สันติวิธีไม่ใช่โลกสวย ย้อนบทเรียนหลากวาระ ที่ความรุนแรงไม่ใช่คำตอบ

11.11.22 | 12:00 น.
‘ลุงศักดิ์’ รัวหมัดซัด ‘ศรีสุวรรณ’ กลาง บก.ปอท. ขณะสัมภาษณ์สื่อ หลังร้องเรียน ‘โน้ส อุดม’ ทำเดี่ยว 13 วิพากษ์รัฐบาล

ผ่านมาแล้วพักใหญ่ ได้เวลาตกตะกอนถอดบทเรียน สำหรับกรณี ‘ลุงศักดิ์’ เข้ารัวหมัด ศรีสุวรรณ จรรยา และ ‘เค ร้อยล้าน’ ล็อกคอ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า

สะท้อนความรุนแรงที่น่าตกใจว่าหลายคนมองเป็น ‘คำตอบ’ ในการแก้ปัญหา

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เสวนาวิชาการเรื่อง “ศึก ศักดิ์ VS ศรี ถึง ‘กรณีล็อกคอ’ : ฤาความรุนแรงจะคือคำตอบสำหรับความขัดแย้งทางการเมืองไทย” เกิดขึ้น ณ ห้อง ร.102 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

ประกอบด้วยคนหลากวงการมาร่วมแลกเปลี่ยน

สุดโต่ง ผลิตซ้ำ กดทับความเป็นมนุษย์
และบทเรียนที่ไม่นำไปสู่สิ่งใด?

Advertisement

เริ่มด้วย พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า ซึ่งเปิดประเด็นว่า ไม่แปลกใจ

“เล่าก่อนว่า คุณเค ร้อยล้าน มีการข่มขู่ว่าจะมาก่อกวนในงานของคณะก้าวหน้าหรือพรรคก้าวไกลอยู่หลายครั้ง แต่มาจริง ทีมงานก็สามารถกันออกไปได้ อาจจะได้โวยวายนิดหน่อย แต่ไม่เคยถึงเนื้อถึงตัว…

คุณเคเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของคนที่สุดโต่งทางการเมือง รู้สึกว่าต้องแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรม อาจจะมีความซับซ้อน ที่ค่อนข้างมั่นใจว่ามีปัญหาทางจิต อันนี้เป็นประเด็นที่ฉีกออกไปแล้วว่า ปัญหาการกลายเป็นคนมีสุขภาพจิตเขาควรจะถูกนำเข้าไปรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล เก็บให้ปลอดภัยต่อสังคมหรือเปล่า เพราะคนที่มีอาการทางจิตแต่ถูกปล่อยให้อยู่กับคนในสังคม วันไหนลุกออกมาฆ่าใคร มันเป็นไปได้ สุดท้ายเหตุกราดยิงต่างๆ ในประเทศไทยก็ไม่นำไปสู่บทเรียนอะไรเลย ตกลงว่าคนที่มีปัญหาทางสุขภาพจิต แล้วในที่ทำงาน องค์กรของเขาตรวจสอบไม่พบ จนนำไปสู่การก่อเหตุหรือไม่ โดยเฉพาะคนที่อยู่ใกล้อาวุธ เป็นต้น” พรรณิการ์กล่าว ก่อนย้อนไปในยุค 6 ตุลา

“เมื่อย้อนกลับไปช่วง 6 ตุลา 2519 เป็นการใช้แนวทางแบบเดียวกัน คือการทำให้รู้สึกว่าคนที่เห็นต่างจากตัวเองไม่มีความเป็นมนุษย์ เป็นปีศาจร้าย หรือเป็นคนที่มีศักดิ์ศรีต่ำว่า การเริ่มต้นจากความรุนแรง มาจากการคิดและการใช้ภาษา อาจจะมีการตั้งชื่อเล่น อย่างโดนเรียกว่า อีช่อ และ อีคางทูม ฟังดูเหมือนจะตลก พอมันถูกผลิตซ้ำไปเรื่อยๆ คนที่ใช้แล้วเชื่อจะรู้สึกว่า มุนษย์คนนี้มีค่าต่ำกว่าคนอื่น… เมื่อไหร่ก็ตามเกิดความรุนแรงท่ามกลางสมรภูมิที่อื้ออึง จะเปลี่ยนใจใครได้” พรรณิการ์กล่าว

