ท้ายปี 2565 หลายคนอยากรู้อนาคตปี 2566
เครือมติชนจัดสัมมนาติดๆ กัน ใครได้ฟังคงจับเค้าได้
งานแรกหนังสือพิมพ์มติชนจัดสัมมนาเรื่อง “Energy for Tomorrow วาระโลก วาระประเทศไทย 2023” มี นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ปาฐกถาพิเศษ แล้วตามด้วยภาคเอกชนขึ้นบรรยายพิเศษ รวมถึงวงเสวนาจากนักธุรกิจ ตัวจริงเสียงจริงในสถานการณ์จริง
อีกงานหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจจัดสัมมนาเรื่อง “Thailand 2023 : The Great Remake เศรษฐกิจไทย” มี นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยปาฐกถาพิเศษ ตามด้วยการบรรยายพิเศษจากผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญทั้งนักวิชาการและนักธุรกิจหลายคน
ฟังแล้วคงเห็นเทรนด์เศรษฐกิจปีหน้า
โฟกัสไปที่รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย มองว่า เศรษฐกิจไทยปี 2565 ขยายตัว 3.3% ส่วนปี 2566 ขยายตัว 3.8%
คาดหวังจากปัจจัยการบริโภคภาคเอกชนและการท่องเที่ยวที่น่าจะมีต่างชาติเข้ามา 21 ล้านคน
แต่การส่งออกซึ่งเคยเป็นฮีโร่สร้างรายได้ให้ประเทศในช่วงโควิด-19 ระบาด พอมาถึงจุดนี้ การส่งออกน่าจะขยายตัวน้อยลง
ปี 2565 ขยายตัว 8.2% ในปี 2566 คาดว่าจะขยายตัวที่ 1.1% เท่านั้น
สำหรับแบงก์ชาติแล้ว จะดำเนินนโยบายทางการเงินอย่างค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ เพิ่มดอกเบี้ย โดยชั่งน้ำหนักระหว่างเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ รวมถึงหนี้ภาคครัวเรือน
อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งประเทศไทยยังเป็นห่วงนโยบายบางเรื่องที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ อาทิ นโยบายประชานิยม
ย้อนไปฟังนายสุพัฒนพงษ์กันบ้าง
รองนายกฯบอกเล่าสาเหตุของภาวะเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญหน้า การรับมือกับวิกฤตซ้อนวิกฤตทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น
และในฐานะเป็นรัฐมนตรีพลังงานด้วย นายสุพัฒนพงษ์จึงนำเสนอโอกาสของประเทศ
เริ่มจากฉายภาพวาระโลกเกี่ยวกับการรับมือกับภาวะโลกร้อน ซึ่งถือเป็นความเห็นที่โลกทั้งใบเห็นพ้องต้องกัน ไม่แบ่งขั้วไม่แบ่งฝักฝ่าย
ในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 (คอป 26) เกิดข้อตกลงร่วมกันจากกว่า 100 ประเทศ
ทุกฝ่ายเห็นว่าโลกต้องควบคุมอุณหภูมิโลกมิให้สูงเกินไป
ไทย โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศว่า ปี 2050 ไทยจะให้คาร์บอนเป็นกลาง และปี 2065 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยจะเท่ากับศูนย์
แม้ขณะนี้ไทยต้องนำพลังงานเข้าประเทศ กลายเป็นรายจ่ายของประชาชน แต่ในอนาคตไทยสามารถสร้างรายได้จากพลังงานได้ แต่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน
การเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนเปิดโอกาสให้ธุรกิจพลังงานแบบใหม่มีเติบโต
หลังจากรัฐบาลออกมาตรการสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ก็ทำให้เกิดการเติบโต
ยอดจองรถอีวีโตกว่า 275% เฉพาะอีวี 100% ก็มีเป็นหมื่นคัน
ต่อไปจะมีการตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทย ทั้งเอ็มจี โตโยต้า และอีกหลายยี่ห้อ
การสร้างสถานีประจุไฟฟ้าเกิดขึ้นทั่วประเทศ ล่าสุด ข้อมูล ณ วันที่ 20 กันยายน 2565 มี 869 สถานี รวม 2,572 หัวชาร์จ
ถือเป็นสัญญาณดี
โจทย์ยากตอนนี้คือเรื่องการผลิตแบตเตอรี่ ซึ่งรัฐบาลจะออกมาตรการดึงดูดให้ผู้ประกอบการผลิตแบตเตอรี่มาลงทุนในไทย
นอกจากนี้ นายสุพัฒนพงษ์ยังบอกข่าวดีว่า ใต้ท้องทะเลไทยมีพื้นที่ที่สามารถกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมาก
พื้นที่กักเก็บดังกล่าวจะเชื่อมโยงกับการแยกไฮโดรเจนกับคาร์บอนไดออกไซด์ โดยเอาคาร์บอนไดออกไซด์ไปใส่ในแหล่งกักเก็บใต้พิภพ และคัดเฉพาะไฮโดรเจนไปเป็นพลังงาน
หากทำได้ อาจทำให้พลังงานไทยบรรลุเป้าหมายเร็วกว่ากำหนดที่ต้องการให้เกิดคาร์บอนเป็นกลาง ภายในปี 2050
นี่เป็นเพียงบางส่วนจากการฟังสัมมนา
ภาพที่เห็นคืออุปสรรค และทางออก
แม้ทุกย่างก้าวจะเกิดอุปสรรค แต่ทุกอุปสรรคก็มักมีทางออก
ใครสามารถค้นหาทางออกได้ก็รอด ใครพบทางตันก็ต้องไปเริ่มต้นใหม่
ปี 2023 จะเป็นอีกปีที่ทุกคนทุกองค์กรต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้
เผชิญหน้ากับอุปสรรค และต้องค้นหาทางออก
ณ ช่วงจังหวะนี้ เป็นห้วงเวลาที่ต้องทำความเข้าใจกับสถานการณ์ในปัจจุบัน และคาดการณ์สถานการณ์ในอนาคต
งานสัมมนาที่เครือมติชนจัดมาแล้วและตั้งใจว่าจะจัดต่อไป ต้องการให้ข้อมูลข่าวสารเหล่านี้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้ฟัง
เชื่อว่าทุกคนที่ได้ฟัง นอกจากจะมองเห็นอุปสรรคแล้วยังมองเห็นทางรอด
มองเห็นทางเดินของตัวเอง มองเห็นทางเดินขององค์กร
และร่วมกันมองเส้นทางเดินของประเทศของเรา
เส้นทางในปีหน้าที่รอคอยต้อนรับสู่การผจญภัยครั้งใหม่
ผจญภัยทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม

