กลับมาปักหลักอีกครั้งบนถนนราชดำเนินกลาง หน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยาวไปถึงหน้ากระทรวงคมนาคมและหน้า สน.นางเลิ้ง สำหรับ ‘ม็อบชาวนา’ หรือเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทยกว่า 40 จังหวัด นับพันคน ปูเสื่อ กางมุ้ง นั่งตบยุง หลบแดดร้อนจ้า เผชิญฝุ่นพิษ PM2.5 ในเมืองหลวง
ทวงสัญญา เเก้ปัญหาหนี้สินทางการเกษตร กองทุนฟื้นฟูลูกหนี้ธนาคารรัฐ 4 แห่ง ที่ขอให้ผ่านเข้า ครม.เมื่อ 22 มีนาคม 2565 แต่ยังไม่มีความคืบหน้า ทั้งที่ผ่านมาแล้ว 7 เดือน ก้าวสู่เดือนที่ 8
“ถ้าหลัง 16 พฤศจิกายน คุณยังไม่ประชุมกัน เราจะยกป้ายเป็นภาษาฝรั่ง ประจานรัฐบาล”
ชรินทร์ ดวงดารา ที่ปรึกษาและแกนนำเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย (คนท.) เผยในบทสนทนากลางม็อบถึงยุทธศาสตร์สู้อย่างสันติวิธีในช่วงประชุมสุดยอดผู้นำเขตเศรษฐกิจ หรือ ‘เอเปค’ 2022
ก่อนเข้าสู่ประเด็นอื่นใด มาทำความรู้จักชายวัยกลางคน ในฐานะแกนนำวัย 68 ปีที่มีไทม์ไลน์ชีวิตน่าสนใจอย่างยิ่ง
เกิดในครอบครัวชาวนาฉะเชิงเทราที่นับว่า ‘มีอันจะกิน’
จบปริญญาตรีจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อ พ.ศ.2521
เป็นคนเดือนตุลา อยู่ร่วมเป็นประจักษ์พยานในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 เคย ‘เข้าป่า’
ก่อนออกมาเป็น ‘เอ็นจีโอ’ เกือบ 10 ปี แล้วหันเหไปทำงานบริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด ประเมินค่า อสังหาริมทรัพย์ แล้วตัดสินใจลาออกเมื่ออายุ 40 กว่าๆ
ปัจจุบัน ‘ทำนา’ และเคลื่อนไหวเพื่อพี่น้องเกษตรกร
ชรินทร์ ย้อนเล่าถึงวิถีและปากท้องของชาวนาว่ายุคก่อน ‘ยิ่งลักษณ์’ อดีตนายกฯหญิง ข้าวราคา 5,000-6,000 บาทต่อตัน หากมีนาประมาณ 20 ไร่ จะมีรายได้ราว 300,000 เศษๆ พอถึงยุค ‘นายกฯปู’ ได้ 850,000 บาท
“สมัยยิ่งลักษณ์ การทำนา ใช้เงินลงทุนประมาณ 7,000-7,500 บาท ต่อเกวียน ขายได้ 15,000 บาท คือได้เท่าตัว ได้กำไรเบิลก่อนหน้านั้น ข้าวราคา 5,000 บาท แต่ต้นทุน 7,500 บาท สูงสุด 6,000 บาทก็ยังขาดทุน 1,500 บาท เหตุที่เป็นหนี้กันเพราะเหตุนี้
คำถามต่อมาคุณอาจจะถามว่าทำไมชาวนาชาวไร่อยู่เฉย ไม่ทำอะไร มันไม่มีคนนำเขา พอผมมานำเรื่องนี้ โอ้โห คนมามืดฟ้ามัวดิน สมัยก่อนเมื่อ 20 ปีที่แล้วม็อบเป็นหมื่น นี่ธรรมดา ถามว่าวันนี้หายไปไหนหมด ชาวนาเขาก็มีปัญหาเหมือนกัน
เมื่อ 21 ปีที่แล้วที่ม็อบเราเข้ามากัน โห คนกรุงเทพฯยังด่าเราอยู่เลย ขี้เกียจ เป็นหนี้แล้วก็ไม่ใช้หนี้เขา จะให้รัฐบาลช่วยได้อย่างไร แต่ตอนนี้สังคมเข้าใจมากขึ้นว่าปัญหาหนี้สินภาคเกษตรเกิดจากอะไร” ที่ปรึกษาและแกนนำเครือข่ายหนี้สินชาวนาฯเล่า
จากนั้น มาถึงประเด็นปัญหาในวันนี้ ชรินทร์เผยว่า เรื่องนี้พัฒนาไปจากเดิมมาก ไม่ใช่เรื่องนโยบาย แต่เป็นปัญหาการปฏิบัติ ที่ฝ่ายปฏิบัติ ‘ไม่ทำงาน’

7 เดือนที่สูญเปล่า ? คาใจ ไม่ออกแรง
‘เหมือนเอาไซไปดักปลา’
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เข้า ครม.เป็นที่เรียบร้อยตามประสงค์ แต่ตัดภาพมาในวันนี้ กลับยังไม่แฮปปี้เอ็นดิ้ง ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรในมุมมองของชรินทร์
“รูปธรรมคือคราวที่แล้ว ได้ทุกอย่างเรียบร้อย ขั้นต่อมาคือการจัดทำสัญญา ก็ทำร่างสัญญาและให้ชาวบ้าน กองทุน และธนาคารมาเซ็น ซึ่งตรงนี้ไม่ทำ 7 เดือน ซึ่งเรื่องง่ายมาก ทำวันเดียวก็เสร็จ ทำไมคุณไม่ทำกัน ไม่ใช่ทำไม่ได้ แต่ไม่ได้ทำ 7 เดือนไม่ได้ทำอะไรเลย และทุกคนก็ไปวินิจฉัยมติ ครม.ว่าเรื่องนี้ทำได้ไหม เรื่องนั้นทำได้ไหม เช่น ดอกเบี้ย ธ.ก.ส.ก็บอกว่าต้องเก็บ เขาไม่ให้คุณเก็บ แล้วคุณเก็บได้อย่างไร เป็นต้น” ชรินทร์ยกตัวอย่าง
เมื่อถามว่า การเรียกร้องในครั้งนี้ต้องการเร่งรัดในกระบวนการภาคส่วนใด ได้คำตอบว่า หลักๆ อยู่ที่กองทุน และ ธ.ก.ส. ส่วนอีก 3 ธนาคารที่เหลือ คือ ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ไม่ติดใจอะไรทั้งสิ้น
“เพราะฉะนั้นจะเหลือแค่ ธ.ก.ส.กับกองทุน ซึ่งถ้า ธ.ก.ส.ทำเสร็จจบก็ร่างสัญญาได้เลย เรื่องง่ายๆ แค่นี้เอง ใครจะอยากมา มติ ครม.ให้เวลา 3 ปี สำหรับโครงการนี้ นี่สูญเปล่าไปแล้ว 7 เดือน 36 เดือน ไป 7 แล้วก็เหลือ 29 เดือน แล้วคุณทำอย่างนี้ได้ไง เสียโอกาสเยอะมาก และถ้าสมมุติเราทำสัญญาไปแล้ว เริ่มส่งเงินกัน บางคนเขาก็มีกำลังที่จะส่งเพราะเงินต้นเหลือครึ่งเดียว ถ้าส่งได้ 3-5 ปี ก็มีสิทธิเอาโฉนดคืนเขาก็อาจจะได้ นี่ก็สูญเปล่าไป 7 เดือน เข้าเดือนที่ 8” ชรินทร์กล่าว ก่อนเผยยอดผู้ประสบปัญหาทั้งหมด แตะไปที่
52,000 ราย เฉพาะล็อตแรก และประเด็นคือตามโครงการนี้กำหนดไว้ 320,000 ราย
