มรดกกองทัพแห่งชาติอินเดียอิสระ เปิดภารกิจ(ลับ)‘เนทาจี’ ประวัติศาสตร์ร่วมอินเดีย-ไทย ที่ไม่ถูกเล่า
“คนอินเดียรุ่นต่อไปที่จะเกิดขึ้นมา ไม่ใช่ทาสแต่เป็นมนุษย์อิสระ เนื่องด้วยการเสียสละอันยิ่งใหญ่ของคุณ จะสรรเสริญนามและประกาศให้โลกรู้อย่างภาคภูมิใจว่าคุณซึ่งเป็นบรรพบุรุษของพวกเขาที่ได้ต่อสู้และทนทุกข์ทรมานในการต่อสู้ที่มณีปุระ อัสสัมและพม่า แต่ด้วยความล้มเหลวชั่วขณะ คุณได้ปูทางไปสู่ความสำเร็จและความรุ่งโรจน์อันสูงสุด”
คือคำกล่าวของ เนทาจี สุภาส จันทร โบส (Netaji Subhash Chandra Bose) ผู้นำกองทัพแห่งชาติอินเดียอิสระ (Indian National Army หรือ INA) และนักต่อสู้เพื่อกอบกู้เอกราชอินเดีย แสดงความเคารพต่อผู้พลีชีพจาก INA ขณะวางศิลาฤกษ์อนุสรณ์สถาน INA ที่สิงคโปร์ เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 1945

ประเทศไทยและอินเดียมีความสัมพันธ์อันดีมาอย่างยาวนาน โดยเมื่อต้นปี 2565 รัฐบาลอินเดียเฉลิมฉลอง 75 ปีที่ได้รับเอกราชจากประเทศอังกฤษ พร้อมทั้งฉลองความสัมพันธ์อินเดีย–ไทยในวาระครบรอบ 75 ปี
แม้สัมพันธ์ใกล้ชิดอย่างมากในด้านศาสนาและวัฒนธรรม แต่ประวัติศาสตร์ที่มีร่วมกันในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งรัฐบาลไทยได้ร่วมมือกับรัฐบาลอินเดียอิสระ ในการต่อสู้เพื่อเอกราชของอินเดียกลับไม่เป็นที่รับรู้มากนักในสังคมไทย
ช่วงเวลาดังกล่าว อินเดียอยู่ภายใต้การนำของเนทาจี ซึ่งมีแนวคิดในการต่อสู้แบบ ‘ตาต่อตา ฟันต่อฟัน’ ใช้กำลังทหารจากภายนอกอินเดีย โดยมีฐานที่มั่นในสิงคโปร์ และสาขาในประเทศภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีชาวอินเดียอาศัยอยู่มาก รวมถึงไทย ในการเป็นจุดยุทธศาสตร์เชื่อมต่อระหว่างสิงคโปร์ มาเลเซีย และพม่า

ขณะนั้นไทยอยู่ฝ่ายเดียวกับฝ่ายอักษะ คือฝ่ายเดียวกับญี่ปุ่น ที่สนับสนุนขบวนการอินเดียอิสระ ไทยจึงให้การสนับสนุนกับ INA ด้วย
ล่าสุด เมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา Bharatiya Itihas Sankalan Samiti Assam จากประเทศอินเดียร่วมกับเครือข่าย จัดกิจกรรม ‘ย้อนรอยมรดกกองทัพแห่งชาติอินเดียอิสระและเนทาจีในประเทศไทย (Retrospection of Legacy of INA & Netaji in Thailand)’ เพื่อรำลึกความทรงจำในประวัติศาสตร์ครั้งนั้น โดยมีสมาคมอินเดียแห่งประเทศไทยรับหน้าที่ในการประสานการเดินทางของคณะชาวอินเดีย เพื่อเข้ามาดำเนินกิจกรรมย้อนรอยการกอบกู้เอกราชอินเดียในสถานที่จริง เฉลิมฉลองครอบรอบ 80 ปีที่เนทาจีเดินทางเข้ามายังประเทศไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรก
ภาพถ่ายล้อมกรอบสีทองของเนทาจี ที่ได้รับมอบมาจากรัฐบาลอินเดีย ตั้งตระหง่านบนเวทีหอประชุมชั้น 6 โรงเรียนมินเดอร์พัฒนาศึกษา อย่างสมเกียรติ ประดับด้วยพวงมาลัยดอกดาวเรืองและธงของ INA เพื่อทำพิธีจุดเทียนรำลึกพร้อมโรยกลีบกุหลาบ โดยตัวแทนจากเครือข่ายต่างๆ ได้แก่ Ashwin M. Kotnis ที่ปรึกษาสถานเอกอัครราชทูตอินเดีย, Gurmokh Singh Sachdev ประธานมูลนิธิ Sachdev, สุธรรม สัจจาภิมุข (Raj Sachdev) อดีตนายกสมาคมหอการค้าอินเดีย–ไทย, Chuan Thakur นายกสมาคมอินเดียแห่งประเทศไทย, Dr.Balmukund Pandey เลขานุการ ABISY, Ravi Bhatia เหลนของ Lal Singh Pandhi รองประธานสหพันธ์เอกราชอินเดียสาขาประเทศไทย, Dr.Subhajit Choudhury จากสถาบันเทคโนโลยีอินเดีย, Kripanath Mallah สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในโลกสภา (สภาล่าง) ของอินเดีย และ สมทรง สัจจาภิมุข รองสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) และรองประธานหอการค้าอินเดีย–ไทย

นอกจากนี้ยังมี Dr.Rajkumar Ranjan Singh รัฐมนตรีแห่งรัฐด้านการต่างประเทศและการศึกษาของอินเดีย และ Dr.Himanta Biswa Sarma หัวหน้าคณะรัฐมนตรีรัฐอัสสัม ได้ส่งสารแสดงความปีติยินดีกับการจัดงานในครั้งนี้ พร้อมชาวอินเดียในประเทศไทยกว่า 300 คนมาร่วมยินดี โดยมีการบรรยายย้อนเล่าประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์ของอินเดียและไทยจากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างเข้มข้น รวมทั้งมีบุคคลสำคัญที่อยู่ในช่วงยุคนั้นจริงมาร่วมงานด้วย
อดีตยุวชนทหารบารัคเซน่าผู้ส่ง ‘จดหมายลับ’
สุธรรม สัจจาภิมุข อดีตนายกสมาคมหอการค้าอินเดีย–ไทย ขึ้นเวทีพร้อมนำกล่าวคำว่า Jai Hind (ชัยชนะสู่อินเดีย) อย่างดังกึกก้องด้วยความฮึกเฮิม ในฐานะหนึ่งในยุวชนทหารบารัคเซน่า ผู้มีบทบาทสำคัญในการส่งจดหมายลับนำไปมอบให้กับทหารอังกฤษเมื่อครั้งมีอายุได้พียง 9 ขวบ นับเป็นส่วนหนึ่งในการกอบกู้เอกราชของอินเดีย โดยมีหลักฐานเป็นภาพถ่ายของเหล่ายุวชนทหารบารัคเซน่า จำนวนทั้งหมด 30 คน ที่ปัจจุบันเหลือเพียง 3 คนที่ยังมีชีวิตอยู่
สมทรง สัจจาภิมุข ภรรยาของสุธรรมและรอง สทท. เปิดเผยว่า ได้ค้นพบภาพถ่ายของเหล่ายุวชนทหารบารัคเซน่า ที่พิพิธภัณฑ์ของเนทาจี ที่เมือง Kurseong ประเทศอินเดีย ซึ่งเดิมเป็นคุกที่ขังเนทาจี และรัฐบาลอินเดียรู้ถึงความสำคัญของเนทาจี จึงสร้างใหม่เปลี่ยนจากคุกเป็นพิพิธภัณฑ์ โดยภาพดังกล่าวมาจากจดหมายของเนทาจีที่ส่งให้ลูกสาวเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ จึงมีภาพถ่ายของสามีตนอยู่ด้วย
“สามีเป็นคนช่วยเหลือในการเสิร์ฟน้ำหรือในการฝึกหรือการประชุมที่จังหวัดชลบุรี เนทาจีเห็นหน่วยก้านดี จึงวางแผนที่จะให้สามีกับเพื่อน ชื่อ Tirak Raj Pawa ให้นำจดหมายลับไปให้กับนายทหารอังกฤษ เพราะหากผู้ใหญ่นำจดหมายไปส่งอาจถูกจับ จึงมีการวางแผนให้เด็กเป็นคนนำไป และจากวีรกรรมในครั้งนั้นทางรัฐบาลอินเดียได้เชิญสามีไปถึง 3 ครั้งเพื่อมอบรางวัลให้ และได้รับการให้เกียรติอย่างดีมาก” สมทรงเล่า

ประวัติศาสตร์ที่ขาดหาย ความร่วมมือ อินเดีย–ไทยที่ไม่ถูกเล่า
Ravi Bhatia เหลนของ Lal Singh Pandhi รองประธานสหพันธ์เอกราชอินเดียสาขาประเทศไทย (Indian Independence League Thailand Chapter) เล่าย้อนเรื่องราวของเนทาจีที่ไม่ได้ถูกกล่าวถึงในประวัติศาสตร์ว่า มีนักประวัติศาสตร์ของอินเดียบางคนรู้สึกว่าประวัติศาสตร์ของอินเดียอาจเขียนไม่ครบถ้วน มีบางอย่างที่ขาดหายไป เพราะว่าประวัติศาสตร์นั้นเป็นประวัติศาสตร์ที่เขียนโดยคนอังกฤษ
“คนอังกฤษจะเขียนสิ่งที่เป็นบวกกับเขา และไม่ได้เขียนบางอย่างที่ทำให้คนรู้สึกว่าตัวเองอับอาย ซึ่งเรื่องราวของเนทาจี คือหนึ่งในนั้น ช่วง ค.ศ.1942-1945 สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะที่เนทาจีอยู่ในไทย ได้ร่วมมือกับกองทัพของญี่ปุ่นในการสู้รบกับอังกฤษและชนะไปจนถึงเมืองมณีปุระ (Manipur) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย รวมถึงเกาะอันดามันด้วย
แต่ตอนญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากมีการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมะและนางาซากิ INA จึงต้องยอมแพ้ ซึ่งในช่วง 3-4 ปีขณะนั้น มีการช่วยเหลือจากชาวอินเดียที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินเดีย พม่า มากมาย ซึ่งที่อินเดียเรียกว่า tan-man-dhan คือสนับสนุนทั้งร่างกาย จิตใจ และเงิน”
ส่วนประเด็นที่เรื่องราวการต่อสู้ในช่วงเวลานี้ ไม่ได้แพร่หลายในไทย ทั้งที่รัฐบาลไทยมีส่วนเกี่ยวข้อง Ravi มองว่า เพราะประเทศไทยเรียนประวัติศาสตร์ตามที่เขียนโดยคนอังกฤษ
“ผมเรียกว่าการปิดบังข้อเท็จจริง (Whitewash) ถ้าเราอ่านประวัติศาสตร์ ณ ปัจจุบันนี้ เราจะรู้สึกว่ามีแค่ยุโรปที่เก่งทุกอย่าง แล้วคนอื่นไม่เก่ง ผมไม่ได้ว่าใครถูกใครผิด แต่เหมือนกับคุณไปบ้านคนอื่นแล้วคนอื่นต้อนรับคุณว่าเป็นเพื่อนของเรา แต่คุณทำร้าย คุณเริ่มขโมยสินค้าของเขา ใช้ความรุนแรงโดยไม่จำเป็น นั่นเป็นบทเรียนสำหรับทั้งโลก” Ravi ฝากไว้ให้คิด

บนข้อมูล ก(ล)างหลักฐาน ‘เรามีสิทธิเขียนข้อเท็จจริง’
ด้าน Dr.Subhajit Choudhury จากสถาบันเทคโนโลยีอินเดีย หนึ่งในคณะชาวอินเดียที่เดินทางเข้ามาในประเทศในกิจกรรมครั้งนี้ เผยว่ามีจุดมุ่งหมายหลายมิติ ที่ผ่านมา ประวัติศาสตร์การล่าอาณานิคมถูกเขียนขึ้นโดยเจ้าอาณานิคม ซึ่งถูกลดทอน ปรับเปลี่ยน และไม่ได้พูดถึง INA เพราะ INA ต่อต้านฝ่ายสัมพันธมิตร นับตั้งแต่อดีตมายังปัจจุบัน ทั้งที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง มีหลักฐาน และข้อมูลมากมาย
“เราสมควรที่จะมีสิทธิในการเขียนข้อเท็จจริง” Dr.Subhajit กล่าวหนักแน่น
ส่วนสาเหตุที่เลือกมายังไทยเป็นแห่งแรก เพราะเชื่อว่าเป็นประเทศที่ให้ความยุติธรรมและมีมนุษยธรรม จากนั้นจึงจะเดินทางไปยังสิงคโปร์ มาเลเซีย กัมพูชาและเวียดนาม
“เรากำลังมองหาใน 4 มิติ คือ 1.การเมือง 2.วัฒนธรรม 3.สังคม และ 4.เศรษฐกิจสิ่งแวดล้อม สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้เมื่อเรามีศูนย์รวมทางปัญญา เพื่อที่เราจะมีศูนย์รวมทางปัญญา เราต้องมีเอกสารประวัติศาสตร์ที่ถูกต้อง เมื่อคุณรู้ประวัติศาสตร์ที่ถูกต้อง ระดับจิตใจจะถูกยกระดับขึ้นสูงสุด คุณจะมั่นใจในตัวเองเป็นอย่างมาก ซึ่งประวัติศาสตร์ที่ไม่ถูกต้องไม่สามารถทำได้”
“เรากำลังมองหาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ซึ่งประเทศไทยโดดเด่นในเรื่องนี้ ความคิดของชาวตะวันตกและชาวตะวันออกนั้นต่างกัน แต่คนไทยและคนอินเดียเชื่อมโยงกันโดยธรรมชาติ” Dr.Subhajit กล่าว
เป็นประวัติศาสตร์อีกหนึ่งหน้า ระหว่างอินเดีย–ไทยที่ต้องชวนให้หันมา ‘เขียนใหม่’ และ ‘อ่าน’ อีกครั้ง

