อาศรมมิวสิก : ‘สุนทรพจน์ ของ อิวาน ฟิชเชอร์ : พันธกิจของวงออเคสตราต่อประชาคม’

30.10.22 | 12:11 น.

ดนตรีคลาสสิกและวงซิมโฟนีออเคสตรา มักจะถูกมองว่าเป็นดนตรีของชนชั้นสูง ซึ่งดูเหินห่างจากผู้คนในสังคม อันเป็นทัศนคติที่คนในวงการดนตรี
คลาสสิกเองต้องเฝ้าพยายามแก้ไข ลบล้างทัศนคติเชิงต่อต้านเหล่านี้อยู่เสมอๆ ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้ว ทัศนคติเช่นว่านี้ก็มิใช่ว่าจะผิดไปเสียทั้งหมดเพราะศิลปะดนตรีในยุโรปเมื่อหลายร้อยปีก่อนไม่ใช่งานเพื่อความบันเทิงเริงใจเป็นใหญ่แบบทัศนคติที่เรามีต่อคำว่าดนตรีดังเช่นทุกวันนี้ มันเป็นเครื่องมือ สื่ออันสำคัญอย่างหนึ่งในเชิงการศึกษาเพื่อยกระดับ ขัดเกลาความเป็นมนุษย์ให้ละเอียดอ่อนมากขึ้น ดนตรีจึงมีความสำคัญต่อสังคมเป็นอย่างยิ่ง กลายเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจชนิดหนึ่ง พวกเขาจึงยอมลงทุนเสียสละทรัพยากรและทุ่มเทเวลาในชีวิตให้กับดนตรีเป็นอย่างมาก

ในสังคมยุโรปนั้นดนตรี (คลาสสิก) เริ่มกลายเป็นสมบัติของประชาชนคนทั่วไปอย่างแท้จริงก็ล่วงเข้ามาในศตวรรษที่ 18 เข้าไปแล้ว ผู้คนในสังคมเห็นความสำคัญของดนตรีเป็นอย่างสูง จนกระทั่งเกิดเป็นแนวคิด “คอนเสิร์ตเพื่อสาธารณชน” (Public Concert) อย่างแท้จริง นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ก่อกำเนิด “วงออเคสตราประจำเมือง” ที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างดนตรีกับชุมชน ระยะเวลาล่วงเลยมานานหลายร้อยปี ระบบทุนนิยมเริ่มเข้าครอบงำ วงออเคสตรา
ประจำเมืองเริ่มเบี่ยงเบนแนวคิดที่ไม่ได้กลายเป็นวงดนตรีแห่งชุมชนอีกต่อไป อันเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดอันตรายต่อการดำรงอยู่ของวงออเคสตราเอง เมื่อความสัมพันธ์ของวงดนตรีกับผู้คนและชุมชนเริ่มมีช่องว่างและเหินห่างกันไป

ถ้อยแถลงของ “อิวาน ฟิชเชอร์” (Ivan Fischer) ผู้อำนวยการดนตรี (และผู้ร่วมก่อตั้ง) วงดนตรี “บูดาเปสต์ เฟสติวัล ออเคสตรา” (Budapest Festival Orchestra) หรือ “BFO” ในโอกาสที่วงดนตรีอันโด่งดังและกำลังมาแรงวงนี้ได้รับรางวัล “วงออเคสตราแห่งปี” (Orchestra of the Year 2022) จากนิตยสารกราโมโฟน (Gramophone) อันเป็นนิตยสารทางดนตรีคลาสสิกอันสำคัญของประเทศอังกฤษที่มีอายุเฉียด 100 ปี รางวัลทางดนตรีคลาสสิกอันสำคัญๆ ประจำปีที่นิตยสารฉบับนี้จัดขึ้นในช่วงราวเดือนกันยายน-ตุลาคมของทุกปี ได้รับความสำคัญเทียบเท่า รางวัลแกรมมี่ (Grammy) หรือรางวัลภาพยนตร์ออสการ์ (Oscar) ทีเดียว ผู้เขียนเองมองว่าถ้อยแถลงหรือสุนทรพจน์ของ “อิวาน ฟิชเชอร์” ในโอกาสนี้ มีความสำคัญและน่าพิจารณาเป็นอย่างยิ่งในแง่ของความสัมพันธ์ของดนตรีกับชุมชนและสังคม ซึ่งแสดงให้เห็นว่า อิวาน ฟิชเชอร์ไม่เคยลืมและตระหนักดีเสมอมาในแนวคิด ปรัชญาอันเป็นรากฐานที่ดีงามของดนตรี