(จากซ้าย ) พรรณิการ์ วานิช, ชญานิษฐ์ พูลยรัตน์, งามศุกร์ รัตนเสถียร

ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง
คว้ากฎหมายฟาดคน ‘เห็นต่าง’ ทางการเมือง

ด้าน ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม กล่าวถึงความรุนแรงในหลากมิติ ทั้งวาจา กายภาพ และอื่นๆ

ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล

“คนพูดถึงเยอะมากคือความรุนแรงเชิงโครงสร้าง แต่ที่ชัดที่สุดเลยความรุนแรงทางกฎหมาย ถ้าเรามองจากการเคลื่อนไหวช่วงหลังยุบพรรคอนาคตใหม่ ถือว่าเริ่มแล้วกับการใช้ความรุนแรงทางกฎหมายกับการปราบปรามคนที่ผู้ที่มีอำนาจไม่ชอบ

ในส่วนของนักเคลื่อนไหว ในช่วงแรกเป็นการเคลื่อนไหวในรั้วมหาวิทยาลัย ช่วงที่ไม่มี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตาม พ.ร.บ.ชุมนุม สามารถชุมนุมได้โดยที่ไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า เพราะอยู่ในรั้วของสถานศึกษา พอเกิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินเข้ามาทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ถึงเราจะชุมนุมในรั้วโรงเรียน มหา’ลัย ข้างนอก เราจะถูกแจ้งข้อกล่าวหา อย่าง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.ความสะอาด หรือ พ.ร.บ.เครื่องเสียง ได้ตลอดเวลา …จำนวนคดีและผู้ถูกดำเนินคดีในการชุมนุมทางการเมืองมีสูงขึ้น ถือว่าเป็นความรุนแรง หลายคนอาจมองเผินๆ ไปว่าปกติ แต่ส่วนตัวคิดว่าไม่ใช่ เพราะถือว่าเป็นการเสริมความรุนแรงเข้าไปในตัวกฎหมายเพื่อจัดการกับผู้เห็นต่างทางการเมือง” รุ้ง ปนัสยากล่าว

จากนั้น ยกตัวอย่างการใช้สันติวิธีในการต่อสู้

“เมื่อเราไม่อยากใช้ความโกรธ แต่เราใช้อารมณ์ขันในการต่อต้านเผด็จการ อย่างเพจไข่แมว หรือการวาดรูปล้อเลียนของการ์ตูนสะอาด การ์ตูนล้อเลียนของมติชน ก็มีอยู่ทั่วไป และคนก็พยายามทำกันตั้งแต่ปี 2563 ถึงปัจจุบัน มีการใช้อารมณ์ขัน การใช้ความคิดสร้างสรรค์ อย่างการทำกิจกรรมของกลุ่มนักเรียน การชูป้ายผ้า การเล่นดนตรีอย่างวงสามัญชน เป็นต้น

สำหรับคำว่า ‘สันติอหิงสา’ มากจากคำว่า ‘อหิงสกะ’ แปลว่าไม่เบียดเบียน เคารพการเป็นมนุษย์ เราทุกคนต่างเป็นมนุษย์ด้วยกันไม่ว่าเรามีความคิดเห็นทางการเมืองอย่างไร สุดท้ายเรามีความเป็นมนุษย์เหมือนกัน เราคิดว่ามนุษย์ด้วยกันจะไม่ทำลายมนุษย์ด้วยกันอีกเพียงแค่เราคิดไม่เหมือนกัน แล้วความคาดหวังสำหรับผู้ที่มีอำนาจในตอนนี้เหมือนกันว่า คุณควรหยุดใช้ความรุนแรงได้แล้ว ในเมื่อเราใช้ความพยายามอย่างถึงที่สุด สิ่งที่เราเลือกใช้กับการต่อสู้เผด็จการในครั้งนี้ เราไม่อยากทำให้ภาพเดิมๆ กลับมา” รุ้ง ปนัสยากล่าว

สู้อย่างสร้างสรรค์ แม้ ‘ระบบปกติ’ ไม่ทำงาน

ในขณะที่ ผศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เจาะลึกถึงกรณี ลุงศักดิ์และศรีสุวรรณ

ผศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา

“ผมรู้สึกต่างจากคนอื่น เราเป็นนักมานุษยวิทยาที่อ่านอารมณ์ของสังคมผิด พอเห็นข่าวแล้วบอกว่าไม่ได้ ทำอย่างนี้ไม่น่าจะถูก คือรู้สึกอย่างนี้ว่าไม่เห็นด้วยและไม่ชื่นชมในการปฏิบัติการนี้ของคุณลุง ผมเคยถามนักศึกษาในชั้นเรียน ได้เสียงส่วนใหญ่กว่า 70-80% ว่ามันไม่ถูก เมื่อเรามองในมุมมองของนักมนุษยวิทยา เราจะเข้าใจคนอื่นได้อย่างไร ทำไมคนถึงคิดออกมาแบบนี้ วันที่เกิดปรากฏการณ์นี้นั้น เกิดความรุนแรงเชิงกายภาพ พูดถึงความรุนแรงเชิงโครงสร้าง ถ้านักมานุษยวิทยาบอกว่า นี่คือความรุนแรง หรือสิ่งที่มันจะเกิดเป็นสิ่งที่ไม่ดี คำว่า ‘สมควรแล้ว’ เป็นคำที่มาได้อย่างไร ถ้าพูดถึงความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมที่อาจถูกกล่อมเกลาทางอุดมการณ์ ทำให้คนรู้สึกว่าปัญหา หาทางออกไม่ได้

จากกรณีของคุณศรีสุวรรณ สะท้อนถึงคนจำนวนมากที่รู้สึกว่าแสดงความชื่นชมต่อกรณีของลุงศักดิ์ สะท้อนว่าระบบปกติไม่ทำงาน เพราะงั้นคุณศรีสุวรรณเป็นตัวแทนของรัฐร้องแต่ฝั่งนี้ มีคนรับไปดำเนินการ ทำให้ฝั่งประชาธิปไตยมองว่าเป็นเครื่องมือ หรือตัวแทน ถ้ามองแบบนี้คือเตือนอะไร ทำไมคนถึงรู้สึกสะใจคุณศรีสุวรรณ ทั้งที่ผมอยากเตือนรัฐ ว่าสะท้อนถึงกลไกของรัฐต่างหากที่มันไร้ประสิทธิภาพเต็มทน สะท้อนว่าไม่ควรเห็นกลไกของรัฐที่ดูไร้ประสิทธิภาพแบบนี้ไปเรื่อยๆ อย่างผมเคยอยู่ประเทศฟิลิปปินส์ มีระบบเจ้าพ่อ
เป็นสังคมที่เหมือนรัฐไม่ทำงานแล้วเราต้องฟังกันเอง ถ้าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับคุณศรีสุวรรณได้ ทำไมคนอีกฝั่งหนึ่งจะคิดว่าไม่เกิดกับฝั่งเราบ้าง ถ้าเกิดขึ้นกับฝั่งเราได้อาจเกิดขึ้นกับคนอื่น หรือเกิดกับเด็กได้” ผศ.ดร.บุญเลิศอธิบาย

เอกชัย หงส์กังวาน

ส่วนประโยคที่ว่า ‘สู้ไปกราบไป มันจะชนะเหรอ’ และ ‘เราจะโดนกระทำแบบนี้ไปอีกเมื่อไหร่’ เป็นคำถามที่หนาหู

“มีคนตั้งคำถามแบบนี้เยอะมาก รวมถึงมีการยกระดับความรุนแรง เรามีบทเรียนเกี่ยวกับความรุนแรงในสังคมไทย รวมถึง คนที่ใช้ความรุนแรงไม่ใช่คนที่จะได้รับความนิยมในวงกว้าง อาจได้รับความนิยมในหมู่คนพวกเดียวกันเอง ย้อนกลับมาที่ขบวนการเคลื่อนไหว

ผมย้อนกลับเข้าไปดูการเคลื่อนไหวที่ผ่านมาช่วงแรก ของกลุ่มพันธมิตร ใช้วิธีการชุมนุมเป็นหลัก การชุมนุมที่อยู่ในมาตรฐานที่เรารับกันได้ แต่พอการชุมนุมผ่านไปนานๆ ก็คิดมาตรการที่จะกดดัน ฝ่ายรัฐก็มีวิธีการตอบโต้อีกแบบหนึ่ง นั่นยิ่งเป็นความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นของการยกระดับ รวมถึงในสถานการณ์ตอนนี้เรียกร้องอะไร

ผมคิดว่าเป็นการเรียกร้องความหลุดพ้น เนื่องจากว่าก่อนหน้านี้ การชุมนุมสร้างแรงกดดันแล้วฝ่ายรัฐอดทนไม่มากพอ อย่างกรณีพฤษภา ปี 2535 ไม่ได้ใช้ความรุนแรง ผู้ชุมนุมชุมนุมปกติ แต่สมัยนั้นทหารคิดน้อยไปเลยเสียความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรง เมื่อฝ่ายรัฐผ่อน ฝ่ายผู้ชุมนุมใช้ความรุนแรง
ยิ่งยากขึ้น ตรงกันข้าม เรียกร้องการสร้างสรรค์วิธีอื่น อย่างที่รุ้ง ปนัสยา กล่าวไปว่าบางทีคนรุ่นใหม่เขาคิดเก่งกว่าด้วย ผมคิดว่าแนวทางนี้เป็นแนวทางที่ต้องการใช้ความสร้างสรรค์” ผศ.ดร.บุญเลิศกล่าว

‘เค ร้อยล้าน’ บุกล็อกคอ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า

‘ไม่เห็นเลือดเนื้อ’ ก็ทำลายชีวิต
หันสู่ ‘ภราดรภาพ’ อย่ามองกันเป็นปีศาจ

มาถึงมุมมองของ ชญานิษฐ์ พูลยรัตน์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ย้ำอีกเสียงว่า กรณีของลุงศักดิ์ และเค ร้อยล้าน เป็นความรุนแรงทั้งคู่ แม้ไม่ใช้อาวุธจำพวกมีด ปืน หรืออื่นๆ แต่อวัยวะก็เป็นอาวุธได้ หรือแม้แต่ระบุว่าทำในนาม ‘ความหวังดี’ อยากสั่งสอน อยากให้หยุดพฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนา แต่ทั้งหมดก็ต้องเรียกว่าความรุนแรง

“คิดว่าผู้คนหันไปใช้ความรุนแรงทางกายภาพ เพราะคิดว่าไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ถ้าเราจะแก้ไขปัญหาความรุนแรงเชิงโครงสร้างและเชิงวัฒนธรรมของสังคมนี้ ก็จำเป็นต้องแก้ไขด้วยการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ต่อให้ความรุนแรงหยุดคุณศรีสุวรรณได้ แต่ความรุนแรงเชิงโครงสร้างก็อาจดำเนินต่อไป

เวลามีตัวตายตัวแทนออกมา ตัวอย่างคุณเค ร้อยล้าน ที่เป็นความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม ต้องเข้าไปแก้กันทางวัฒนธรรมไทยบางอย่าง ทั้งทางความคิดและความเชื่อ แต่การปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างช่วยลดทอนความรุนแรงทางกายภาพในลักษณะเช่นนี้

เหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลาคม 2519 ที่สนามฟุตบอล ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

ถ้าเราจะอยู่ในสังคมแบ่งขั้วแยกข้าง เป็นการแบ่งแยกที่สะสมกันมาอย่างยาวนาน เรียกว่า แทบจะมองกันเป็นปีศาจอยู่แล้ว” อาจารย์ชญานิษฐ์ทิ้งท้าย

ก่อนที่ งามศุกร์ รัตนเสถียร จากสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล จะพาย้อนไปไกลถึงความรุนแรงในครอบครัว จนถึงบาดแผลทางสังคมการเมืองไทย

“ในทางความรุนแรงทางวัฒนธรรมในสังคมไทย ยังอยู่แน่นอยู่ลึกทั้งทัศนคติของเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนเอง ทำงานในชั้นของโครงสร้าง ออกมาในเชิงนโยบาย มันส่งผลต่อความรุนแรงทางกายภาพ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น” งามศุกร์กล่าว

จากนั้น นำสู่ประเด็น ‘ความผิดปกติ’ และ ‘บิดเบี้ยว’ ในสังคมไทยที่หลายคนอาจไม่รู้ตัว

“กฎหมายในประเทศนี้ผิดปกติ สังคมไทยต้องมาดูว่าความรุนแรงที่ไม่เห็นเลือดเนื้อ ทำลายชีวิตผู้คนได้ ตรงนี้อยากทำความเข้าใจเรื่องนี้ใหม่

บรรยากาศของการแสดงออกทางความคิดเห็นในประเทศนี้ต่ำมาก แต่ในขณะเดียวกัน รัฐกลับเปิดเสรีภาพให้คนใช้ความรุนแรงกันเองได้ เราถูกปิดกันทางเสรีภาพ แต่ทำไมเรายังมีเสรีภาพในการไปชกต่อยกับคนที่เห็นต่าง

16 ตุลาคม 2563 ฉีดน้ำผสมสารเคมี สลายม็อบราษฎร กลางแยกปทุมวัน

ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมานักกิจกรรมทางการเมือง โดยเฉพาะคุณเอกชัย หงส์กังวาน ที่โดนกระทำความรุนแรงไปประมาณ 9 ครั้ง ช่วงปี 2561 นักกิจกรรมถูกคุกคามด้วยความรุนแรง ถึงเนื้อถึงตัว รวมกระทั่ง ป้าเป้า-วรวรรณ แซ่อั้ง และ จ่านิว-สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์

“น่าเสียดายที่ไม่มีใครไปสัมภาษณ์คุณเอกชัย ที่ถูกกระทำ ถูกข่มขู่ คุกคาม ใช้ความรุนแรงแม้กระทั่งเผารถยนต์ส่วนตัว ทำไมยังเลือกอยู่บนเส้นทางนี้อยู่ เราคิดว่ามันมีความสำคัญ…” งามศุกร์เผย ก่อนชวนให้ย้อนกลับมามอง ‘ภราดรภาพ’ นอกเหนือจากเสรีภาพ และคนเท่ากัน

“เราอาจกลับมาดูเรื่องของภราดรภาพ ว่าเราจะอยู่ร่วมกันโดยที่มีความเป็นมนุษย์ได้อย่างไร

ความเป็นเพื่อนที่อยู่ในสังคมเดียวกัน จะช่วยกลับมาเป็นเกราะป้องกันเวลาที่เราเถียง เราเห็นแตกต่างกันได้หรือเปล่า

เราอยู่กับความรุนแรงมานาน อยู่กับการแบ่งขั้ว จนลืมว่าสามารถสนทนากันได้ด้วยการเห็นความทุกข์ของแต่ละคน” งามศุกร์ฝากไว้ให้คิด