เบาหวานท้าโลก
กับเทรนด์ใหม่ในยุคดิจิทัล
‘พึ่งตัวเองเป็นหลัก พึ่งหมอเป็นผู้ช่วย’
หนึ่งใน “โรคไม่ติดต่อ” สำคัญที่ผู้คนทั่วโลกต้องเผชิญ คือ “เบาหวาน” ซึ่งนับเป็นปัญหาที่ท้าทาย
537 ล้านคน หรือ 1 ใน 10 ของประชากรโลกเป็นผู้ป่วยเบาหวาน
และ 60 เปอร์เซ็นต์ของผู้มีภาวะเบาหวานอยู่ในเอเชีย
6 ล้านคนในนั้นอยู่ในประเทศไทย ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 6.7 ล้านคน ใน พ.ศ.2588
ในขณะที่เทคโนโลยีทางการแพทย์มีพัฒนาการขึ้นตามลำดับ ชวนให้ติดตามนวัตกรรมที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต นอกเหนือจากการบริหารจัดการตัวเองในด้านอาหาร, การออกกำลังกาย, การวัดระดับน้ำตาลในเลือด และการกินยาตามแพทย์สั่ง
ล่าสุด ในเสวนา “Simplifying Diabetes with Digital Solutions” ซึ่งจัดโดย บริษัท โรช ไดแอกโนสติกส์ (ประเทศไทย) ณ ร้าน Babyccino ย่านคลองตัน วิทยากรทรงคุณวุฒิร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านปัญหาและความท้าทายของโรคเบาหวาน รวมถึงการใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพองค์รวม
พึ่งตัวเองเป็นหลัก พึ่งแพทย์เป็นผู้ช่วย
อย่ายึดติด ‘เบาหวานคือเรื่องของหมอ’

รศ.นพ.กรภัทร มยุระสาคร อาจารย์แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ผู้เชี่ยวชาญโรคเบาหวานและโภชนาการ เจ้าของช่อง YouTube Dr. Nat Nutrition ซึ่งมีผู้ติดตามมากกว่า 400,000 คน กล่าวถึงสถานการณ์โรคเบาหวานในประเทศไทย ว่า หลังจากโควิดเห็นภาพชัดขึ้น เนื่องจากผู้มีภาวะเบาหวานต้องซื้อยากินเอง ไม่สามารถไปโรงพยาบาลได้ หากติดโควิดจะมีอาการป่วยหนักกว่า ปัญหาที่สำคัญคือเราอ้างเรื่องโควิด ทำให้ผู้มีภาวะเบาหวานไม่สามารถไปที่โรงพยาบาลได้ ในขณะที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้มี Digital Solution เครื่องตรวจน้ำตาล หรือวิธีการตรวจและวิธีการอ่านผล ซึ่งคนไข้ในยุคโควิดระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นจากการกักตัวสั่งอาหารมากินเอง
“20 ปีที่ทำงานในวงการแพทย์มา พบว่าคนที่คุมเบาหวานในประเทศไทยได้ หรือเบาหวานดีมีเพียงไม่เกิน 40 เปอร์เซ็นต์ 20 ปีมานี้ ยาดีขึ้น ทุกอย่างดีขึ้น แต่ประเทศไทยย่ำอยู่กับที่จึงเป็นปัญหา
การไปโรงพยาบาลก้นยังไม่ทันร้อน รับยาช่อง 3 ยังไม่ทันได้คุย จ่ายยาเดิมกลับบ้าน คนไข้จำนวนมากและระบบการแพทย์รองรับแบบนี้มาตลอด 20 ปี คนไทยมักยึดติดว่าเบาหวานคือเรื่องของหมอ แต่สังคมในยุคโควิดเปลี่ยนไปแล้ว เราต้องดูแลตัวเอง ถ้าเจอหมอ 3 เดือนตรวจเลือด 1 ครั้ง จะไม่ทัน เพราะแต่ละวันเรากินหลายอย่างมากมาย โดยเฉพาะอาหารในช่วงโควิด ตั้งแต่ชานม หรือการสั่งอาหารออนไลน์
สิ่งสำคัญคือเราควรพึ่งตัวเราเองเป็นหลัก พึ่งหมอเป็นผู้ช่วย เลิกความคิดตามใจหมอ เปลี่ยนเป็นว่าเราอยากทำอะไร และหมอมีคำแนะนำอย่างไรเพิ่มเติม ในภาพ คิดว่าควรใช้วิกฤตโควิดให้เป็นโอกาสและใช้เทคโนโลยีที่เรามีเครื่องมือต่างๆ มาช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้น” รศ.นพ.กรภัทรกล่าว
รศ.นพ.กรภัทรกล่าวต่อไป ถึงปัญหาผู้มีภาวะเบาหวานผู้ดูแลและบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องพบเจอ กล่าวคือ หลายคนไม่ชอบไปหาหมอ เพราะกลัวจะรู้ว่าเป็น ตอนนี้ประเทศไทยมีคนที่ไม่ได้เข้าสู่กระบวนการคัดกรองจำนวนมาก เมื่อไม่เข้าสู่กระบวนการคัดกรองก็รู้ว่าเป็นเบาหวานช้า
“ในการวินิจฉัย บางครั้งคนไข้มีระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติ แทนที่จะบอกว่าเป็นเบาหวาน กลับบอกว่าสูงนิดเดียวไม่กล้าฟันธงบอกคนไข้ เพราะกลัวเสียใจ ฉะนั้นจะมีกลุ่มคนไข้ที่เป็นเบาหวานไม่รู้ตัว ซึ่งคาดการณ์ว่าอาจจะสูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ผมให้ความสำคัญมากกับการตรวจน้ำตาลหลังอาหารที่สะท้อนว่าร่างกายสามารถย่อยน้ำตาลได้มากน้อยแค่ไหน เวลาที่เราต้องการทดสอบน้ำตาลส่วนใหญ่มักจะอดอาหาร ทำให้การวิเคราะห์เบาหวานคลาดเคลื่อน ปัจจุบันพบว่าไม่ใช่การกินอาหารแบบเดียวกันแล้วจะเป็นแบบเดียวกัน ดังนั้นสิ่งที่เราควรรู้คือ อาหารแบบไหนเหมาะกับเรา จึงต้องมีการตรวจน้ำตาลหลังกินอาหารนั้นๆ
นี่เป็นกุญแจสำคัญที่ผมใช้คัดกรองผู้ป่วยตลอด 20 ปี ถ้าอาหารแบบไหนดีสำหรับเรา ก็กินบ่อยขึ้น ในเวลาที่เหมาะสม ซึ่งอาหารที่ดีประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ คือ 1.ชนิดถูก 2.ปริมาณถูก และ 3.เวลาถูก” อาจารย์แพทย์ศิริราชแนะ

Digital Solution ก้าวสำคัญ กับเทรนด์ใหม่
‘คุมน้ำตาลได้ ไม่ต้องกินยา’
ส่วนประเด็นเรื่องเทคโนโลยี รศ.นพ.กรภัทร มองว่า การมีเครื่องมือที่ช่วยให้คนไข้ได้รู้ตัวเป็นสิ่งสำคัญ คนไข้เรียนรู้ว่าอาหารชนิดไหนดี ก็ต้องมีเครื่องมือในการตรวจ และเมื่อตรวจแล้วน้ำตาลขึ้นหรือลง ก็จะได้เรียนรู้ต่อไปว่าสิ่งนี้เหมาะ หรือไม่เหมาะกับเรา อย่างไรก็ตาม ต้องมีการติดตามผลต่อเนื่อง เครื่องมือจึงจะมีประโยชน์สูงสุด เนื่องจากแต่ละคนมีการตอบสนองต่ออาหารที่ไม่เหมือนกัน
“การที่เรามีเครื่องมือนี้ถือว่าเป็นก้าวที่สำคัญมาก ถ้ามีโอกาสได้ใช้เครื่องมือนี้ ผมเชื่อว่าการควบคุมจะทำได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันมีกลุ่มคนไข้เบาหวานที่อยู่ในระยะเบาหวานสงบ สามารถควบคุมได้โดยไม่ต้องกินยา ในสังคมโลกมีการพูดถึงภาวะนี้กันมากขึ้นนอกจากการดูแลตัวเองส่วนหนึ่งแล้วคือการนำ Digital Solution เข้ามาใช้ร่วมกับการดูแลตัวเองมากขึ้น ในปีหน้าเราจะได้ยินคำนี้กันเยอะขึ้น วงการแพทย์จะให้ความสำคัญว่าคนเป็นเบาหวานไม่กินยาเบาหวานได้ แต่ต้องควบคุมได้ ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ หยุดการกินยาได้ ปัจจุบันเราเริ่มเห็นมากขึ้น โดยเฉพาะการร่วมกับ Digital Solution ร่วมกับการทำ Intermittent Fasting (IF) หรือการกินคีโต หากทำอย่างถูกวิธีสามารถเป็นกลไกควบคุมเบาหวาน ควบคุมน้ำตาลในเลือดจนเข้าสู่ระยะเบาหวานสงบที่ระดับน้ำตาลในเลือดเหมือนคนปกติ คือเคยเป็นเบาหวานแต่วันหนึ่งสามารถหยุดยาเบาหวานได้
ส่วนนี้เองก็เป็นเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า แต่สำหรับประเทศไทยเองต้องใช้เวลาทำความเข้าใจอีกสักระยะ เพราะว่าเราคุ้นเคยกับการใช้ยามานาน การที่จะสร้างความมั่นใจ หรือสร้างกำลังใจให้ตัวเองต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง โดยปัจจุบันมนุษย์มีความรู้ความเข้าใจในยีนแต่เราต้องการให้ Digital Solution มาทำให้ AI เข้าใจในยีนมนุษย์ อนาคตอาจจะสัก 5 ปี เวลาเราไปโรงพยาบาลเราอาจจะสามารถสแกนม่านตาเพื่อรับยาได้เลย แต่ก่อนเราตรวจน้ำตาลปลายนิ้วโดยการเจาะเลือด ซึ่งตอนนี้มีการพัฒนาเทคโนโลยีสแกนม่านตาเพื่อดูเม็ดเลือดที่ม่านตา
ฉะนั้นภายใน 5-10 ปี ในช่วงชีวิตของเรา เราอาจจะเปลี่ยนแปลงการดูแลตัวเองจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ เทคโนโลยีในปัจจุบันสามารถรักษาโรคที่สมัยก่อนไม่สามารถรักษาได้หรือสมัยก่อนทำไม่ได้ Digital Solution จึงเป็นส่วนสำคัญ แต่ก่อนที่เราจะไปถึงการรักษาในอนาคต เราต้องป้องกันก่อนเพราะเป็นสิ่งสำคัญที่เราสามารถทำได้ง่ายที่สุด” รศ.นพ.กรภัทรกล่าว
แอพพลิเคชั่น บูรณาการเฉพาะบุคคล
เชื่อมข้อมูล คุยแพทย์ผ่านสมาร์ทโฟน

ด้าน มร.มิไฮ อีริเมสซู (Mr.Mihai Irimescu) ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ (ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก) แผนกธุรกิจเบาหวาน บริษัท โรช ไดแอกโนสติกส์ ซึ่งมีประสบการณ์การพัฒนาเทคโนโลยีและบริการที่เป็นนวัตกรรมสำหรับผู้ที่มีภาวะเบาหวานมานานกว่า 40 ปี กล่าวถึง Digital Solution เพื่อช่วยจัดการภาวะเบาหวานแบบบูรณาการเฉพาะบุคคล (Integrated Personalized Diabetes Management) ซึ่งเป็นแนวทางดูแลผู้มีภาวะเบาหวาน โดยสามารถใช้แอพพลิเคชั่นนี้ในการเชื่อมต่อและดูข้อมูลเฉพาะบุคคลได้ผ่านสมาร์ทโฟน
“ผู้มีภาวะเบาหวานสามารถติดตามข้อมูลส่วนบุคคลของตัวเองโดยดูจากสมาร์ทโฟนของตัวเองได้ว่าตอนนี้ระดับน้ำตาลเป็นอย่างไร ที่ผ่านมากินอาหารอะไรบ้าง รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งหรือไม่ ออกกำลังกายอะไรบ้าง อารมณ์ของเราเป็นอย่างไร ข้อมูลตรงนี้ยังสามารถแชร์ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ผ่านทางแพลตฟอร์มของบริษัทโรช หมอ พยาบาล หรือผู้ดูแล