ตลอดช่วงเวลาสั้นๆ เพียงราวๆ 8 นาทีกว่าๆ (ซึ่งท่านผู้อ่านสามารถหาชมได้ทางยูทูบ) มันช่างเต็มไปด้วยความอบอุ่น จริงใจ และอ่อนน้อมถ่อมตน ตามแบบศิลปินที่ได้ผ่านการยกระดับพัฒนาจิตใจจนเข้าสู่ระดับที่เรามักจะเรียกกันว่า “ธรรมดาที่ไม่ธรรมดา” เขาได้เล่าให้ฟังถึงวัตถุประสงค์ในการก่อตั้งวงดนตรีวงนี้ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2526 เกือบ 40 ปีมาแล้ว มันสะท้อนถึงเจตนารมณ์อันเป็นอุดมคติของคนหนุ่ม (ในตอนก่อตั้งวงดนตรีนี้เขามีอายุเพียง 31 ปีเท่านั้น) ที่มีวิสัยทัศน์อันยาวไกลและยังกว้างไกล แม้เขาอาจจะมิได้กล่าวมันออกมาตรงๆ แต่มันก็สะท้อนให้เห็นว่า คนหนุ่มในวัยเพียง 31 ปีเช่นเขาในตอนนั้น มองเห็นถึงปัญหาของวงการดนตรี (คลาสสิก) ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ดนตรีที่กำลังเติบโตตามแรงขับเคลื่อนทางสังคมและเงินทุนอย่างไร้ทิศทาง ซึ่งกำลังเบี่ยงเบนออกไปจากรากฐานปรัชญาแนวคิดดั้งเดิมนั่นคือ “ดนตรีแห่งประชาคม” หรือ “ดนตรีของชุมชน” ในศตวรรษที่ 18 มันคือการมองเห็นปัญหาอันสำคัญและยิ่งใหญ่ของคนหนุ่มสองคน นั่นคือตัวเขาและ “โซลทาน คอกซิส” (Zoltan Kocsis) ศิลปินเดี่ยวเปียโนและวาทยกรชาวฮังการีผู้ล่วงลับ ที่ได้เล็งเห็นว่าต้องลงมือร่วมกันทำอะไรสักอย่างหนึ่ง เพื่อการดำรงอยู่ของดนตรีคลาสสิกและวงดนตรีที่เรียกกันว่า “ออเคสตรา” อย่างยั่งยืน ยาวไกล และที่สำคัญมันต้องเป็นเสมือนสถาบัน องค์กรที่สร้างสรรค์สารัตถประโยชน์ทางดนตรีอย่างแท้จริงทั้งต่อตัวศิลปินเองและผู้คนในสังคม ผู้เขียนจึงเล็งเห็นว่า สุนทรพจน์ของ
“อิวาน ฟิชเชอร์” นี้ มิใช่เป็นเพียงการบอกกล่าวถึงความปลาบปลื้มใจของศิลปินที่มีต่อรางวัลที่ได้รับ หากแต่ในความอ่อนน้อมถ่อมตนของเขานั้นได้สะท้อนออกให้พวกเราได้เห็นถึงปัญหาในการดำรงอยู่ของดนตรีคลาสสิกอย่างยั่งยืน และรากฐานแนวคิดความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีกับประชาคมที่ต้องดำรงไว้ให้มั่นคง