“แค่ล็อตแรก กองทุนก็ยังสำรวจไม่เสร็จ ธ.ก.ส.บอกรอให้กองทุนสำรวจเสร็จก่อน ถามว่ารอเสร็จก่อนได้อย่างไร ทำไมกองทุนยังสำรวจไม่เสร็จ ทำวันละ 100 รายก็จบแล้ว ทำไมถึงทำไม่ได้
ตอนนี้ได้ข้อมูลมา 20,000 ราย ก็เหลืออยู่อีกประมาณ 30,000 ราย ที่เหลืออาจจะไปใช้หนี้แล้ว อาจจะไปปรับโครงสร้างหนี้กับหนี้เดิม ผมถามว่าคำว่าอาจจะ คือยังไม่เจอตัวเขาใช่ไหม ก็เงียบ ซึ่งจะไปเจอได้อย่างไรในเมื่อคุณไม่ลงพื้นที่ เช่น จาก 20,000 คน มี 17,000 คน ที่จะมาเข้าโครงการ และอีก 2,000 คน ไม่ขอเข้า อะไรอย่างนี้เป็นต้น 20,000 คน ที่มารายงานตัวคือคนที่มาจาก 2-3 เครือข่าย เหล่านี้ เพราะฉะนั้นคุณไม่ได้ออกแรงอะไรเลย เหมือนเอาไซไปดักปลา ปลามาเข้าเอง คุณยังไม่ได้ออกแรงเดินไปหาคนเลย เมื่อวานผมซัดเยอะ เขาก็ยอมรับ ผมเลยสรุปให้ ธ.ก.ส.ตั้งเรื่องขอเงินชดเชยรัฐที่ 17,000 รายก่อน ตามที่กองทุนได้ข้อมูลมาว่าใน 17,000 ราย หนี้ 100% เท่าไร ดอกเบี้ยค้างชำระเท่าไร แล้ว คุณจะขอชดเชยเท่าไหร่ คุณทำแค่นี้แล้วเริ่มทำสัญญากันก่อน” ชรินทร์กล่าว

อย่ายื้อ อย่าซื้อเวลา
เรื่องเล็กของใครๆ แต่เรื่องใหญ่ของชาวนา
เมื่อถามว่า ได้ถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรื่องอะไรบ้าง นายชรินทร์กล่าวว่า ถามว่า ‘ไม่ได้ลงพื้นที่กันใช่หรือไม่’ เขาก็ยอมรับ และ ธ.ก.ส.มาตั้งกองทุนต้องเสนอข้อมูลทั้ง 52,000 ราย หมดก่อนถึงเริ่มการร่างสัญญา แล้วข้อเท็จจริงเป็นไปได้หรือไม่ ตนว่าเป็นการ ‘ซื้อเวลา’
“ถ้าพูดกันตามเนื้อผ้า ธ.ก.ส.ก็เสียหาย รัฐก็เสียหาย และถามว่าควรไหม ก็ควร เพราะรัฐต้องรับผิดชอบ หนี้ที่เกิดก็ไม่ใช่ความผิดของชาวบ้าน เป็นความผิดในนโยบายของคุณเอง คุณกำหนดนโยบายแบบนี้ กำหนดว่าต้องทำการเกษตรเพื่อส่งออก แล้วคุณก็ไม่เคยคุ้มครองต้นทุนให้เขา ไม่เคยคุ้มครองราคาขาย ราคาผลผลิตให้เขา ปุ๋ยยาสารเคมีที่เกษตรกรใช้ทุกประเภททั้งนา ไร่ สวน ไม่เคยถูกประกาศให้เป็นสินค้าควบคุม ปล่อยขึ้นลงตามใจชอบ ปีก่อนหน้านี้ปี 2563 ข้าวราคา 6,000 บาทต่อตัน กระสอบละ 600-700 บาท
ปีนี้ข้าวขึ้นมาถึง 7,000-8,000 บาทต่อตัน ปุ๋ยขึ้นเป็นกระสอบละ 1,000 บาท คุณทำอย่างนี้ได้อย่างไร
คนอื่นอาจจะมองเป็นเรื่องเล็ก แต่เป็นเรื่องใหญ่ของพวกเขา และที่สำคัญคือไม่มีความชอบธรรมอะไรเลยที่จะยื้อ ยื้อไปทำไม พวกผมไม่เล่นทางกฎหมาย ถ้าเล่นทางกฎหมายผมฟ้องก็ได้ มติ ครม.ออกมาตั้ง 7 เดือนแล้วคุณไม่ทำอะไรกัน แต่กฎหมายต้องใช้เวลาหลายปี ม็อบดีกว่า” ชรินทร์เปิดใจ
ขีดเส้น ‘พรุ่งนี้’ 16 พฤศจิกาฯ
จี้บอร์ด ธ.ก.ส.จัดให้จบ
ไม่ถามไม่ได้ว่า ขณะนี้เข้าสู่บรรยากาศเอเปค ม็อบจะถอยหรือไม่ หากมีการขอความร่วมมือ
“ถ้าช่วงทำสัญญาเราอาจจะถอยให้ หมายความว่าอาจจะย้ายไปอยู่กระทรวงการคลัง เพราะอยู่ในช่วงเอเปค แต่ถ้าไม่เสร็จก็ไม่ถอย ถอยทำไม คุณจะให้เราถอยคุณก็ต้องทำให้เสร็จ ถ้าเสร็จ เราถอยอยู่แล้ว” ชรินทร์ตอบ
สำหรับความคืบหน้าหลังการประชุมพิจารณาโครงสร้างหนี้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เมื่อบ่ายวันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ชรินทร์ เผยว่า ล่าสุดบอร์ดการประชุม ไม่เก็บในส่วนของดอกเบี้ยใหม่ที่เหลือจากเงินต้นครึ่งหนึ่งตามที่เครือข่ายฯเสนอทุกอย่างแล้ว
“ตอนแรก ธ.ก.ส.จะคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำหรือ MRR -3% ตอนนี้ก็คือไม่มี ซึ่งผมดูแล้วเป็นสัญญาที่ดูโอเค เหลือแค่การเซ็นเอกสาร และอีก 3 ธนาคาร คือ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารออมสิน และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ก็ยึดตามนี้ทั้งหมด ชาวบ้านที่มาพร้อมกัน 100 คน ก็รู้สึกพอใจ” ชรินทร์เผย
เมื่อส่อเค้าจบสวย ถามว่า จะแยกย้ายสลายม็อบเลยหรือไม่ ได้คำตอบว่า ‘ยังไม่กลับ’
“ยังไม่กลับ ต้องเอามตินี้เข้าที่ประชุมบอร์ด ธ.ก.ส.ก่อนถึงมีผลโดยสมบูรณ์ ซึ่งเครือข่ายก็กดดันให้บอร์ด ธ.ก.ส.รีบประชุม โดยตั้งธงให้ไม่เกิน 16 พฤศจิกายน
ถ้าหลัง 16 พฤศจิกายน คุณยังไม่ประชุมกัน เราจะยกป้ายเป็นภาษาฝรั่ง 2 ข้างถนน ประจานรัฐบาล และขยายแนว โดยปักหลักที่เดิม ถ้าบอร์ด ธ.ก.ส.มีมติเห็นชอบตามวันนี้ เราก็จะย้ายไปกระทรวงการคลัง” แกนนำม็อบชาวนายืนยัน
ย้อนถามอีกครั้ง ว่าการประชุมเมื่อศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายนเป็นข้อตกลงในขั้นไหน นายชรินทร์กล่าวว่า อยู่ในคณะทำงาน ซึ่งครบมีทั้งตัวแทนกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงการคลัง ตัวแทนกองทุนฯ ตัวแทนฝ่ายเจ้าหนี้ทรัพย์สินธนาคาร
ถ้าจะมีผลสมบูรณ์ บอร์ดของ ธ.ก.ส.จะต้องเห็นชอบตามที่เคาะกัน ก็เป็นอันจบ
ณัฏฐ์นรี เฮงสาโรชัย

