
ผ่านมาแล้วพักใหญ่ ได้เวลาตกตะกอนถอดบทเรียน สำหรับกรณี ‘ลุงศักดิ์’ เข้ารัวหมัด ศรีสุวรรณ จรรยา และ ‘เค ร้อยล้าน’ ล็อกคอ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า
สะท้อนความรุนแรงที่น่าตกใจว่าหลายคนมองเป็น ‘คำตอบ’ ในการแก้ปัญหา
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เสวนาวิชาการเรื่อง “ศึก ศักดิ์ VS ศรี ถึง ‘กรณีล็อกคอ’ : ฤาความรุนแรงจะคือคำตอบสำหรับความขัดแย้งทางการเมืองไทย” เกิดขึ้น ณ ห้อง ร.102 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
ประกอบด้วยคนหลากวงการมาร่วมแลกเปลี่ยน
สุดโต่ง ผลิตซ้ำ กดทับความเป็นมนุษย์
และบทเรียนที่ไม่นำไปสู่สิ่งใด?
เริ่มด้วย พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า ซึ่งเปิดประเด็นว่า ไม่แปลกใจ
“เล่าก่อนว่า คุณเค ร้อยล้าน มีการข่มขู่ว่าจะมาก่อกวนในงานของคณะก้าวหน้าหรือพรรคก้าวไกลอยู่หลายครั้ง แต่มาจริง ทีมงานก็สามารถกันออกไปได้ อาจจะได้โวยวายนิดหน่อย แต่ไม่เคยถึงเนื้อถึงตัว…
คุณเคเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของคนที่สุดโต่งทางการเมือง รู้สึกว่าต้องแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรม อาจจะมีความซับซ้อน ที่ค่อนข้างมั่นใจว่ามีปัญหาทางจิต อันนี้เป็นประเด็นที่ฉีกออกไปแล้วว่า ปัญหาการกลายเป็นคนมีสุขภาพจิตเขาควรจะถูกนำเข้าไปรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล เก็บให้ปลอดภัยต่อสังคมหรือเปล่า เพราะคนที่มีอาการทางจิตแต่ถูกปล่อยให้อยู่กับคนในสังคม วันไหนลุกออกมาฆ่าใคร มันเป็นไปได้ สุดท้ายเหตุกราดยิงต่างๆ ในประเทศไทยก็ไม่นำไปสู่บทเรียนอะไรเลย ตกลงว่าคนที่มีปัญหาทางสุขภาพจิต แล้วในที่ทำงาน องค์กรของเขาตรวจสอบไม่พบ จนนำไปสู่การก่อเหตุหรือไม่ โดยเฉพาะคนที่อยู่ใกล้อาวุธ เป็นต้น” พรรณิการ์กล่าว ก่อนย้อนไปในยุค 6 ตุลา
“เมื่อย้อนกลับไปช่วง 6 ตุลา 2519 เป็นการใช้แนวทางแบบเดียวกัน คือการทำให้รู้สึกว่าคนที่เห็นต่างจากตัวเองไม่มีความเป็นมนุษย์ เป็นปีศาจร้าย หรือเป็นคนที่มีศักดิ์ศรีต่ำว่า การเริ่มต้นจากความรุนแรง มาจากการคิดและการใช้ภาษา อาจจะมีการตั้งชื่อเล่น อย่างโดนเรียกว่า อีช่อ และ อีคางทูม ฟังดูเหมือนจะตลก พอมันถูกผลิตซ้ำไปเรื่อยๆ คนที่ใช้แล้วเชื่อจะรู้สึกว่า มุนษย์คนนี้มีค่าต่ำกว่าคนอื่น… เมื่อไหร่ก็ตามเกิดความรุนแรงท่ามกลางสมรภูมิที่อื้ออึง จะเปลี่ยนใจใครได้” พรรณิการ์กล่าว

ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง
คว้ากฎหมายฟาดคน ‘เห็นต่าง’ ทางการเมือง
ด้าน ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม กล่าวถึงความรุนแรงในหลากมิติ ทั้งวาจา กายภาพ และอื่นๆ

“คนพูดถึงเยอะมากคือความรุนแรงเชิงโครงสร้าง แต่ที่ชัดที่สุดเลยความรุนแรงทางกฎหมาย ถ้าเรามองจากการเคลื่อนไหวช่วงหลังยุบพรรคอนาคตใหม่ ถือว่าเริ่มแล้วกับการใช้ความรุนแรงทางกฎหมายกับการปราบปรามคนที่ผู้ที่มีอำนาจไม่ชอบ
ในส่วนของนักเคลื่อนไหว ในช่วงแรกเป็นการเคลื่อนไหวในรั้วมหาวิทยาลัย ช่วงที่ไม่มี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตาม พ.ร.บ.ชุมนุม สามารถชุมนุมได้โดยที่ไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า เพราะอยู่ในรั้วของสถานศึกษา พอเกิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินเข้ามาทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ถึงเราจะชุมนุมในรั้วโรงเรียน มหา’ลัย ข้างนอก เราจะถูกแจ้งข้อกล่าวหา อย่าง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.ความสะอาด หรือ พ.ร.บ.เครื่องเสียง ได้ตลอดเวลา …จำนวนคดีและผู้ถูกดำเนินคดีในการชุมนุมทางการเมืองมีสูงขึ้น ถือว่าเป็นความรุนแรง หลายคนอาจมองเผินๆ ไปว่าปกติ แต่ส่วนตัวคิดว่าไม่ใช่ เพราะถือว่าเป็นการเสริมความรุนแรงเข้าไปในตัวกฎหมายเพื่อจัดการกับผู้เห็นต่างทางการเมือง” รุ้ง ปนัสยากล่าว
จากนั้น ยกตัวอย่างการใช้สันติวิธีในการต่อสู้
“เมื่อเราไม่อยากใช้ความโกรธ แต่เราใช้อารมณ์ขันในการต่อต้านเผด็จการ อย่างเพจไข่แมว หรือการวาดรูปล้อเลียนของการ์ตูนสะอาด การ์ตูนล้อเลียนของมติชน ก็มีอยู่ทั่วไป และคนก็พยายามทำกันตั้งแต่ปี 2563 ถึงปัจจุบัน มีการใช้อารมณ์ขัน การใช้ความคิดสร้างสรรค์ อย่างการทำกิจกรรมของกลุ่มนักเรียน การชูป้ายผ้า การเล่นดนตรีอย่างวงสามัญชน เป็นต้น
สำหรับคำว่า ‘สันติอหิงสา’ มากจากคำว่า ‘อหิงสกะ’ แปลว่าไม่เบียดเบียน เคารพการเป็นมนุษย์ เราทุกคนต่างเป็นมนุษย์ด้วยกันไม่ว่าเรามีความคิดเห็นทางการเมืองอย่างไร สุดท้ายเรามีความเป็นมนุษย์เหมือนกัน เราคิดว่ามนุษย์ด้วยกันจะไม่ทำลายมนุษย์ด้วยกันอีกเพียงแค่เราคิดไม่เหมือนกัน แล้วความคาดหวังสำหรับผู้ที่มีอำนาจในตอนนี้เหมือนกันว่า คุณควรหยุดใช้ความรุนแรงได้แล้ว ในเมื่อเราใช้ความพยายามอย่างถึงที่สุด สิ่งที่เราเลือกใช้กับการต่อสู้เผด็จการในครั้งนี้ เราไม่อยากทำให้ภาพเดิมๆ กลับมา” รุ้ง ปนัสยากล่าว
สู้อย่างสร้างสรรค์ แม้ ‘ระบบปกติ’ ไม่ทำงาน
ในขณะที่ ผศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เจาะลึกถึงกรณี ลุงศักดิ์และศรีสุวรรณ

