‘เมื่อถึงเวลา ดอกไม้จะบาน’ ประจักษ์พยานขบวนการราษฎร ในวันที่‘เพดานเสรีภาพ’ขยับไม่ทันโลก

2.11.22 | 14:27 น.

กระแสความเปลี่ยนแปลงที่มาในรูปของคลื่นทะเลดาวจากแสงแฟลชโทรศัพท์ ภาพดวงหน้าส่อแววตาวาดหวังของคนรุ่นใหม่ สายรุ้งพาดผ่านม็อบ ขัดกับวินาทีสลายชุมนุมอย่างอุกอาจที่มาให้เห็นแบบภาพเคลื่อนไหว

กวาดสายตาเจอร่มคันใหญ่ ห้อยข้อความหราปล่อยเพื่อนเราและอีกหลายวลีที่ล้อเลียนวาทกรรมสร้างความเกลียดชัง

 คือนานาประจักษ์พยานภาพเหตุการณ์ ที่ถูกคัดสรรตลอด2-3 ปี ในสนามมวลชนราษฎรโดย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นเนล ประเทศไทย และโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ iLaw จัดแสดงกลางโถง GalileOasis เขตราชเทวี เมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา ในงานเปิดตัวหนังสือภาพ “THERE’S ALWAYS SPRING-เมื่อถึงเวลาดอกไม้จะบานที่ร่วมเขียนโดยอาสาสมัครสังเกตการณ์การชุมนุม ภายใต้โครงการ “Mob Data Thailand” หวังบันทึกข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในการชุมนุมสาธารณะ

อานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน, ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล หรือมายด์, จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน แกนนำกลุ่มทะลุฟ้า, ชลธิชา แจ้งเร็ว หรือลูกเกด นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย ตัวแทนสวนดอกไม้แห่งความหวัง เดินทางมาจับเข่าคุย คุ้ยความทรงจำตลอด 3 ปี

ผ่านการกดปราบ จับยัดคดีความเพราะท้วงสิ่งที่เห็นว่าไม่ถูกต้อง เรียกร้องสิทธิที่ควรได้ ถามหาเสรีภาพที่น่าจะมีในชาติที่ติดป้ายแสดงตนว่าเป็นประชาธิปไตย แต่หลักฐานการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่รัฐ สะท้อนธงที่ปักชัด

Advertisement

ประชาชนห้ามค้านในประเด็นที่อ่อนไหว และไม่อาจล่วงละเมิดได้

หนังสือภาพ There’s Always Spring เมื่อถึงเวลาดอกไม้จะบาน

14 ตุลา 63 คือจุดเปลี่ยน ม็อบแกนนำ สู่ขบวนออร์แกนิค

ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการไอลอว์ รับบทพิธีกร จับไมค์ไล่เปิดภาพปริศนา การชุมนุมนี้เกิดขึ้นวันที่เท่าไหร่ มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ?

ไล่เรียงตั้งแต่ม็อบราษฎร 14 ตุลาคม 2563 ที่เดินจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ไปทำเนียบรัฐบาล ปักหมุดหมายขยายขบวนประยุทธ์ ออกไปขอให้สภารับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่กลับถูกปราบอย่างหนัก เพราะหลังเข็มนาฬิกาแตะเลข 04.13 .ของวันต่อมา นายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศ พ...ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงใน กทม.

 เป็นม็อบที่ดราม่าเยอะมาก ดีลทุกเครือข่ายมาร่วมชุมนุม ตั้งใจว่าม็อบเสร็จจะกินเหล้า ใส่สายเดี่ยวมา กะว่าประสบความสำเร็จแน่ แต่ก่อนเริ่มขบวนมีสายจากรุ้ง (ปนัสยา) โทรมาว่า เปลี่ยนแผนไปเดินข้างหน้าให้หน่อย สิ่งที่เกิดขึ้นคือ อานนท์อยู่รถคันแรก บอกเดินเลยพี่น้อง’” ลูกเกดย้อนเล่าบทบาทในม็อบครั้งนั้น หลังอานนท์บอกให้บุก

 ด้านอานนท์ชมว่า คนเยอะ แต่มีวินัยมาก 

ผมเข้าใจว่าม็อบ 14 ตุลา เป็นจุดเปลี่ยนของราษฎรด้วยซ้ำ หลังจากวันนั้นแกนนำโดนจับ ต่อมามีม็อบขอร่มมีม็อบออร์แกนิคอานนท์เล่าเป็นฉาก

