การจะได้มาซึ่งสุขภาพที่ดีนั้น นอกจากจะต้องรักษาสุขภาพทางกายให้แข็งแรงเพื่อรอดพ้นจากโรคภัยไข้เจ็บ สุขภาวะทางจิตใจ และสภาพแวดล้อมทางสังคม คืออีกส่วนสำคัญที่จะต้องถนอมไว้
3 สิ่งนี้จะต้องดีอย่างสมดุลกัน หากไร้ซึ่งอย่างใดอย่างหนึ่ง การจะแฮปปี้ในชีวิตก็อาจเป็นไปได้ยาก
และนี่คือหนึ่งเหตุผลของการมีหน่วยงานนามว่า สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ หรือ สช. ก่อร่างสร้างขึ้นจาก พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ ฉบับปี พ.ศ.2550 อันเป็นกรอบที่ขีดเส้นแนวทางการดำเนินงานด้านสุขภาพ ให้ต่อเนื่องเชื่อมร้อยกับทุกฝ่ายที่ข้องเกี่ยว โดยมี สช.เป็นองค์กรกลางของรัฐ ปักหมุดหมายขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านระบบสุขภาพ
เพราะส่วนร่วมจากภาคประชาชน เป็นสิ่งหลักที่ต้องคำนึงถึง จึงเลือกเดินตามหลักการ “สานพลัง” ที่เชื่อว่าจะเชื่อมโยงและส่งเสริมทุกภาคส่วนของสังคมให้เข้าถึงกลไกของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ ได้อย่างเท่าเทียม
พัฒนาประเทศไทยให้ไปถึงจุด “สังคมสุขภาวะ” ตามระบอบประชาธิปไตย
หนึ่งในรูปธรรมที่บ่งชี้ว่าเห็นถึงความสำคัญของพลังชุมชนและการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย คือเชิญหลายภาคส่วนมาร่วมล้อมวงเสวนา “เขียนกติกาเมืองเก่า ความผาสุกที่พวกเราเป็นเจ้าของ” ณ ที่ทำการชุมชนย่านเมืองเก่า บ้านเลขที่ 92 ถนนถลาง อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต เมื่อ 25 กันยายนที่ผ่านมา เพื่อเฟ้นหาคำตอบของ “ความสุข และความยั่งยืนของคนในชุมชน” หนึ่งในบันไดขั้นสำคัญที่จะนำไปสู่การมีสุขภาพที่ดีตามเป้าหมาย
โดยยกโมเดลการพัฒนาทางเศรษฐกิจของจังหวัดภูเก็ต ที่ชุบตัวจากเมืองอุตสาหกรรมเหมืองแร่ สู่การเป็นหนึ่งใน “แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ” ของประเทศ ก่อนนำไปสู่กระบวนการร่างกฎระเบียบของชุมชน ที่ทุกภาคส่วนร่วมกันกำหนด โดยคำนึงถึงการอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างผาสุกของคนในชุมชน ปรับสมดุลระหว่างการท่องเที่ยว วิถีชีวิตของชุมชน และความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม
จำแนกออกเป็นหมวด คือ 1.การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด 2.ส่งเสริมและอนุรักษ์มรดก ภูมิปัญญา ศิลปะ และวัฒนธรรมของชุมชน 3.การอนุรักษ์และรักษาสิ่งแวดล้อมของชุมชน 4.การรักษาความปลอดภัย สุขอนามัย และสวัสดิภาพของชุมชน 5.การมีส่วนร่วมและพัฒนาชุมชน
ขุดประวัติศาสตร์ภูเก็ต
จากแหล่งแร่ สู่แหล่งเที่ยว
ก่อนจะเป็นจุดเช็กอินสุดฮอต ย่านเมืองเก่าภูเก็ต มีที่มาอย่างไร?
ดอน ลิ้มนันทพิสิฐ ประธานชุมชนย่านเมืองเก่าภูเก็ต พาย้อนภาพ “ชุมชนย่านเมืองเก่าภูเก็ต” ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 รวมตัวก่อตั้งเป็นชุมชนหนแรกเมื่อปี 2552 ด้วยสิ่งหนึ่งที่ยึดมั่นร่วมกันตั้งแต่ต้น คือวิสัยทัศน์ของชุมชนที่ว่า “ชุมชนอยู่ดี มีสุข” บวกกับ
พันธกิจอีก 3 ข้อ ที่สืบทอดมาตั้งแต่ปี 2552 จนถึงวันนี้และในอนาคตข้างหน้า ไม่ว่าจะทำการสิ่งใดต้องสอดคล้องกับพันธกิจ 3 ข้อนี้ คือ
1.อนุรักษ์และพัฒนาอาคาร/สถาปัตยกรรมชิโนยูโรเปียน วัฒนธรรมประเพณี และวิถีชีวิต
2.ทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่จะต้องเชื่อมระหว่างภาครัฐกับประชาชน เพราะถ้าเราไม่มีตัวแทนชุมชน เวลาที่ภาครัฐทำอะไร ประชาชนก็จะไม่รู้เรื่องอะไรเลย
3.รักษาสมดุลทั้ง 4 ด้าน ซึ่งอ้างอิงจากหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านวัฒนธรรม
“แต่เดิม ชุมชนย่านเมืองเก่าภูเก็ตเติบโตมาจากอุตสาหกรรมการทำเหมืองแร่ สิ่งที่เห็นในวันนี้ล้วนเป็นมรดกจากการทำเหมืองแร่ ตั้งแต่ปี 2520 ราคาแร่ดีบุกตกต่ำทั่วโลก จึงทำให้ธุรกิจเหมืองแร่ปิดตัวลง แต่ภูเก็ตยังโชคดีที่มีธุรกิจการท่องเที่ยวเข้ามาแทนที่ ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน เราอยู่กับการท่องเที่ยว แต่เป็นการท่องเที่ยวธรรมชาติทางทะเล ทำให้ไปกระจุกอยู่ที่เกาะและชายหาด เลยทำให้ย่านเมืองเก่าถูกลืม ธุรกิจต่างๆ ก็อพยพไปอยู่ตามชายทะเล จึงเป็นที่มาที่ทำให้เราเริ่มตระหนักว่า ถ้าเราไม่เริ่มทำอะไรสักอย่าง สิ่งเหล่านี้จะหายไปแน่นอน” คือความในใจของประธานชุมชนย่านเมืองเก่าภูเก็ต
‘ดอน’ เล่าว่า เมื่อได้ขึ้นมาเป็นประธานชุมชนรุ่นที่ 2 ก็เริ่มขับเคลื่อนให้ย่านเมืองเก่าเป็นที่รู้จัก จนเกิดเป็น “ถนนคนเดินภูเก็ต หลาดใหญ่” และการตั้ง “วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวย่านเมืองเก่าภูเก็ต”
“สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เมื่อย่านเมืองเก่าเริ่มเป็นที่รู้จัก ธุรกิจต่างๆ ที่เคยซบเซา บ้านช่องที่มีแต่ผู้สูงอายุ ส่วนลูกหลานอยู่กรุงเทพฯ ก็เริ่มกลับมา นักท่องเที่ยวและคนนอกที่เข้ามาถ่ายภาพยนตร์ ถ่ายละคร ถ่ายพรีเวดดิ้งก็เพิ่มมากขึ้น ทำให้ความวุ่นวาย ขยะ โจรหัวขโมย กลายเป็นสิ่งที่ตามมา สิ่งเหล่านี้จึงนำไปสู่การยกร่างธรรมนูญชุมชนขึ้นมาในปี 2561 ซึ่งเป็นกฎ กติกา มารยาท ที่คนในชุมชมร่วมตกลงและปฏิบัติตาม” ดอนเผย
ใช้อารมณ์ (คนใน) ตัดสินใจ
‘ธรรมนูญชุมชน’ ภูมิคุ้มกันที่ร่วมสร้าง
“เนื่องจากภูเก็ตเป็นเมืองเศรษฐกิจ มีปริมาณนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนเยอะ ดังนั้น เมื่อพูดถึงความผาสุกของคนในชุมชน การที่จำนวนนักท่องเที่ยวมีมากเกินไปจนไม่สามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และชุมชนไม่ได้มีส่วนร่วมอะไรเลย ทำให้ความผาสุกของเราเริ่มไม่มี” สมยศ ปาทาน ประธานวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวย่านเมืองเก่าภูเก็ต เล่าถึงปัญหา