“ผมรู้สึกต่างจากคนอื่น เราเป็นนักมานุษยวิทยาที่อ่านอารมณ์ของสังคมผิด พอเห็นข่าวแล้วบอกว่าไม่ได้ ทำอย่างนี้ไม่น่าจะถูก คือรู้สึกอย่างนี้ว่าไม่เห็นด้วยและไม่ชื่นชมในการปฏิบัติการนี้ของคุณลุง ผมเคยถามนักศึกษาในชั้นเรียน ได้เสียงส่วนใหญ่กว่า 70-80% ว่ามันไม่ถูก เมื่อเรามองในมุมมองของนักมนุษยวิทยา เราจะเข้าใจคนอื่นได้อย่างไร ทำไมคนถึงคิดออกมาแบบนี้ วันที่เกิดปรากฏการณ์นี้นั้น เกิดความรุนแรงเชิงกายภาพ พูดถึงความรุนแรงเชิงโครงสร้าง ถ้านักมานุษยวิทยาบอกว่า นี่คือความรุนแรง หรือสิ่งที่มันจะเกิดเป็นสิ่งที่ไม่ดี คำว่า ‘สมควรแล้ว’ เป็นคำที่มาได้อย่างไร ถ้าพูดถึงความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมที่อาจถูกกล่อมเกลาทางอุดมการณ์ ทำให้คนรู้สึกว่าปัญหา หาทางออกไม่ได้
จากกรณีของคุณศรีสุวรรณ สะท้อนถึงคนจำนวนมากที่รู้สึกว่าแสดงความชื่นชมต่อกรณีของลุงศักดิ์ สะท้อนว่าระบบปกติไม่ทำงาน เพราะงั้นคุณศรีสุวรรณเป็นตัวแทนของรัฐร้องแต่ฝั่งนี้ มีคนรับไปดำเนินการ ทำให้ฝั่งประชาธิปไตยมองว่าเป็นเครื่องมือ หรือตัวแทน ถ้ามองแบบนี้คือเตือนอะไร ทำไมคนถึงรู้สึกสะใจคุณศรีสุวรรณ ทั้งที่ผมอยากเตือนรัฐ ว่าสะท้อนถึงกลไกของรัฐต่างหากที่มันไร้ประสิทธิภาพเต็มทน สะท้อนว่าไม่ควรเห็นกลไกของรัฐที่ดูไร้ประสิทธิภาพแบบนี้ไปเรื่อยๆ อย่างผมเคยอยู่ประเทศฟิลิปปินส์ มีระบบเจ้าพ่อ
เป็นสังคมที่เหมือนรัฐไม่ทำงานแล้วเราต้องฟังกันเอง ถ้าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับคุณศรีสุวรรณได้ ทำไมคนอีกฝั่งหนึ่งจะคิดว่าไม่เกิดกับฝั่งเราบ้าง ถ้าเกิดขึ้นกับฝั่งเราได้อาจเกิดขึ้นกับคนอื่น หรือเกิดกับเด็กได้” ผศ.ดร.บุญเลิศอธิบาย

ส่วนประโยคที่ว่า ‘สู้ไปกราบไป มันจะชนะเหรอ’ และ ‘เราจะโดนกระทำแบบนี้ไปอีกเมื่อไหร่’ เป็นคำถามที่หนาหู
“มีคนตั้งคำถามแบบนี้เยอะมาก รวมถึงมีการยกระดับความรุนแรง เรามีบทเรียนเกี่ยวกับความรุนแรงในสังคมไทย รวมถึง คนที่ใช้ความรุนแรงไม่ใช่คนที่จะได้รับความนิยมในวงกว้าง อาจได้รับความนิยมในหมู่คนพวกเดียวกันเอง ย้อนกลับมาที่ขบวนการเคลื่อนไหว
ผมย้อนกลับเข้าไปดูการเคลื่อนไหวที่ผ่านมาช่วงแรก ของกลุ่มพันธมิตร ใช้วิธีการชุมนุมเป็นหลัก การชุมนุมที่อยู่ในมาตรฐานที่เรารับกันได้ แต่พอการชุมนุมผ่านไปนานๆ ก็คิดมาตรการที่จะกดดัน ฝ่ายรัฐก็มีวิธีการตอบโต้อีกแบบหนึ่ง นั่นยิ่งเป็นความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นของการยกระดับ รวมถึงในสถานการณ์ตอนนี้เรียกร้องอะไร
ผมคิดว่าเป็นการเรียกร้องความหลุดพ้น เนื่องจากว่าก่อนหน้านี้ การชุมนุมสร้างแรงกดดันแล้วฝ่ายรัฐอดทนไม่มากพอ อย่างกรณีพฤษภา ปี 2535 ไม่ได้ใช้ความรุนแรง ผู้ชุมนุมชุมนุมปกติ แต่สมัยนั้นทหารคิดน้อยไปเลยเสียความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรง เมื่อฝ่ายรัฐผ่อน ฝ่ายผู้ชุมนุมใช้ความรุนแรง
ยิ่งยากขึ้น ตรงกันข้าม เรียกร้องการสร้างสรรค์วิธีอื่น อย่างที่รุ้ง ปนัสยา กล่าวไปว่าบางทีคนรุ่นใหม่เขาคิดเก่งกว่าด้วย ผมคิดว่าแนวทางนี้เป็นแนวทางที่ต้องการใช้ความสร้างสรรค์” ผศ.ดร.บุญเลิศกล่าว