 ก่อนทายภาพม็อบ 26 ตุลาคม 2563 ที่มวลชนมหาศาลเดินจากสามย่าน ไปเป็นสักขีพยาน ร่วมอ่านแถลงการณ์หน้าสถานทูตเยอรมนี ซึ่งนับเป็นการชุมนุมที่มีผู้โดนแจ้ง ม.112 มากที่สุด ถึง 13 คน

 ม็อบนี้ไผ่ ดาวดินออกปากว่า จะกลับบ้าน จ.ขอนแก่น แต่อานนท์ชวนไป ซึ่งคนที่โดนคดีคือ คนปราศรัย

 วันนั้นรอดเพราะเจ็บคอ คนเยอะมาก เดินไกลมาก ทุกคนเข้มแข็งมาก การปราศรัยเป็นรถซาเล้ง มีเครื่องเสียง ลำโพง 2 ตัว

ส่วนมายด์ที่เดินตามขบวนไป ประทับใจหนัก ใจฟูที่ตัวแทนสถานทูตออกมาต้อนรับอย่างดีมาก

เขาเห็น รับฟัง และประสานงานต่อไป ให้ความสำคัญกับเสียงของเรามาก พูดตรงๆ วันนั้นไม่ได้ถูกวางตัวให้ไปพูด แต่ได้ขึ้นไปอ่านจดหมายแล้วส่งพี่น้องกลับบ้าน แค่นั้น 

แต่ด้วยความที่ตรงประเด็น ยิงคำถามชัดเจน คนในวันนั้นเลยตื่นเต้น ฮึกเหิม เมื่อสถานทูตรับหนังสือยิ่งใจฟูเข้าไปใหญ่ กิจกรรมจบลงด้วยดีและตามมาด้วย 112” มายด์เผย

 ซึ่งหลังม็อบเสร็จ พล..ประยุทธ์ประกาศจะใช้กฎหมายทุกมาตรา 13 คนที่อ่านแถลงการณ์ โดน ม.112 หมด แม้ไม่ใช่นักกิจกรรมตัวยง

 แล้ว ลูกเกด อยู่ตรงไหนของขบวน? เจ้าตัวเล่าว่า ไม่ได้นอน 

บินจากทำธุระที่เรือนจำเชียงใหม่ ตรงไปที่ม็อบทันที

เดินขบวนไปจะเป็นลมไป ไม่ไหว ขอนั่งซาเล้งแทน พอไปถึงตัดสินใจให้คนอื่นเข้าไปยื่นแทน

บรรยากาศงานเสวนา คลาคล่ำไปด้วยผู้ร่วมขบวนการเคลื่อนไหว อาทิ เอกชัย หงส์กังวาน, จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ หรือ อั๋ว อดีตแกนนำเยาวชนปลดแอก

กำเนิดรีเดมทะลุแก๊ซ อึ้ง! สลายอุกอาจ ตะบองไล่ฟาด

 ภาพที่คนในงานตื่นตัวอย่างมาก ยกมือแย่งกันตอบ คือการชุมนุม 28 กุมภาพันธ์ 2564 ม็อบ REDEM ไปกรมทหารราบ ที่ 1 ซึ่งเป็นบ้านพักหลวงของ พล..ประยุทธ์ ตามมาด้วยการสลายชุมนุม โดย คฝ.ที่ตรึงกำลังแน่นหนาหน้ารั้วค่าย

ช็อกมาก ไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้ต้องมาวิ่งหนีกระสุนยาง โชคดีที่มีพี่น้องขับมอไซค์มาพอดี อุ้มพาหนีไป คุยกับเพื่อนว่า ถึงจุดหนึ่งไทยจะมีการใช้กระสุนยาง ซึ่งตามมาตรฐานสากลจะยิงช่วงล่าง แต่หลายคนโดนช่วงบน ผิดหลักการ ไม่มีเหตุใดให้สลายการชุมนุมขนาดนั้นลูกเกด ผู้อยู่ในเหตุการณ์ เล่าถึงวันที่ขวัญกระเจิง

ส่วนมายด์ขยายภาพวันที่ม็อบไร้แกนนำ เมื่อเคลื่อนไปถึงประตู ราบ 1 คฝ. เจรจากับใครไม่ได้ จึงพยายามสลาย เบียด และยิงแก๊สน้ำตากระป๋องเข้ามา

เราหาช่องให้คนที่ไม่อยากปะทะเลี่ยงออกไปก่อน มีใครไม่รู้ไปตัดรั้วให้ข้ามไปอีกฝั่งได้ มวลชนส่วนหนึ่งเลยรอด คนข้างหน้าโดนแก๊สน้ำตา ปรากฏว่าพอดันจนสุด คฝ.ชุดละ 5 คนวิ่งกรูเข้าไปฮุบจับ 

วิ่งข้ามฟากมาอีกฝั่ง ก็เอาตะบองไล่ฟาดทุกคนที่อยู่ตรงนั้น ย้ำว่าทุกคนเขาวิ่งข้ามถนนมาจริงๆ มี คฝ.คนหนึ่งเอาตะบองวิ่งมาหาโดยตรง หนีจนหลบได้ หาทีมไม่เจอสักคน ตำรวจเอาขนาดนี้เลยเหรอ มีคุณลุงถูกกดลงไปนอนกับพื้น มันอุกอาจมาก เอาตะบองไล่ฟาดน่ากลัวมากภัสราวลีย้อนฉากระทึก

“ป้านก” ผู้มุ่งมั่น ‘ยืน หยุด ขัง’ เรียกร้องสิทธิประกัน ปล่อยนักโทษการเมือง โชว์ตั๋วช้างที่ได้จากม็อบ และสร้อยคอที่ร้อยจากปลอกแก๊สน้ำตา

กลางวันสว่าง แต่ดาวไม่ได้หายตกผลึกความคิด จ่อพิชิต ปี’66

ยิ่งชีพ ยิงคำถามไม่พัก สำหรับแต่ละคน ภาพอะไรที่มีความหมาย ค้างอยู่ในใจบ้าง?

อานนท์ออกปาก ประทับใจเยอะมาก สิ่งที่เป็นจุดเปลี่ยนมีเยอะ ตั้งแต่ม็อบในมหาวิทยาลัยที่ต้องให้เครดิตเยาวชนปลดแอกปลุกคนให้ลงถนน หลังเงียบหายไปนาน

เหมือนเด็กแรกรุ่นที่ได้จับมือคนรัก มันเต็มไปด้วยบาดแผลมากมาย จากนั้นมีม็อบแฮมทาโร่ ม็อบแฮร์รี่พอตเตอร์ ทำให้ภาพการเมืองไทยที่มัวๆ ชัดเจนขึ้น ได้เห็นเพื่อน พี่น้อง ป้าๆ ที่มาวันนี้ก็ไปนอนตาม สน.”

ถ้าม็อบปี 2563 ให้ความหวังและพลัง เวลานี้ที่แทบไม่มีม็อบใหญ่ กำลังใจยังเบ่งบานอยู่หรือไม่ ? คืออีกข้อคาใจในมุมผู้สังเกตการณ์

อานนท์ตอบชัด ส่วนหนึ่งติดคุกและได้ออกมา จึงอยู่ในช่วงตกผลึกทางความคิด นิ่งและลึก แต่เชื่อว่า น่าอันตรายสำหรับรัฐ

ถ้าเรายังชุมนุมเคลื่อนไหว คงหาทางปิดช่องได้หมด แต่การที่เรานิ่ง สะท้อนพลังเป็นบางครั้ง ผมว่าเขาตกใจ

อย่างผลการเลือกตั้งใน กทม. เขตหลักสี่ หรือผู้ว่าฯกทม. เหมือนภูเขาไฟที่มีควัน ไม่ใช่การเงียบหาย แค่รออะไรบางอย่าง คนอาจจะคิดว่ารอเลือกตั้งหรือเปล่า แต่ผมว่าคนสั่งสมอารมณ์รอจะปลดปล่อยอีกครั้ง 

เชื่อมั่นว่า ม็อบที่จะใหญ่ไม่ใช่ปี’63-64 แต่จะเป็นปี 2566 ทุกอย่างสะท้อนเป็นหลักการหมด เรื่องการต้มเหล้าเบียร์ เพศสภาพ แต่ไม่ใช่ม็อบหายไป กลางวันสว่างแต่ดาวไม่ได้หายไป แค่มองไม่เห็น ฝ่ายประชาธิปไตย ไม่มีทางเป็นเผด็จการแน่นอนทนายอานนท์ยังเปี่ยมหวัง 

โชคดี ร่มพฤกษ์ หรือ อาเล็ก ศิลปินเพลงเพื่อราษฎร มาย้อนภาพการเคลื่อนไหว ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

ไผ่ ฟาดปมม็อบแผ่ว?’ เบาในสนามถนน แต่คนยังสู้บทบาทอื่น

ปี 2557 สู้กับรัฐประหาร คนด่าว่าเรา ไม่เข้าใจ พอปี 2563-2564 เป็นการยืนยันว่ามีคนคิดอย่างนี้เยอะ

จตุภัทร์ หรือไผ่ ดาวดิน เล่าจุดเริ่มต้นของความหวัง ที่นำมาสู่การเคลื่อนไหวกระจายไปในต่างจังหวัด แม้อยู่ จ.ขอนแก่น ก็ยังสัมผัสได้ถึงพลังจากม็อบในมหาวิทยาลัย ที่สร้างสรรค์ ผุดกันเป็นดอกเห็ด

ปี 2563-2564 คือการเรียนรู้ เราไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้ชนะ 

แต่เราทำสิ่งที่ต้องการ ไม่ฟังก็เรื่องของเขา เป็นเรื่องของเราว่าจะสู้ต่ออย่างไร 

บางคนมองว่า 3-4 เดือนจะเปลี่ยนแปลง แต่มันคือความคาดหวังและยังเป็นเพียงการเรียนรู้ ทุกคนได้สร้างประสบการณ์ร่วมกันแล้ว การต่อสู้ครั้งหน้า เส้นทาง ดอกไม้จะบาน

ไผ่รับว่า การต่อสู้น้อยลงไปตามบรรยากาศ เพราะความเหนื่อยแล้วหยุดพัก เป็นเรื่องสามัญของมนุษย์

เหนื่อยก็พัก ผิดหวังก็ไปสร้างความหวัง วันนี้ยังมีคนสู้อยู่ น้อยลงในเชิงปริมาณ แต่ตราบใดที่ยังมีความอยุติธรรมอยู่ จะทำให้คนออกมาต่อสู้ ขยายแนวร่วม

กลัว ถึงเอากำไลอีเอ็มมาติด สิ่งที่ทำคือคุณูปการ สร้างประวัติศาสตร์ เราอาจไม่ได้ยืนบนเวทีปราศรัย แต่เราก็ยืนในบทบาทอื่นของการต่อสู้ การต่อสู้ทางชีวิตและทางการเมือง มันก็คือการต่อสู้ เมื่อเราพร้อม มีพลัง ก็จะกลับมาสู้อีกครั้ง คิดเครื่องมือรูปแบบใหม่ๆ อาจจะเบาบางลงในสนามท้องถนน แต่ผมเชื่อว่าสถาบันที่ยังหวังได้ คือสถาบันประชาชน 

รอให้ทุกคนมีแรง และกลับมา ประเทศนี้เป็นของทุกคนอยู่แล้วไผ่ย้ำจุดยืน

The rain fall from Gun barrel
ส่วนหนึ่งของภาพและคลิป สะท้อนความรุนแรงจากการสลายชุมนุม โดย คฝ.

 

บ่มความกล้า สะสมวิธีคิด รอวันผลิพลิกประวัติศาสตร์

 สำหรับ มายด์ ภัสราวลี ยังเห็นแต่ความหวังเต็มไปหมด 

ปี 2559-2562 ยังเหงา ไปแจกใบปลิวต้านระบอบประยุทธ์ ยังถูกโยนทิ้ง แต่ปี 2563 ทำให้เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ชัดขึ้น คนสร้างสรรค์ ตื่นตัว ประกวดแฮชแท็ก

ประเด็นถูกสานต่อ ขุดคุ้ยหาความจริงในอดีต ภาพสี 6 ตุลาฯ ก็มีปรากฏมากขึ้น เราตื่นตัวมากขึ้น เป็นการชุมนุมที่สามารถคาดหวังการเปลี่ยนแปลงได้มากที่สุด 

ย้อนนึกถึงเยาวชนดินแดงที่ถูกปราบปรามอย่างรุนแรง ถูกเอาถุงดำครอบหัว เป็นสิ่งที่มายด์ชี้ว่า ไม่ใช่เพียงกฎหมาย แต่ยังมีมาตรการทางกำลังที่นำมาสกัด ถามว่าสร้างความกลัวได้จริงไหม? คิดว่า สร้างสิ่งที่ทำให้มวลชนต้องตั้งหลักมากกว่า

ตั้งแต่ 2564 ผลักเพดานมาจนถึงจุดที่ทุกคนต้องการควานหาคำตอบด้วยตัวเอง ทุกวันนี้ทวิตเตอร์ยังมีประเด็นร้อนแรงที่ถูกฝัง และคนกำลังหาทางว่าจะทำอย่างไรต่อไป หลายคนมองว่าไม่มีม็อบเลย แต่คิดว่าเป็นการแสดงออกด้านอื่นมากกว่า อย่างงาน 6 ตุลา ที่ปีนี้มีการจัดงานเยอะมาก คนขุดคุ้ยหาคนผิดมาลงโทษ หรือจัดงานกรณีตากใบ ที่สะท้อนว่าคนตื่นตัวการเมือง กำลังสั่งสมวิธีคิดเพื่อเอาชนะ เมื่อถึงวันหนึ่งที่ผลิ พร้อม รัฐอ่อนแอ ประชาชนจะลุกฮือ และวันนั้นอาจจะเปลี่ยนประวัติศาสตร์ไปเลยก็ได้อดีตแกนนำเยาวชนปลดแอกเชื่ออย่างนั้น 

ในช่วงท้าย มีการเปิดภาพ 13 สิงหาคม 2564 ม็อบศุกร์ 13 ไล่ทรราช ปรากฏภาพเอกชัย หงส์กังวานนำถุงพลาสติกมาคลุมหัว ป้องกันแก๊สน้ำตาในการสลายการชุมนุมครั้งแรก 

 ซึ่ง มายด์ มองเป็นการรวมกันของสหแก๊งที่ไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องเอาตู้คอนเทนเนอร์ไปตั้งขวางถนนวิภาวดี? จึงมารวมกัน สื่อสารในรูปแบบของตัวเอง แต่มีจุดประสงค์เดียว

มียุทธวิธีตอบโต้รัฐ ใช้ไม้เทนนิสตีแก๊สน้ำตากลับไป สิ่งนี้ทำให้เห็นพัฒนาการทางการเมือง ในอนาคตจะยิ่งมีคนกล้าหาญ ทั้งกายใจ พร้อมเปลี่ยนแปลงประเทศไปด้วยกัน

 

ไม่เสียใจโดน 28 คดี ดึงสติไทย ดักดานใช้อีเอ็ม

ในมุมมองของลูกเกดชลธิชา 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั้งสนุกและมีความหวัง

ตั้งแต่ปี 2557 ที่คนมากินแซนด์วิช (ต้านรัฐประหาร) กับเรา จากนั้นไม่ถึง 10 ปี ไม่คิดว่าการเคลื่อนไหวจะขยายตัวขนาดนี้ แม้ตอนนี้โดน 28 คดี แต่ไม่เสียใจเลยสักครั้ง ถ้าให้ย้อนกลับไปอาจจะทำหนักกว่าเดิมด้วยซ้ำคือคำยืนยัน

ลูกเกดบอกว่า ช่วงแรกที่ชูเรื่องม็อบออร์แกนิค ไร้แกนนำ ได้รับเสียงค้านทางสังคม แต่มาถึงจุดหนึ่งทั่วโลกก็เปลี่ยนเทรนด์ม็อบ ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการชุมนุมมากขึ้น ไม่ใช่แค่คอยตาม เหมือนอย่างฮ่องกง ชิลี

ความท้าทายที่เกิดขึ้นคือ เราพยายามผลักเพดาน แล้วเสรีภาพในการชุมนุมเพดานก็ต้องขยับไปให้เท่าทันโลกด้วย นโยบายที่เกี่ยวข้องในการชุมนุมบ้านเรา ต้องเอากลับมาแก้ไขให้สอดคล้องกับกระแสของโลกด้วยเหมือนกัน

อยากให้ช่วยกันส่งเสียง เตือนสติผู้พิพากษาให้อยู่ในร่องในรอย สาเหตุหนึ่งที่เงียบหายไปมาจากการถูกข้อหา ติดกำไลอีเอ็ม อีกเรื่องที่พูดตลอด คือการกำหนดเงื่อนไขประกันตัวที่แปลก ได้คำตอบเป็น 10 แบบ ถ้าไม่ปฏิบัติตามก็จะถูกถอนประกัน

กำไลอีเอ็ม มีแค่ประเทศไทยที่ยังดักดานใช้ จากที่ทำงานร่วมกับเพื่อนด้านสิทธิ ไม่มี มีแค่ไทย เลือกใช้กับผู้ต้องหาที่ใช้เสรีภาพทางความคิดลูกเกดเน้นย้ำ 

ทั้งยังบอกด้วยว่า หลายคนกำลังทำงานอย่างหนัก ทั้งจัดค่าย อบรม เพื่อเพิ่มเพื่อนให้พร้อมเดินไปด้วยกันอีกครั้ง 

เมื่อถึงเวลาดอกไม้จะบาน เราจะลุกฮือขึ้นมาบนถนนอีกครั้ง และเชื่อว่าจะมีพลังมากกว่าครั้งไหนๆลูกเกดส่งพลังทิ้งท้าย

กรำแดด ผ่านเมฆหมอก เผชิญพายุฝน เหมือนดอกไม้ที่บานตามฤดูกาล ร่วงโรยตามเวลา แต่ก็พร้อมวนกลับมาผลิ สู้มรสุมอีกครั้ง ตราบที่วงจรอำนาจไม่ชอบธรรมยังดำรงอยู่

อธิฐาน จันทร์กลม