“…ผมยังจดจำได้ดี ในปี ค.ศ.1983 ในตอนที่ผมมีแนวคิดที่จะก่อตั้งวงซิมโฟนีออเคสตราใหม่เอี่ยม ขึ้นมาวงหนึ่ง ผมมิได้มีความต้องการในการชนะการแข่งขัน
ใดๆ ผมมิได้มีความต้องการที่จะต้อง ‘ดีกว่า” วงออเคสตราอื่นๆ นั่นไม่เคยเป็นความมุ่งหมายของผมเลย ผมเพียงแค่ต้องการให้มันเป็นวงออเคสตราที่แตกต่างออกไปจากวงอื่นๆ ไม่ได้ต้องการดีกว่าใคร ไม่ได้ต้องการแข่งกับใคร นี่เป็นเรื่องสำคัญจริงๆ มันไม่ใช่เรื่องของการแข่งขัน…” ใช่แล้วนี่คือวิสัยทัศน์ทางดนตรี หรือเป็นจิตวิญญาณทางดนตรีที่เขาสืบทอดมาจากศิลปินดนตรีบรรพบุรุษชาวฮังการีร่วมชาติของเขาหรือไม่? เพราะพวกเราผู้รักดนตรีหลายคน คงจะพอจดจำกันได้ดีว่า มีอมตะวาจาทางดนตรีของ “เบลา บาร์ท็อค” (Bela Bartok) ดุริยกวีเอกของโลกชาวฮังการีแห่งศตวรรษที่ 20 ที่กล่าวไว้ว่า “การแข่งขันเป็นเรื่องของม้า…มิใช่เรื่องของศิลปิน” (Competition are for Horses, Not for Artists) แม้ว่า “อิวาน ฟิชเชอร์” จะมิได้หยิบยก อมตะวาจานี้ของบาร์ท็อค มากล่าว แต่เขาก็เดินตามแนวคิดของบาร์ท็อคในการริเริ่มตั้งวงดนตรีนี้ ด้วยการละวางแนวคิดเรื่องของการแข่งขันเพื่อชิงดีชิงเด่น

Advertisement

“…ทำไมต้องแตกต่าง เพราะว่าในตอนนั้นและแม้กระทั่งล่วงเลยมาจนถึงทุกวันนี้ ผมยังคงตระหนักดีว่าวงออเคสตรานั้นถ้าหากต้องการจะเติบโต จะต้องได้รับการปฏิรูปผ่านช่วงเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลง ทำไมน่ะหรือ? คลังแห่งบทเพลงที่เล่น (Repertoire) กำลังลดน้อยถอยลงไป จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเราต้องเล่นเพลงที่เคยเล่นกันมาเมื่อ 200 ปีที่แล้ว แล้วจะต้องเล่นกันไปอีกใน 500 ปีข้างหน้า…เราต้องขยายคลังแห่งบทเพลงที่จะใช้บรรเลงยังมีปัญหาอีกประการหนึ่ง นั่นคือเรื่องของ แรงบันดาลใจ สมาชิกของวงออเคสตราต้องเล่นตามคำสั่ง ไหนยังจะมีหัวหน้าวง (Concertmaster) หัวหน้ากลุ่มเครื่องดนตรี (Principal) ที่จะต้องปฏิบัติตามๆ กัน แล้วนักดนตรีจะเกิดความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างไร? ผมคิดว่าการขาดโอกาสเหล่านี้ทั้งการสร้างสรรค์และความเป็นไปได้ในการสร้างสรรค์นี้ ได้นำไปสู่การเล่นดนตรีที่แข็งทื่อราวกับเครื่องจักร…” นี่คือปัญหาที่ อิวาน ฟิชเชอร์ มองเห็นและคิดต่อไปว่าจะต้องลงมือปฏิบัติเพื่อการแก้ไข (แม้มันจะเป็นเพียงองค์กรเล็กๆ แห่งการเปลี่ยนแปลง) เขาจึงได้ก่อตั้งวงออเคสตราเพื่อการปฏิรูป วงออเคสตราแห่งอนาคต เขาเล่าให้ฟังว่า วงดนตรี “BFO” ของเขาวงนี้ ได้จัดการปัญหาที่เขามองเห็นและหยิบยกขึ้นมานี้อย่างไรบ้าง

ในด้าน “คลังแห่งบทเพลง” (Repertoire) วงดนตรี BFO มีการบรรเลงบทเพลงที่ครอบคลุมผลงานในทุกยุคสมัยอย่างกว้างขวาง นับแต่การบรรเลงดนตรีด้วยเครื่องโบราณย้อนยุค (Period Instrument Ensemble) ที่ได้บรรเลงดนตรีในสมัยบาโรค (Baroque) อย่างสม่ำเสมอ ไปจนถึงกลุ่มวงดนตรีร่วมสมัย (Contemporary Music Ensemble) ที่จะเสาะหาบทเพลงที่แต่งขึ้นใหม่ๆ ใหม่เอี่ยมแบบถอดด้าม ที่จะได้เปิดโอกาสให้นักประพันธ์ดนตรีใหม่ๆ เหล่านี้ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับวงออเคสตรา วง BFO มีแนวคิดแบบนี้อยู่เสมอๆ เขาพยายามขยาย “คลังแห่งบทเพลง” ไปอย่างกว้างขวางในทุกทิศทางรวมไปถึง แนวทางการบรรเลงดนตรีแบบด้นสด (Improvise) ที่ได้เริ่มทำแล้ว ในด้านแรงบันดาลใจและความคิดสร้างสรรค์นั้น อิวาน ฟิชเชอร์เล่าว่า เขาได้พยายามสร้างโอกาสให้ศิลปินดนตรีเหล่านี้ได้มีโอกาสบรรเลงดนตรีวงเล็กๆ ร่วมกันแบบ “เชมเบอร์มิวสิก”(Chamber Music) อย่างมากมาย “กว่าวงดนตรีใดๆ ในโลก” การก่อตั้ง “โครงการเสริมสร้างผู้นำ” ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกในวงมีโอกาสในการสร้างรายการเพลง กำหนดรายการบทเพลง และเปิดโอกาสให้เป็นผู้นำในโครงการที่เหล่าศิลปินนั้นๆ ได้คิดขึ้นเอง