‘ไม่เห็นเลือดเนื้อ’ ก็ทำลายชีวิต
หันสู่ ‘ภราดรภาพ’ อย่ามองกันเป็นปีศาจ
มาถึงมุมมองของ ชญานิษฐ์ พูลยรัตน์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ย้ำอีกเสียงว่า กรณีของลุงศักดิ์ และเค ร้อยล้าน เป็นความรุนแรงทั้งคู่ แม้ไม่ใช้อาวุธจำพวกมีด ปืน หรืออื่นๆ แต่อวัยวะก็เป็นอาวุธได้ หรือแม้แต่ระบุว่าทำในนาม ‘ความหวังดี’ อยากสั่งสอน อยากให้หยุดพฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนา แต่ทั้งหมดก็ต้องเรียกว่าความรุนแรง
“คิดว่าผู้คนหันไปใช้ความรุนแรงทางกายภาพ เพราะคิดว่าไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ถ้าเราจะแก้ไขปัญหาความรุนแรงเชิงโครงสร้างและเชิงวัฒนธรรมของสังคมนี้ ก็จำเป็นต้องแก้ไขด้วยการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ต่อให้ความรุนแรงหยุดคุณศรีสุวรรณได้ แต่ความรุนแรงเชิงโครงสร้างก็อาจดำเนินต่อไป
เวลามีตัวตายตัวแทนออกมา ตัวอย่างคุณเค ร้อยล้าน ที่เป็นความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม ต้องเข้าไปแก้กันทางวัฒนธรรมไทยบางอย่าง ทั้งทางความคิดและความเชื่อ แต่การปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างช่วยลดทอนความรุนแรงทางกายภาพในลักษณะเช่นนี้

ถ้าเราจะอยู่ในสังคมแบ่งขั้วแยกข้าง เป็นการแบ่งแยกที่สะสมกันมาอย่างยาวนาน เรียกว่า แทบจะมองกันเป็นปีศาจอยู่แล้ว” อาจารย์ชญานิษฐ์ทิ้งท้าย
ก่อนที่ งามศุกร์ รัตนเสถียร จากสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล จะพาย้อนไปไกลถึงความรุนแรงในครอบครัว จนถึงบาดแผลทางสังคมการเมืองไทย
“ในทางความรุนแรงทางวัฒนธรรมในสังคมไทย ยังอยู่แน่นอยู่ลึกทั้งทัศนคติของเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนเอง ทำงานในชั้นของโครงสร้าง ออกมาในเชิงนโยบาย มันส่งผลต่อความรุนแรงทางกายภาพ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น” งามศุกร์กล่าว
จากนั้น นำสู่ประเด็น ‘ความผิดปกติ’ และ ‘บิดเบี้ยว’ ในสังคมไทยที่หลายคนอาจไม่รู้ตัว
“กฎหมายในประเทศนี้ผิดปกติ สังคมไทยต้องมาดูว่าความรุนแรงที่ไม่เห็นเลือดเนื้อ ทำลายชีวิตผู้คนได้ ตรงนี้อยากทำความเข้าใจเรื่องนี้ใหม่
บรรยากาศของการแสดงออกทางความคิดเห็นในประเทศนี้ต่ำมาก แต่ในขณะเดียวกัน รัฐกลับเปิดเสรีภาพให้คนใช้ความรุนแรงกันเองได้ เราถูกปิดกันทางเสรีภาพ แต่ทำไมเรายังมีเสรีภาพในการไปชกต่อยกับคนที่เห็นต่าง

ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมานักกิจกรรมทางการเมือง โดยเฉพาะคุณเอกชัย หงส์กังวาน ที่โดนกระทำความรุนแรงไปประมาณ 9 ครั้ง ช่วงปี 2561 นักกิจกรรมถูกคุกคามด้วยความรุนแรง ถึงเนื้อถึงตัว รวมกระทั่ง ป้าเป้า-วรวรรณ แซ่อั้ง และ จ่านิว-สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์
“น่าเสียดายที่ไม่มีใครไปสัมภาษณ์คุณเอกชัย ที่ถูกกระทำ ถูกข่มขู่ คุกคาม ใช้ความรุนแรงแม้กระทั่งเผารถยนต์ส่วนตัว ทำไมยังเลือกอยู่บนเส้นทางนี้อยู่ เราคิดว่ามันมีความสำคัญ…” งามศุกร์เผย ก่อนชวนให้ย้อนกลับมามอง ‘ภราดรภาพ’ นอกเหนือจากเสรีภาพ และคนเท่ากัน
“เราอาจกลับมาดูเรื่องของภราดรภาพ ว่าเราจะอยู่ร่วมกันโดยที่มีความเป็นมนุษย์ได้อย่างไร
ความเป็นเพื่อนที่อยู่ในสังคมเดียวกัน จะช่วยกลับมาเป็นเกราะป้องกันเวลาที่เราเถียง เราเห็นแตกต่างกันได้หรือเปล่า
เราอยู่กับความรุนแรงมานาน อยู่กับการแบ่งขั้ว จนลืมว่าสามารถสนทนากันได้ด้วยการเห็นความทุกข์ของแต่ละคน” งามศุกร์ฝากไว้ให้คิด
