา ผ่านอะไรในชีวิตมา เราถึงจะเห็นเขาจริงๆ” ผอ.ฝ่ายวิชาการ มิวเซียมสยามแนะ
จากนั้นยังยกตัวอย่างกรณีศึกษาในต่างแดน โดยเฉพาะ ‘ฟินแลนด์’ ซึ่งโครงสร้างการเรียนรู้ของผู้สูงวัยอยู่ในรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานยังเอื้อกับผู้สูงอายุ ในขณะที่ประเทศในโซนเอเชียอย่าง ‘ไต้หวัน’ ก็เปิดโอกาสให้ผู้สูงวัยนำชมนิทรรศการพิพิธภัณฑ์ ทำให้ได้พบปะผู้คน ทั้งยังใช้ประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถให้เป็นประโยชน์ ไม่เพียงเท่านั้น พิพิธภัณฑ์ในไต้หวันยังผูกโยงกับระบบสุขภาพอีกด้วย
“หากไม่สบาย แพทย์ให้ไปรับยาที่พิพิธภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม การไปพิพิธภัณฑ์ไม่ใช่แค่รับยา แต่จะไปทำกิจกรรมผู้สูงอายุที่พิพิธภัณฑ์แต่ละแห่งรองรับด้วย”
หันกลับมามองบ้านเรา ระบบขนส่งสาธารณะของไทยความปลอดภัยต่ำ และไม่ได้ไปถึงตรอกซอกซอย ทางเท้าก็ไม่เอื้อแก่การเดิน ต้องนั่งมอเตอร์ไซค์เพื่อออกมาถนนใหญ่
“เมืองที่ดีต้องเป็นเมืองที่เราอยากจะเลือกใช้ชีวิตในแบบของเราได้ แต่ความสามารถในการพึ่งตนเองด้วยเมืองของเราไม่มี ในเชิงโครงสร้างเองก็เป็นอุปสรรคต่อผู้สูงอายุในการออกไปใช้ชีวิตทำกิจกรรมข้างนอก ถามถึงเมืองในอนาคตก็อยากให้เป็นเมืองที่เราเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ได้ เอื้อให้เรามีเสรีภาพของตัวเราเอง” ฆัสราย้ำชัด
มัชฌิมา สุวรรณศิริศิลป์