อิวาน ฟิชเชอร์ พยายามเปลี่ยนแนวทางในการเป็นวาทยกรให้แตกต่างออกไป เขาบอกว่ามันมีลักษณะคล้ายๆ กับผู้กำกับละครเวทีที่ทำงานร่วมกับนักแสดง สนับสนุนให้กำลังใจต่อการสร้างสรรค์นั้นๆ ในตัวศิลปิน พยายามนำเอาคุณภาพที่ดีที่สุดในตัวของทุกคนออกมา มีการถกเถียงอภิปรายปรึกษาปัญหาในการทำงาน พวกเหล่านักดนตรีจะมีข้อมูลมานำเสนอ มันจะให้ความรู้สึกเสมือนคล้ายๆ กับว่าเป็นการทำงานแบบกลุ่มคณะละคร ไม่ใช่แบบวงออเคสตราทั่วๆ ไป เขาบอกว่า และแล้วมันก็มาถึงจุดที่ว่าเราจะต้องเป็นอยู่แบบนี้กันไปเพื่ออะไร เราจะต้องเป็นวงออเคสตราแบบนี้ไปเพื่ออะไร? เรามิได้ต้องการเป็นวงออเคสตราที่ดีที่สุด มันดูยิ่งใหญ่มากในตอนนี้ที่เราได้รับเลือกให้เป็นวงออเคสตราแห่งปีที่เลือกโดยมหาชน แต่… “เราไม่ต้องการแข่งขันกับวงออเคสตราอื่นๆ” เขากล่าวว่า “We really, honestly want to serve The Community” (ขอกล่าวด้วยความจริงใจ อย่างแท้จริงเลยว่าพวกเราต้องการรับใช้ประชาคม!) ผู้เขียนเฝ้าคิดอยู่เสมอว่า ในวิถีแห่งความเป็นศิลปินนั้น ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นศิลปินน่าที่จะต้องเดินมาสู่หมุดหมายแห่งปรัชญาแนวคิดนี้

อิวาน ฟิชเชอร์ ขยายความต่อว่า “…การรับใช้ประชาคมนั้น มันไม่ใช่งานง่ายๆ แบบที่จะพูดๆ กัน เราต้องลงมือกระทำในสิ่งต่างๆ มากมาย…” เราต้องเดินออกไปหาผู้คนซึ่งไม่มีโอกาสที่จะมาฟังดนตรีในคอนเสิร์ตฮอลล์ เราต้องออกไปตระเวนแสดงดนตรีตามบ้านพักคนชรา โรงพยาบาล โรงเรียน ในช่วงของการเกิดโรคระบาด พวกเราตั้งวงดนตรีบรรเลงบทเพลง “เซเรเนด” (Serenade) ริมถนน เพื่อขับกล่อมประชาชนในช่วงระหว่างการกักตัวในกรุงบูดาเปสต์ (Budapest) พวกเราเป็นฝ่ายเดินออกไปหาประชาชนอย่างสม่ำเสมอ พวกเรายังได้สร้างคอนเสิร์ตรูปแบบใหม่ๆ สำหรับผู้คนในแต่ละช่วงวัย รายการดนตรีสำหรับเด็กวัย 5-10 ขวบ รายการดนตรีสำหรับเด็กวัยเรียน หรือแม้แต่รายการดนตรีสำหรับเด็กพิเศษ (ออทิสติก) และครอบครัวของพวกเขา เพราะว่า “…หน้าที่อันแท้จริงของวงออเคสตราก็คือการรับใช้ประชาคม (Community) ด้วยวัฒนธรรม..”