ก่อนชี้ว่า สำคัญที่สุดคือ ‘ขีดความสามารถของชุมชน’ ซึ่งอาจไม่พร้อมจะรองรับนักท่องเที่ยวที่ล้นเกินได้ ชุมชนจึงแก้ปัญหาด้วยการร่วมมือกัน นำการท่องเที่ยวมาเป็นเครื่องมือ แต่ต้องบริหารจัดการโดยชุมชนบนมาตรฐานที่ร่วมกันสร้าง
“สาระสำคัญคือนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวกับเรา ต้องเกิดกระบวนการเรียนรู้ที่นำไปสู่ความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม และเราต้องไม่ลืมรากฐานของวัฒนธรรมท้องถิ่น จึงนำมาสู่โจทย์ของเราว่า จะสร้างความผาสุกให้กับคนในชุมชนของเราได้อย่างไร เลยทำให้เราร่วมกันเขียนกติกาชุมชนขึ้นมา เป็นการตีกรอบ ออกแบบการท่องเที่ยว ให้นักท่องเที่ยวทราบว่าเรามีทางเลือก เมื่อเรามีกระบวนการออกแบบ เราก็กลับมาวิเคราะห์ดูว่าชุมชนของเรามีต้นทุนอะไรบ้าง ซึ่งเรามีทั้งสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรม วิถีชีวิต สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นทรัพยากรต้นทุนการท่องเที่ยว”
เรามองว่าทรัพยากรทางด้านวัฒนธรรมของย่านเมืองเก่าจะเป็นตัวสร้างมูลค่าเพิ่ม แต่สร้างแล้วก็ต้องกลับมาสร้างความสุขให้กับคนในชุมชนด้วย โดยเราใช้อารมณ์เป็นตัวชี้วัดว่า เราจะเขียนกติกาเมืองเก่าของเราอย่างไร ถ้าอารมณ์ของคนในชุมชนไม่มีความสุข เราจะเดินต่อไปได้อย่างไร อารมณ์ของคนในชุมชนจะเป็นตัวตัดสินว่าเราจะจัดการกับสิ่งแวดล้อมอย่างไร เราจะจัดการกับเส้นทางการท่องเที่ยวอย่างไร” สมยศตอบในมุมผู้อยู่อาศัย
เกิดเป็นกระบวนการ “สร้างภูมิคุ้มกัน” โดยอบรม ให้ความรู้กับคนในชุมชนเรื่องของสิ่งแวดล้อม การดูแลสุขภาพและวิถีชีวิต เช่น ถ้ามีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เราจะจัดการกับขยะอย่างไร เราไม่ได้ยึดการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่เรานำทุกมิติของชีวิตเข้ามา กระบวนการสร้างภูมิคุ้มกันจึงเกิดขึ้น
“ความผาสุกของชุมชนเรา เริ่มจากการเขียนกติกาในธรรมนูญชุมชน ดูว่าคนในชุมชนไม่มีความสุขจากเรื่องอะไร แล้วร่างข้อตกลงร่วมกัน” ประธานวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวย่านเมืองเก่าภูเก็ตเล่าถึงทางออก
ซึ่งสิ่งที่ชุมชนช่วยกันร่างและผลักดันจนเกิดเป็นข้อตกลง ‘ธรรมนูญชุมชน’ ได้กลายเป็นนโยบายสาธารณะ ที่ต่อมาถูกใส่ไว้ใน พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2551 มาตรา 51
“นี่คือกติกาที่เราเขียนสร้างความสุขให้กับคนในชุมชน ให้เขาได้นำเรื่องราวของเขามาใช้ในการท่องเที่ยว และเขาก็มีรายได้จากการท่องเที่ยว เราช่วยกันสร้างในเรื่องความสุขของชุมชน นี่คือประเด็นที่เราช่วยกันเขียนกติกาของเมืองเก่าแห่งนี้”
“พอทำเรื่องของชุมชนท่องเที่ยว ความสุขของชุมชนเราก็ต้องต่อยอดต่อไปให้เป็น ‘ธุรกิจชุมชน’ ให้ได้ ชุมชนต้องรู้จักหลักของการตลาด กล่าวคือ คนในชุมชนก็ต้องมีการร่วมกันคิดตั้งแต่ฐานรากว่า เราจะเอาอย่างไร เราจะต่อไปอย่างไร เรามีนโยบาย มีเกณฑ์มาตรฐานของการท่องเที่ยวในเชิงชุมชนมาเป็นแนวทาง ก็เอามาปรับใช้เหมาะกับบริบทของแต่ละที่ นั่นแหละกติกาของเมืองเก่า แล้วความสุขของชุมชนมันจะตอบโจทย์” สมยศยืนยันหนักแน่น
ถอดบทเรียนฟื้นเมือง
ใช้เครื่องมือ ‘สานพลัง’ พิชิตเป้าหมาย ‘อยู่ดีมีสุข’
ด้าน นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ คว้าไมค์ถอดบทเรียนจากการเขียนกติกาของชุมชนย่านเมืองเก่าภูเก็ต โดยเล็งเห็นการฟื้นคืนชีพของเมืองอย่างรวดเร็ว หลังวิกฤตโควิด-19 ซึ่งเกี่ยวพันกับเรื่องเศรษฐกิจ สังคม และภัยระดับประเทศ แต่เห็นได้ชัดเจนว่าภูเก็ตเป็นศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจ พัฒนาการจากเหมืองแร่ สู่การท่องเที่ยว เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่อยู่ภายใต้ความหลากหลายทางผู้คนและวัฒนธรรม แต่อยู่ร่วมกันได้ ทั้งยังเป็นต้นแบบของการเรียนรู้ ซึ่งการพัฒนาของภูเก็ตเริ่มต้นจากเศรษฐกิจอันเป็นพื้นฐานของมนุษย์ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด จึงตามมาด้วยเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมทั้งในแง่บวกและลบ รวมไปถึงเรื่องสุขภาพ
“ภูเก็ตเป็นทั้งศูนย์กลาง และการพัฒนาของภูเก็ตมีเป้าหมายคือ การอยู่ดีเป็นสุขของประชาชน รัฐต้องมีวิธีการสานพลังหรือบูรณาการความหลากหลาย ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และความหลากหลายของผู้คนกับวัฒนธรรม การจะพัฒนาให้เกิดเป้าหมายอยู่ดีมีสุข ต้องมีวิธีการและกระบวนการ ได้แก่ เครื่องมือ ‘แนวดิ่ง’ คือนโยบายและโครงการของภาครัฐ กับอีกเครื่องมือหนึ่งใน ‘แนวราบ’ ซึ่งก็คือการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อมาประสานหนุนช่วยมาตรการของภาครัฐ และอนาคตข้างหน้าบทบาทของรัฐบาลท้องถิ่นจะมีเพิ่มมากขึ้น ความเข้มแข็งของประชาชนจะมีเพิ่มมากขึ้น การมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ ในพื้นที่จะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ นโยบายของรัฐอาจเป็นเพียงแค่การส่งเสริมกรอบใหญ่ แต่เรากำลังเดินไปสู่การพัฒนา” เลขาฯสช.ออกไอเดีย
ก่อนทิ้งท้ายถึง “เครื่องมือของภาคประชาชน” ที่ได้เรียนรู้จากโมเดลของภูเก็ต คือการเริ่มต้นจาก “กติกา” ของเขตเมืองเก่า แล้วตกลงกันเป็น “ระเบียบชุมชน” ค่อยๆ พัฒนาเป็น “ธรรมนูญชุมชน” ที่จะผ่านทั้งการมีส่วนร่วมและยอมรับจากทุกภาคส่วน
ไม่หยุดนิ่ง เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จนในที่สุดบางส่วนอาจกลายเป็น “บทเทศบัญญัติ” ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บางส่วนได้เข้ามาเป็นกฎหมายระดับชาติ แต่ไม่ว่าอย่างไร “มาตรการของประชาชน” จะต้องพัฒนาและดำเนินต่อเนื่องไป
ธนภูมิ กุลไพบูลย์

