แอนดี้ ชิน ซีอีโอหนุ่มไฟแรงแห่ง MR.D.I.Y. ไทย ‘เราอยากเป็นแบรนด์ของทุกคน’

30.10.22 | 12:21 น.
แอนดี้ ชิน ซีอีโอหนุ่มไฟแรงแห่ง MR.D.I.Y. ไทย ‘เราอยากเป็นแบรนด์ของทุกคน’

หากบ่ายวันหยุด คุณตื่นขึ้นมาจากเตียงด้วยความคิดที่อยากลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างเพื่อไม่ให้วันหยุดมันผ่านไป ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมแซมบ้าน ตกแต่งบ้าน ทำขนม ดูแลรถที่พาเราจากบ้านไปยังที่ทำงานทุกวัน เล่นกีฬา เตรียมหาอุปกรณ์ห่อของขวัญเพื่อมอบให้กับคนที่เรารักในช่วงใกล้ปีใหม่ และอื่นๆ อีกมากมาย

หากจะหาสินค้าทั้งหมดนี้จากที่ที่เดียวเราอาจนึกถึงการไปเดินในห้างสรรพสินค้าใหญ่ซึ่งบางทีอาจจะอยู่ไกลจากบ้านเราไปมาก ทำให้วันหยุดยิ่งเหน็ดเหนื่อยไปมากกว่าเดิม

MR.D.I.Y. คือคำตอบที่หลายคนนึกถึง ด้วยสินค้ากว่า 18,000 รายการ ไม่ว่าไปที่ไหนก็เจอ ที่สำคัญคือราคาถูกเสมอ ส่งผลให้ร้านค้าปลีกสัญชาติมาเลเซียแบรนด์นี้โดนใจผู้คนจนมีสาขากว่า 2,300 แห่งใน 10 ประเทศทั่วโลก ขึ้นแท่นร้านค้าปลีกธุรกิจต่อเติมบ้านที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในแง่ของจำนวนสาขา และแน่นอนว่าเป็นร้านค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในมาเลเซีย

แอนดี้ ชิน ซีอีโอหนุ่มไฟแรงชาวมาเลเซีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MR.D.I.Y. ประเทศไทย ซึ่งอยู่กับแบรนด์นี้มาตั้งแต่ปี 2014 เมื่อครั้งยังเป็นเพียงบริษัทเล็กๆ มีเพียง 70 สาขาในประเทศบ้านเกิด ก่อนเติบโตอย่างรวดเร็ว ขยายสู่ต่างแดนด้วยความเข้าใจในตลาดและการปรับตัวเข้ากับท้องถิ่น อีกทั้งกลยุทธ์จุดแข็งที่หาใครเทียบได้ยาก ส่วนในไทย มีการทำตลาดเมื่อปี 2016 จนถึงขณะนี้มีให้นักช้อปชาวไทยแวะเวียนไปเยี่ยมเยือนกว่า 500 สาขาในกว่า 70 จังหวัดทั่วไทย โดยมีพนักงานราว 7,000 คน

“คุณต้องปรับตัวให้เข้ากับท้องถิ่น คุณต้องเข้าใจตลาดให้ดี คุณต้องเข้าใจแม้กระทั่งสภาพอากาศ เช่น ฤดูฝนของไทยกับฤดูฝนของมาเลเซียไม่เหมือนกัน ของไทยจะเป็นช่วงเดือนมิถุนายน-ตุลาคม ในขณะที่มาเลเซีย ฝนตกตลอดทั้งปี คุณต้องเข้าใจว่าเมื่อไหร่ควรจะออกสินค้าไหน ทำให้มันเข้าถึงกับคนในท้องถิ่นให้ง่ายที่สุด นั่นจะทำให้เราเข้าถึงลูกค้าชาวไทยได้ง่ายขึ้น” แอนดี้ ชิน เล่าท่ามกลางบรรยากาศธีมฮัลโลวีนเข้ากับเทศกาลวันปล่อยผีที่ตกแต่งในสำนักงานใหญ่ MR.D.I.Y ประเทศไทย ย่านบางพลี สมุทรปราการ

Advertisement

พูดคุยอย่างเป็นกันเอง ตอบทุกคำถามทั้งด้านธุรกิจและชีวิตส่วนตัว

“เคยคิดสิ แน่นอนอยู่แล้ว (หัวเราะ) แค่ไม่คิดว่าวันนั้นจะมาถึงเร็วขนาดนี้”

เป็นคำตอบอย่างตรงไปตรงมาของเจ้าตัว ต่อคำถามว่า เคยคิดหรือไม่ว่าจะได้นั่งเก้าอี้ซีอีโอในวัยเพียง 32 ปี พาครอบครัวน่ารักซึ่งมีลูกๆ 2 คนย้ายมาพำนักด้วยกันอย่างอบอุ่นในเมืองไทย ไม่ว่าจะบทบาท ‘พ่อ’ หรือนักธุรกิจ ก็ตั้งใจเกินร้อย

“งานของผมมันไม่ได้เลิกตอน 6 โมงเย็นนะ เสร็จงานที่นี่ กลับไปบ้านผมก็สวมบทบาทเป็นพ่อต่อเลย (ยิ้ม) ในเวลาว่างผมก็ชอบออกกำลังกาย ผมชอบเล่นกอล์ฟ ออกกำลังกายเป็นเรื่องจำเป็น เพราะมันช่วยให้คุณผ่อนคลาย ช่วยให้คุณคิดได้ดีขึ้น มองเห็นอะไรได้ชัดเจนขึ้น นอกจากนั้นก็อ่านหนังสือค่อนข้างเยอะ ผมอ่านข่าวต่างประเทศ ข่าวธุรกิจ มันเป็นนิสัยที่ติดตัวมาตั้งแต่เรียนปริญญาโท ตอนนั้นผมจะอ่านหนังสือธุรกิจอย่าง Harvard Business Review หนังสือพิมพ์ไทยผมก็อ่านเหมือนกัน ข้อมูลพวกนี้มันให้ไอเดียใหม่ๆ ที่นำมาใช้ในชีวิตประจำวันหรือการบริหารธุรกิจของเราได้” ซีอีโอคุณพ่อลูก 2 เผย

ย้อนกลับไปก่อนกุมบังเหียน MR.D.I.Y. ประเทศไทย แอนดี้ ชิน เริ่มต้นก้าวแรกในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการแผนกการตลาด และจากนั้นบทบาทก็ไม่เคยซ้ำกันเลยในแต่ละปี ช่วงแรกเน้นไปกับการทำตลาดภายในประเทศเพียงอย่างเดียว ต่อมาในปี 2016 ได้รับเลื่อนตำแหน่งให้เป็นหัวหน้าฝ่ายการตลาด ซึ่งในปีเดียวกัน MR.D.I.Y. ก็ตัดสินใจทำตลาดในต่างแดน ซึ่ง ไทยคือที่หมายแรก โดยเจ้าตัวเคยเป็นหนึ่งในทีมงานที่คอยช่วยสนับสนุนการมาตีตลาดในไทย

ต่อมาในปี 2019 ได้เลื่อนตำแหน่งอีกครั้งให้ขึ้นเป็นรองประธานฝ่ายการตลาดในส่วนภูมิภาคเอเชีย โดยก่อนได้รับมอบหมายให้ดูแล MR.D.I.Y. ในไทย ทางบริษัทส่งเขาไปศึกษาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (MBA) จากสถาบันธุรกิจแห่งเอเชีย (ASB) ร่วมกับโรงเรียนธุรกิจสโลน (MIT) โดยก่อนหน้านั้น แอนดี้ ชิน สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาธุรกิจกับการสื่อสารทางธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยพอร์ตสมัธ สหราชอาณาจักร

ซีอีโอหนุ่มเผยว่า เมื่อย้อนกลับไปดูการเดินทางของตนเองทั้งหมดแล้ว ก็ถือว่าเป็นการเดินทางที่ยอดเยี่ยม และบริษัทนี้สามารถเป็นรากฐานในการสร้างงานให้กับผู้คนได้ มีโมเดลการทำธุรกิจที่แข็งแรง มุ่งแก้ปัญหาให้กับลูกค้า ไม่ใช่แค่ในมาเลเซีย แต่สำหรับลูกค้าในเอเชีย ในยุโรป และหวังว่าต่อไป MR.D.I.Y. จะช่วยแก้ปัญหาให้กับคนทั่วโลกด้วย

● นอกจากมาเลเซียแล้ว ไทยถือเป็นตลาดใหญ่ที่สุดรองลงมาเป็นอันดับ 2 ของ MR.D.I.Y หรือไม่?

ใช่แล้วครับ มากกว่า 20% ของยอดขายทั้งหมดทั่วโลกมาจากการทำตลาดในไทย เราเพิ่งไปทำตลาดในยุโรปเมื่อไม่นานมานี้ อย่างปี 2021 ก็เพิ่งไปทำตลาดในประเทศตุรกี และเมื่อช่วงต้นปีนี้ เราเพิ่งไปทำตลาดในสเปน ส่วนปีหน้าจะไปทำตลาดในประเทศอื่นๆ ต่อ แต่ตอนนี้ต้องขออุบเอาไว้ก่อนว่าจะเป็นประเทศไหน ตามปกติแล้ว เราพยายามจะไปทำตลาดใหม่ให้ได้อย่างน้อยใน 2 ประเทศต่อปี นั่นเป็นสิ่งที่เราตั้งเป้าไว้ตั้งแต่ปี 2016 ซึ่งทำให้เรามีสาขาใน 10 ประเทศภายในระยะเวลาสั้นๆ

● ความต้องการของลูกค้าในการเลือกซื้อสินค้า หรือพฤติกรรมผู้บริโภคของลูกค้าในประเทศไทย หรือมาเลเซีย เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?
ผมคิดว่ามันมีความเหมือนกันอยู่หลายอย่างนะ ตลาดของไทยกับมาเลเซียถือว่าใกล้เคียงกันมากที่สุดในแง่ของพฤติกรรมลูกค้าและความต้องการในการซื้อสินค้า ข้อแตกต่างเดียวระหว่าง 2 ประเทศนี้คือ ไทยมีประชากรมากกว่ามาเลเซียอยู่ 2 เท่า มันแปลว่ามีโอกาสในการขยายตลาดมากขึ้นอีก 2 เท่า มาเลเซียมีประชากร 30 ล้านคน มีประมาณ 1,000 สาขา ส่วนในไทยมีประชากร 60 ล้านคน ลองคิดดูว่าเราจะขยายตลาดได้มากขนาดไหน ถ้าเปรียบเทียบระหว่าง 2 ตลาดนี้ แทบจะเหมือนกันทุกอย่าง ความต้องการไม่แตกต่างกันมากนัก เว้นแต่จะไปเทียบกับตลาดในยุโรป หรือบางตลาด เช่น สิงคโปร์ที่ต้องการคุณภาพสินค้าสูงขึ้น

● คุณกล่าวถึงจำนวนประชากรที่ต่างกันระหว่างไทยและมาเลเซียกับโอกาสในการทำตลาดที่มากขึ้น แล้วเป้าหมายในการเปิดสาขาในไทยคือเท่าไร?
นั่นก็เป็นคำถามหนึ่งที่ผมถามตัวเองบ่อยเหมือนกัน (ยิ้ม) ในแง่ของเป้าหมาย มันเป็นเรื่องของการเติบโต MR.D.I.Y. เติบโตอย่างรวดเร็วถึงแม้จะอยู่ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 เราก็มีอัตราการเติบโตที่สูงมากอยู่แล้ว ตอนนั้นอยู่ที่ 300 สาขา ในช่วงของการแพร่ระบาดเราสร้างสาขาเพิ่มขึ้นอีกกว่า 200 สาขาในไทย ในปี 2022 เราตั้งเป้าหมายไปว่าเราจะสร้างสาขาเพิ่มขึ้น 150 สาขาภายในปีนี้ จากข้อมูลล่าสุดสิ้นเดือนกันยายน เราเปิดสาขาใหม่ไปแล้ว 127 สาขา และคิดว่าจะตั้งสาขาได้ตามเป้าหมาย 150 สาขาภายในสิ้นปีนี้ เรามองการทำตลาดในไทยในแง่ดี ต้องการที่จะรักษาโมเมนตัมการเติบโตนี้เอาไว้ จึงตัดสินใจว่าจะขยายสาขาเพิ่มขึ้นอีก 150 สาขาในปี 2023 เพื่อให้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในปี 2023 เราจะมีสาขาในไทยทั้งหมด 700 สาขา

เรามองสภาพการทำตลาดในไทยด้วยแง่ดี เห็นได้เลยว่ายอดการติดเชื้อโควิด-19 ลดลง นักท่องเที่ยวเริ่มกลับมาเยอะอีกครั้ง หน้าฝนก็สิ้นสุดลงแล้ว และช่วงไตรมาสที่ 4 ถือว่าเป็นช่วงไฮซีซั่นของประเทศไทย เราหวังว่าจะสิ้นสุดปีนี้ด้วยดี เพื่อที่จะเริ่มต้นปีหน้าในทิศทางที่เป็นขาขึ้น

การเปิดสาขาของเราในช่วงโควิดมันไม่ได้เป็นเพียงตัวเลือกแต่เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ ผมจำได้ว่าตอนล็อกดาวน์ มีคนบ่นกันว่า ขอให้ร้าน MR.D.I.Y. เปิดไม่ได้เหรอ เพราะจักรยานเขาเสีย หรือบ้านของพวกเขาขาดสินค้าบางอย่างที่เอาไว้ซ่อมบ้าน นั่นทำให้รู้เลยว่าธุรกิจของเรายืดหยุ่นกว่าที่คิดไว้ (หัวเราะ)

 

● อะไรทำให้ MR.D.I.Y. เติบโตแม้ในสถานการณ์โควิด สวนทางกับหลายธุรกิจหรือแบรนด์อื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบอย่างมาก?
โมเดลการทำธุรกิจของ MR.D.I.Y. ยืดหยุ่นอยู่แล้ว ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 เรามีสาขาเพิ่มขึ้นกว่า 200 สาขา ถามว่าทำไมถึงเพิ่มขึ้น ประการแรก เพราะเราขายสินค้าซึ่งเป็นที่ต้องการของครัวเรือน ประการที่สอง เพราะสินค้าในร้านของเราราคาค่อนข้างต่ำ ตามยุทธศาสตร์ “รับประกันราคาถูกเสมอ” เศรษฐกิจมันแย่ลง กำลังในการซื้อลดลง การที่เรามีสินค้าหลากหลาย และขายในราคาที่ดี สิ่งเหล่านี้เหมือนจะช่วยผู้คนให้สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ดีขึ้น นั่นทำให้ยังมีความต้องการในสินค้าของเราอยู่

● การขยายสาขาจำนวนมาก มีแนวทาง หรือเกณฑ์ในการเลือกที่ตั้งอย่างไรบ้าง?
ในการทำสาขา เรามี 2 รูปแบบ แบบแรกอยู่ตามห้างสรรพสินค้า เรามีร้านในโลตัส บิ๊กซี ท็อปส์ หรือเซ็นทรัล แบบที่สองคือเป็นหน้าร้านที่ตั้งอยู่โดดๆ ที่สร้างร้านของเราขึ้นมาเอง ซึ่งจะตั้งอยู่ในบริเวณที่มีบ้านเรือนอยู่หนาแน่นโดยไม่มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใกล้เคียง

เป้าหมายของเรามันพื้นฐานมาก เราถามตัวเองอยู่เสมอว่าจะบริการลูกค้าอย่างไร ในแง่ของการทำธุรกิจ สิ่งสำคัญคือการกระจายสินค้าไปในที่ต่างๆ เพิ่มความสะดวกในการหาร้านของเรา ซึ่งเรานำความคิดนั้นไปอยู่ในแท็กไลน์ใหม่ของเรา นั่นก็คือ “ทุกทิศทั่วไทย ใกล้บ้านคุณ” นี่คือปรัชญาที่เรายึดมั่น เราไม่ได้มุ่งเน้นไปเพียงแค่การตั้งร้านค้าในเมืองใหญ่เท่านั้น แต่ยังตั้งสาขาในเมืองรองเช่นกัน จึงนำไปสู่แผนขยายธุรกิจในไทย

เราต้องการที่จะเป็นแบรนด์ของทุกคน อยากเข้าถึงลูกค้าให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ การเลือกที่ตั้งสาขา เรามีทีมซึ่งจะนำข้อมูลจำนวนมากมาวิเคราะห์ เช่น จำนวนประชากร กำลังซื้อ ในพื้นที่ที่คิดจะไปตั้งสาขามีสถานที่ใดอยู่ใกล้เคียงบ้าง เช่น มีโรงเรียน หรือมีร้านค้าปลีกอื่นอยู่ก่อนหรือไม่ เมื่อเข้ากับเกณฑ์ของเรา ก็จะมาคิดต่อว่าจะตั้งสาขาได้เมื่อไร ขนาดของร้านควรอยู่ที่เท่าไร ควรมีสินค้าประเภทไหน

● นอกจากขยายสาขาแล้ว เป้าหมายของ MR.D.I.Y. ในปี 2023 คืออะไร?
สิ่งที่ตามมาหลังจากขยายสาขาทำให้เกิดการจ้างงานมากขึ้นในพื้นที่ที่เราไปตั้งสาขา ทำให้เราเหมือนกับต้องดูแลชุมชนที่เราไปทำการค้าขายด้วยเช่นกัน การรักษาพนักงานให้อยู่กับเราก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญเพื่อให้มีทีมงานที่ดีที่จะอยู่สร้างการเติบโตของบริษัทต่อไป เราเองก็เล็งเห็นว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมและสังคมก็เป็นสิ่งที่สำคัญเหมือนกัน เมื่อระยะหลังที่ผ่านมาในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก็ให้ความสำคัญกับการทำ CSR เหมือนกัน โดยพยายามเข้าไปให้ความช่วยเหลือ หรือสนับสนุนคนในพื้นที่เมื่อมีเหตุภัยธรรมชาติ เช่น ช่วงน้ำท่วม เราเองก็บริจาคของให้บ้านเด็กกำพร้า ดังนั้น นอกจากในแง่ธุรกิจแล้ว เรามีความต้องการที่จะพัฒนาชุมชนใกล้เคียงที่เราเข้าไปทำสาขาในแง่ของการสร้างงานและการทำ CSR

● จุดแข็งสำคัญที่สุดของ MR.D.I.Y. ที่ทำให้ได้รับการตอบรับจากลูกค้าที่ดีขนาดนี้?
มีอยู่ 3 อย่างที่ลูกค้าชื่นชอบในร้านของเรา อย่างแรกก็คือความสะดวกในการหาร้าน เพราะมีประมาณ 500 กว่าสาขาในไทย ลูกค้าไม่จำเป็นต้องตั้งใจเดินทางไปในที่ที่หนึ่งเพื่อหาร้าน ลูกค้าไปที่ไหนก็จะเจอร้านของเรา อย่างที่สองก็คือความหลากหลายของสินค้ามากกว่า 18,000 รายการใน 10 ประเภทสินค้า และอย่างที่สาม ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ราคาของเราถูกเสมอ มันคือปรัชญาที่เรายึดมั่น เราพยายามอย่างมากในการทำให้ราคาสินค้าลดลง เพื่อช่วยให้ลูกค้าประหยัดเงินได้มากขึ้น

ถ้าคุณมีงบ 3,000 บาทในการซ่อมแซมบ้าน คุณไปซื้อของในห้างสรรพสินค้าใหญ่ อาจจะได้ของมาแค่ถุงเดียว แต่ถ้ามาซื้อที่ MR.D.I.Y. อาจจะได้สินค้าประมาณ 3-4 ถุงใหญ่เลย เราพยายามช่วยคนส่วนใหญ่ให้ประหยัดค่าใช้จ่าย ถ้าเราได้สินค้าบางอย่างมาในราคาต่ำ เราส่งต่อกำไรให้กับลูกค้าเลย ผมมีปรัชญาอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งอันที่จริงก็เป็นปรัชญาของบริษัทเรานั่นแหละ นั่นก็คือ หากคุณต้องการที่จะเริ่มทำกิจกรรมยามว่าง หรือกิจกรรมอะไรสักอย่าง คุณลองไปหาดูสินค้าในร้านของเราก่อน หากคุณหาไม่เจอจากสาขานี้ คุณลองไปดูอีกสาขาหนึ่ง หากหาไม่เจออีก คุณค่อยไปดูจากร้านค้าอื่น เพราะสินค้าของเราราคาเข้าถึงได้ง่าย และหลากหลาย หากคุณอยากหากิจกรรมในบ้านให้ลูกของคุณทำ ร้านเรามีสินค้าให้คุณ หากคุณต้องการทำขนม ร้านเราก็มีสินค้าให้คุณ

● ความประทับใจการทำงานในไทย ต้องปรับตัวในเรื่องใดเป็นพิเศษหรือไม่?
ส่วนตัวผมแล้ว ผมมีความสุขนะที่ได้มาทำงานในประเทศไทย และคงไม่ได้มีความสุขมากเท่านี้ถ้าถูกโยกให้ไปคุม MR.D.I.Y. ในทวีปยุโรปอย่างสเปน หรือตุรกี ซึ่งคงไม่ได้รู้สึกคุ้นเคยกับวัฒนธรรมหรืออาหาร

ไทยเป็นประเทศที่สวยงาม เวลาการทำงานก็ไม่ต่างจากมาเลเซีย เศรษฐกิจของไทยก็ถือว่าดีกว่าประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีวัฒนธรรมหลากหลาย และมีโอกาสในเชิงธุรกิจอยู่มาก ในเรื่องของภาษา ผมคิดว่าคนมาเลเซียมีความได้เปรียบเพราะมีหลากหลายวัฒนธรรม ทำให้คนมาเลเซียพูดได้อย่างน้อย 3 ภาษา ส่วนผมเองพูดได้ 5 ภาษา หลังจากมาทำงานในประเทศไทย ผมเองก็เรียนภาษาไทย แต่ภาษาอังกฤษก็ถือว่าเป็นภาษาหลักอยู่ ทำให้การปรับตัวมาทำงานในไทยทำได้ค่อนข้างง่าย และหากพูดในเรื่องของอาหาร ผมคิดว่าประเทศไทยมีอาหารที่ดีเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อนร่วมงานชาวมาเลเซียของผมยังบอกเลยว่าผมโชคดีที่ได้มาทำงานในไทย

● การรักษามาตรฐานหลังได้รับรางวัลระดับโลก อย่าง World Branding Awards 2018-2021 รวมถึงการก้าวไปข้างหน้าอย่างภาคภูมิ?
ผมอยากพูดถึงเรื่องนี้อยู่พอดี จำได้ว่าตอนที่เราได้รับรางวัล World Branding Awards ครั้งแรกในปี 2018 ผมตื่นเต้นมากๆ และสถานที่รับรางวัลอยู่ในพระราชวังเคนซิงตัน ซึ่งเคยเป็นที่พำนักของกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 อันที่จริงมันมีรางวัลอื่นอีกมากมายในโลก แต่รางวัลนี้แตกต่างจากรางวัลอื่นๆ รางวัลนี้เป็นเหมือนรางวัลที่มอบให้กับบริษัทที่ได้รับการยอมรับอย่างสูง ไม่ได้กันมาง่ายๆ บริษัทที่เคยได้รับรางวัลนี้มีแต่แบรนด์ระดับโลกทั้งนั้น อาทิ อิเกีย โรเล็กซ์ เลโก้ สำหรับเราที่มีพื้นหลังเป็นเพียงแค่บริษัทเล็กๆ การที่ได้เป็นตัวแทนประเทศในการรับรางวัลระดับโลกแบบนี้ มันเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นอย่างมาก และสะท้อนถึงการทำงานของเราที่ดำเนินมาตลอดจนถึงตอนนี้ เราได้รางวัลนี้ 4 ปีติดกันเลย นั่นทำให้เราแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ และนั่นสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการแข่งขันในสายตาของผู้บริโภค ซึ่งในช่วง 3 ปีแรกที่ได้รับรางวัลระหว่างปี 2018-2020 MR.D.I.Y. ได้รับรางวัล World Branding Awards ในฐานะประเทศ และในปี 2021 MR.D.I.Y. ได้รับรางวัลในฐานะภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

● เหตุการณ์ไหนคือความภูมิใจสูงสุดตั้งแต่รับตำแหน่ง CEO ของ MR.D.I.Y.?
ผมคิดว่าหนึ่งในความสำเร็จสูงสุดของเราก็คือการขยายสาขาในไทยแตะ 500 สาขา เราทำสำเร็จในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ตอนนั้นมีการฉลองใหญ่เลย ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นได้จากความตั้งใจของทุกคนในบริษัท ไม่ใช่แค่จากผู้บริหารอย่างเดียว ผมคิดว่า 500 เป็นตัวเลขที่ดีนะ คนไทยเหมือนจะชอบเลข 5 ด้วย อันที่จริงเราน่าจะฉลองตอนตัวเลขสาขาแตะ 555 ไปเลย (หัวเราะ) ผมเคยมีประสบการณ์การเฉลิมฉลองครบ 500 สาขาไปแล้วตอน MR.D.I.Y. ที่มาเลเซียเปิดครบ 500 สาขา แต่การเปิดสาขาแตะ 500 สาขาในไทยเป็นอะไรที่พิเศษมาก สะท้อนว่าโมเดลการทำธุรกิจได้ผล เพราะเราทำสำเร็จในตลาดแรกที่เปิดนอกมาเลเซีย

มันหมายความว่าเรากำลังเดินไปถูกทางแล้ว ถ้าเราทำได้ 500 สาขาแล้ว 1,000 สาขา ก็คงไม่ไกล