ในตอนท้ายๆ คลิปวิดีโอนี้ อิวาน ฟิชเชอร์ เล่าให้ฟังถึงบรรยากาศและการถ่ายทอดอุดมการณ์เพื่อมวลชนนี้ต่อสมาชิกในวงอยู่เสมอๆ ว่า “…ผมเองบอกกับนักดนตรีอยู่เสมอๆ ว่า จงอย่าเพียงบรรเลงดนตรีเพื่อกันและกันในวงเท่านั้น หน้าที่ของพวกคุณ จุดมุ่งหมายของพวกคุณไม่ควรที่จะต้องเป็นที่หนึ่งเพื่อที่จะไปแข่งขันกับใครๆ สิ่งที่คุณจะต้องทำก็คือการมีความรื่นรมย์กับดนตรีให้จงได้ และจงแบ่งปันความรื่นรมย์ (ในใจของคุณ) นั้นไปสู่ประชาชนที่กำลังฟังดนตรีของคุณอยู่…และนี่ก็คือสิ่งที่พวกเราได้ยืนหยัดเพื่อที่จะทำ ซึ่งในตอนนี้ก็มีเสียงมากมายที่ได้ลงคะแนนให้กับพวกเราที่ไม่สูญเปล่า …ความรื่นรมย์ในดนตรีที่พวกเรามีอยู่ ได้ถูกถ่ายทอดไปสู่ผู้ฟังดนตรีแล้ว ขอบคุณมาก(ครับ) สำหรับคะแนนเสียงของคุณ…พวกเราจะยังคงบรรเลงดนตรีเพื่อคุณต่อไป…”

ใช่แล้ว ดนตรีเป็นเรื่องของชุมชน วงออเคสตราประจำเมืองเป็นเรื่องที่เริ่มก่อตัวมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ด้วยแนวคิดแห่งการเปลี่ยนผ่านศิลปะดนตรีอันเป็นเลิศที่เคยเป็นแต่สมบัติเฉพาะของชนชั้นสูงในรั้ว ในวังที่ได้ชุบเลี้ยงนักดนตรีเพื่อสร้างเสียงดนตรีอันวิจิตรเพื่อการภายใน ดนตรีชาวบ้านยังคงเป็นแค่เพลงเต้นรำ ที่ฟังผ่านๆ หูเพื่อความบันเทิงเริงใจอย่างผิวเผิน ไม่เน้นฉันทลักษณ์ ไวยากรณ์ หรือชั้นเชิงทางโครงสร้างดนตรีเพื่อ ขัดเกลาความละเมียดทางปัญญาแบบดนตรีในรั้วในวัง จากแนวคิด “คอนเสิร์ตสาธารณชน” (Public Concert) ที่เริ่มก่อตัวในศตวรรษที่ 18 และเบ่งบานเติบโตในศตวรรษที่ 19 เรื่อยมา จนค่อยๆ ถูกระบบทุนนิยมเข้าครอบงำในกาลต่อมา นั่นจึงทำให้ ดนตรีที่เรียกกันว่าคลาสสิก ค่อยๆ เหินห่างจากการเป็นสมบัติของประชาคม สุนทรพจน์ของ “อิวาน ฟิชเชอร์” ในโอกาสนี้จึงเสมือนการรื้อฟื้นวัตถุประสงค์อันดั้งเดิมแท้จริงของวงออเคสตราให้พวกเราได้ตระหนักกันขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

นี่เอง พวกเราจึงต้องยกย่อง “ศิลปิน” (คำที่ไม่ใช่คู่ควรกับคนทำงานศิลปะทุกคน) ในฐานะผู้นำทางความคิด ผู้ส่องสว่างทางปัญญา พวกเขาคือผู้มีวิสัยทัศน์อันยาวไกล มีจิตอันเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ผู้ศึกษาปรัชญารอบด้านฝึกฝนขัดเกลาตนเองจนคืนสู่สภาวะสามัญอันอ่อนน้อมถ่อมตน อีกทั้งยังได้พยายามถ่ายทอด “วุฒิภาวะแห่งความเป็นมนุษย์” นั้นมาสู่พวกเรา นี่จึงนับเป็นพันธกิจแห่งความเป็นมนุษย์อันยิ่งใหญ่ของบุคคลเหล่านี้ เมื่อพิจารณาถึงนิยามความหมายและหน้าที่แล้ว คำว่า “ศิลปิน” จึงยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง