สืบเนื่องจากกรณีที่มีการถกเถียงกันผ่านทางสื่อต่างๆและโซเซียลมีเดียในประเด็น “การทำนา” ของชาวนาไทยว่าทำไมทำแล้วถึงไม่พอกิน ท่ามกลางปัญหาราคาข้าวที่ตกต่ำมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
จนข้อถกเถียงมากมายถูกพูดผ่านกันไปมาจนลุกลามกลายเป็น “ดราม่า” ในที่สุด
อย่างไรก็ตามท่ามกลางคำอธิบายในโลกเสมือนจริงกลับไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนว่า ทุกวันนี้ชาวนามีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร
ทำนากันอย่างไร รวมไปถึงที่ผ่านมานโยบายต่างๆ ของรัฐสามารถช่วยเหลือพวกเขาได้จริงหรือไม่
สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุให้ทาง “มติชน” ตัดสินใจลงพื้นที่จังหวัดอ่างทอง เพื่อปอกเปลือกลอกชีวิต เล่าทุกอย่างผ่านความคิดของ “ชาวนา” ที่อยากอธิบายให้เห็นถึงความเป็นจริงที่พวกเขาต้องเผชิญมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
นัดพบกับ ทรงยศ มะกรูดทอง อดีตกำนันตำบลเทวราช บริเวณศาลาเล็กๆ แห่งหนึ่ง ในวันที่ฟ้าเปิดและแดดแรง กลางเดือนพฤศจิกายน
ในวัย 62 ปี เขาเริ่มต้นทักทายอย่างเป็นกันเองด้วยเสียงอันดังและท่าทีที่แข็งขัน ก่อนที่จะเริ่มต้นเล่าถึงการใช้ชีวิตการทำนาในวัยเยาว์

“ตั้งแต่จำความได้บรรพบุรุษที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ก็ทำนามาโดยตลอด สิ่งที่ได้สัมผัสเริ่มแรกคือการทำนากับแรงงานคนและแรงงานควาย ทำเฉพาะนาปี ไถและหว่านรอฝน ใช้เคียวในการเกี่ยว มีการลงแขกช่วยเหลือกันทำนา โดยถือว่าเป็นความสามัคคีของหมู่ชาวนาด้วยกัน
“ส่วนการเกี่ยว การหาบ หรือการมัดฟ่อนในสมัยนั้นจะมีการใช้สีฝัด โดยก่อนสีก็จะมีการนวดโดยใช้ควายย่ำ เพราะแต่ละบ้านก็มีควายอยู่แล้ว ก็เอาแรงควายมาเดินย่ำ 3-4 ตัว เดินวนจนกว่าข้าวจะแตก หลังจากนั้นชาวนาด้วยกันก็จะใช้คันฉายช่วยกันสงฟางออกจากเมล็ดข้าว”
ทรงยศเล่าต่อว่า หลังจากนั้นก็จะนำเมล็ดข้าวที่ได้มาฝัดเพื่อที่จะให้เป็นเมล็ดที่ออกมา เมล็ดใดที่ลีบหรือไม่สวยก็กระเด็นออกไปตามแกลบตามฟาง เสร็จแล้วก็จะเอาตากตามลานวัดเพื่อเตรียมจะเอาไปสี โดยสมัยก่อนก็จะมีโรงสีเล็กๆ ตามชนบท หรือโรงสีใหญ่ๆ หรือในตัวจังหวัด หรือตัวอำเภอ
“สมัยนั้นไปสีข้าวแทบไม่ต้องเสียเงิน เพราะโรงสีจะเอาปลายข้าว รำ หรือแกลบไปขายเท่านั้น ค่าใช้จ่ายจึงแทบจะไม่มีเลย มีเฉพาะค่าอาหารที่ให้แก่เพื่อนชาวนาที่มาช่วยกัน เก็บเกี่ยว นวดข้าว รูดข้าว ตากข้าว เท่านั้นเอง
“ส่วนเมล็ดที่ไม่ได้เอาไปสีก็เก็บไว้ในยุ้งฉาง โดยสมัยก่อนแทบทุกหลังคาเรือนจะมียุ้งฉางกันหมด จากนั้นจะมีพ่อค้าคนกลางที่เรียกว่า เจ๊กซื้อข้าว เพราะโดยมากจะเป็นคนจีน ขี่รถเครื่องมาตามยุ้งฉางเพื่อที่จะซื้อข้าว” เขาเล่า ก่อนที่จะเสริมว่าการเรียกราคาในสมัยก่อนชาวนาจะเป็นคนตั้งราคาขึ้นมาเอง โดยส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 300-500 บาท สูงสุดก็ 700 บาท
นั่นคือ “ความทรงจำ” ในวัยเยาว์ของทรงยศ
อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคสมัยของเครื่องจักรและการปลูกข้าวเพื่อส่งออก ได้ทำให้เครื่องจักร ปุ๋ย และยาต่างๆ ทยอยเข้ามา โดยสิ่งเหล่านี้ได้แปรเปลี่ยนวิถีชีวิตของชาวนาให้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ทรงยศกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทุกคนล้วนอยากหาผลประโยชน์จากชาวนา ทำให้ชาวนาตั้งตัวไม่ติดและหลงทางกันบ่อยครั้ง อีกทั้งนโยบายต่างๆ ของรัฐเองก็ไม่ได้ทำให้เกิดผลดีในระยะยาว
“สถานการณ์ราคาข้าวที่ตกลงมาฮวบฮาบ สวนทางกับต้นทุนในการทำนาที่สูงขึ้นทุกวัน ทำให้เห็นว่าเรามาผิดทาง อย่างนโยบายจำนำยุ้งฉางที่ออกมาช่วยทุกวันนี้เป็นการช่วยเกษตรกรในบางพื้นที่เท่านั้น และไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน” ทรงยศกล่าว
ส่วนตัวเขาเองมองว่า สิ่งที่อยากเรียกร้องรัฐบาลในตอนนี้นอกจากเรื่องราคาข้าวแล้ว คือ เรื่องโรงสี เพราะเขาเห็นว่ากลไกสำคัญที่มีผลต่อชาวนามากที่สุด เรียกได้ว่า “จะเป็นจะตายอยู่ที่โรงสี”
“สิ่งที่เราเจอบางครั้งคือ เกี่ยวข้าวเอาไปให้รอบแรกบอกว่าข้าวสวยไม่เจอความชื้น พอเกี่ยวไปอีกรอบในวันเดียวกันตอน 11 โมง กลับบอกว่ามีความชื้น คือมันเป็นไปไม่ได้ น้ำค้างลงตอนเที่ยงอย่างนั้นเหรอ” เขากล่าวอย่างจริงจัง
“นี่คือสิ่งที่เราทำอะไรไม่ได้ จึงอยากจะให้รัฐบาลดูเรื่องโรงสีและต้นทุนในการทำนา โดยไม่ต้องเอาเรื่องข้าวโพดมาเสริมในอ่างทอง เพราะพื้นที่ตรงนี้มันปลูกข้าวโพดไม่ได้” ทรงยศกล่าวทิ้งท้าย

เดินทางจากบริเวณดังกล่าวไม่ไกลนักได้ สมนึก ดวงประทีป ชาวนาในวัย 47 ปี พาชวนคุยถึงเรื่อง “หนี้” หนึ่งคำที่เสมือนเป็นส่วนหนึ่งของชาวนาอยู่เสมอ
“ผมเรียนจบแค่ ป.6 พ่อแม่มีอาชีพทำนา สมัยนั้นยังใช้ควายไถนา ก็ช่วยพ่อทำนามาเรื่อยๆ จนสุดท้ายก่อนพ่อจะเสียชีวิตก็ขายนาทั้งหมดใช้หนี้ ธ.ก.ส. แต่ก็ยังไม่หมดเพราะสุดท้ายแม่บอกว่าไม่มีสมบัติอะไรยกให้ มีแต่บ้าน พร้อมด้วยหนี้อีก 200,000 บาท
“ในวันนั้นผมจึงได้สมบัติชิ้นแรกในชีวิตนั่นก็คือบ้าน พร้อมด้วยหนี้ก้อนแรกในชีวิตด้วย” สมนึกเล่าพร้อมหัวเราะเฝื่อนๆ

ก่อนที่เขาจะอธิบายว่า นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่า “หนี้ผูกพัน” อันเป็นหนี้ที่ชาวนาส่วนใหญ่เผชิญกันมากที่สุด
สมนึกอธิบายต่อว่า ในระยะหลังกระแสการศึกษามาแรงมาก ชาวนาทุกคนต่างไม่อยากให้ลูกลำบากเหมือนกับที่ตัวเอง ดังนั้นจึงพยายามหาเงินส่งเสียให้ลูกได้เรียนดีๆ อย่างตัวเขาเองมีรายจ่ายต้องส่งลูก 2 คนเรียนปริญญาตรีเดือนละ 20,000 บาท ที่ต้องหาให้ได้
“อย่างผมเองก็เช่าที่ทำนา ถ้าครบปีก็ต้องหาเงินไปให้ ตอนที่แล้งไม่มีน้ำทำนาแต่สิ่งที่ต้องทำคือจ่ายค่าเช่า บางรายใจดีไม่เอาเงิน แต่บางรายก็ไม่ได้ต้องหามาจ่าย ดังนั้นถ้าไม่ได้ทำนาผมก็จะเข้ากรุงเทพฯ ไปรับเหมางานต่อเติม เพราะเราต้องหาเงินให้ได้ ต้องส่งลูกเรียน” สมนึกกล่าว
สมนึกอธิบายว่า ช่วง 2 ปีที่เจอภัยแล้งชาวนาเป็นหนี้กันมาก ในขณะที่ตัวเขาสามารถดิ้นรนไปทำงานที่กรุงเทพฯได้ แต่คนที่ไม่สามารถที่ทำได้ พอทำนารอบใหม่ก็ต้องมาหากู้เงินมาลงทุนใหม่
“มันเป็นสถานการณ์ที่หนี้เก่าก็ไม่ได้ลด หนี้ใหม่ก็มาเพิ่ม แค่ไม่กี่เดือนก็มีรายจ่ายเข้ามาแล้ว มีลูกที่ต้องส่งเรียน เงินที่เตรียมไว้เพื่อลงทุนก็ไปกับลูกแล้ว นี่เป็นชีวิตของชาวนาที่เป็นหนี้”
ปิดท้ายด้วยการพูดคุยกับ สมชาย คล้ายโตนด ในวัย 62 ปี เมื่อไถ่ถามถึงสถานการณ์ราคาข้าวในปัจจุบัน เขานิ่งไปเล็กน้อยก่อนที่จะบอกว่า ชีวิตในช่วงนี้เขาไม่กล้าที่จะออกไปไหน ไม่กล้าที่จะไปเยี่ยมญาติๆ ในต่างจังหวัด เพราะอายที่ไม่มีเงิน
“ผมอายนะถ้าจะไปหาพวกเขามือเปล่า ขนาดแค่ค่าเดินทางยังแทบจะไม่มีเลย” สมชายเล่าเสียงเศร้าก่อนเสริมว่า “ตอนนี้ก็ใช้ชีวิตเหมือนเต่าในกระดองนั่นแหละ หดหัว ไม่ไปไหน” พร้อมหัวเราะกลบเกลื่อนความรู้สึก

สมชายเล่าอีกว่า ทุกวันนี้มีค่าใช้จ่ายในการทำนาสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ทำอย่างอื่นไม่ได้เพราะเป็นลูกชาวนา ถ้าไม่ทำนาก็ไม่รู้จะเอาอะไรกิน ชีวิตการเป็นชาวนาในพื้นที่จริงๆ นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนอย่างที่คนกรุงเข้าใจ เพราะชาวนาหลายคนไม่ได้มีต้นทุนชีวิตที่ดี ไม่ได้มีที่นาเป็นของตัวเอง ดังนั้นจะเป็นเหมือนที่คิดกันก็คงไม่ใช่
“เราต้องทำนาเลี้ยงชีพทุกปี คิดดูมาวันหนึ่งจะลงมือเกี่ยวน้ำท่วมตูมเราก็หมดแล้ว ทุนในการทำนาก็ต้องกู้ มาอีกปีเจอภัยแล้ง มาวันนี้ก็เจอราคาตกต่ำอีก”
สมชายบอกอีกว่า สิ่งที่ชาวนาคนหนึ่งอยากเรียกร้องคือ อยากให้รัฐบาลช่วยพยุงราคามาให้ถึง 8,000 บาท เพราะอย่างน้อยก็ทำให้อยู่ได้ พอใช้หนี้ใช้สิน พอค่าเช่า พอได้กินได้ใช้บ้าง ตอนนี้ขอให้รัฐบาลช่วยแค่นี้ก่อนไม่มีมากไปกว่านี้
“ถ้าราคายังอยู่แบบนี้เราแทบไม่เหลืออะไรเลย ทุกวันนี้เห็นข้าวก็แทบไม่อยากเกี่ยว เพราะว่ารู้ว่าเกี่ยวไปก็ไม่รู้ว่าจะขาดทุนไหม” แต่ถึงอย่างไรก่อนที่เขาจะขี่มอเตอร์ไซค์จากไป สมชายบอกว่า เขายังคงมีความหวังในการทำนาอยู่เสมอ
เช่นเดียวกับทั้งสองคนก่อนหน้านี้ ที่ทั้งหมดต่างยืนยันว่าจะทำนาไปตลอดชีวิต
ไม่ว่าจะดีหรือร้ายก็ตาม