สามารถปรับเปลี่ยนการรักษาได้อย่างรวดเร็วและมีความเฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการรักษาทั้งยังป้องกันภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ได้ นอกจากนี้ ยังสามารถเข้าถึงบริการอื่นๆ ผ่านทางแอพพลิเคชั่นได้ เช่น Coaching หรือ Nutrition และความรู้อื่นๆ อีกมากมาย คุณสมบัติเหล่านี้จะช่วยให้ผู้มีภาวะเบาหวานมีชีวิตที่ง่ายขึ้น และผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดีขึ้น” มร.มิไฮ อีริเมสซูกล่าว ก่อนย้ำว่า จริงๆ แล้ว คนไทยมีความรู้เกี่ยวกับภาวะเบาหวานเป็นอย่างดี แต่รู้อย่างเดียวไม่พอเราต้องนำความรู้ที่มีไปปฏิบัติเพื่อช่วยให้ชีวิตของเราง่ายขึ้นด้วย สำหรับโรช ไอแอกโนสติกส์ แอพพลิเคชั่น ช่วงที่ผ่านมามีผู้ดาวน์โหลดใช้เพิ่มขึ้นกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ แสดงให้เห็นว่าผู้ที่มีภาวะเบาหวานอยากยกระดับให้ชีวิตง่ายขึ้นด้วย
“เมื่อไปพบแพทย์ เราสามารถส่งข้อมูลที่แอพพลิเคชั่นบันทึกให้แพทย์ได้ทั้งหมด เป็นการช่วยประหยัดเวลาและแพทย์ก็สามารถให้คำแนะนำได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น ถ้าเราต้องการเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตเราสามารถพูดคุยกับแพทย์ผ่านแอพพลิเคชั่นได้เลย ช่วยให้ไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาลบ่อยครั้ง
การมี Digital Solution เป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก แต่ไม่ใช่เทคโนโลยีเท่านั้น แต่การที่เราตระหนักรู้ว่าเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถทำอะไรได้บ้างแล้วนำไปใช้จริงเพื่อทำให้ชีวิตของเราง่ายขึ้นมีความสำคัญอย่างมาก” มร.มิไฮ อีริเมสซู กล่าว
ปิดท้ายที่ ณัฏฐพล ภวไพบูลย์ หรือ เชฟนิค ซึ่งได้แรงบันดาลใจให้หันมาเริ่มทำอาหารเพื่อสุขภาพจากการที่คุณแม่มีภาวะเบาหวาน

“สำหรับผู้ใหญ่เมื่อรู้ว่าเป็นเบาหวานคือความเครียด แม่ผมเครียดมาก ตัวผมเองมีค่าน้ำตาล 106 อนาคตก็มีโอกาสเสี่ยงเป็นเบาหวาน จึงกลับมาดูแลตัวเองเช่นเดียวกัน เมื่อก่อนน้ำหนักอยู่ที่ 125 กิโลกรัม ปัจจุบันออกกำลังกายดูแลตัวเองจนเหลือ 90 กิโลกรัม ตลอดเวลา 5-6 ปี ผมจึงค่อยๆ ศึกษาเกี่ยวกับโรคเบาหวานพยายามปรับความเข้าใจและทัศนคติใหม่ นอกจากนี้ได้ทดลองเริ่มใช้แอพพลิเคชั่นที่ข้อดีคือการที่แอพพลิเคชั่นคอยเก็บข้อมูล เช่น อาหารการกิน หมอสามารถดูประวัติข้อมูลจากส่วนนี้ การไปโรงพยาบาลเพื่อไปรอคิวจึงไม่ได้จำเป็น เราสามารถปรับพฤติกรรมผ่านคำตอบของคุณหมอ” เชฟนิคเล่า
นับเป็นอีกประเด็นสุขภาพน่าสนใจ ในยุคแห่งเทคโนโลยีก้าวล้ำ ดิจิทัลมาแรง เอไอชาญฉลาด ถึงวันที่มนุษยชาติต้องใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกๆ วัน
มัชฌิมา สุวรรณศิริศิลป์

