นับเป็นดินแดนเปี่ยมเสน่ห์ไม่เคยเสื่อมคลาย สำหรับแผ่นดินอีสานอันมากมายด้วยสีสันทางวัฒนธรรม ร่องรอยแห่งอารยะแต่ครั้งอดีตกาลที่ส่งต่อสู่มรดกของชาติในวันนี้ เชื้อเชิญให้ผู้คนมากมายเดินทางไปเยี่ยมเยือนทั้งโบราณสถานเลื่องชื่อ จนถึงตลาดร้านรวงที่ฉายภาพวิถีชีวิตของชาวบ้านริมแม่น้ำโขงอันอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ขุนเขายิ่งใหญ่ตระหง่านนับล้านปีก่อนก่อเกิดชุมชนดึกดำบรรพ์ กระทั่งก่อร่างสร้างเมืองจนรุ่งโรจน์มาถึงทุกวันนี้
ชวนให้พลิกปฏิทิน หมุนเข็มนาฬิกาเช็กอินบนไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์อันยาวนานสู่ห้วงเวลาร่วมสมัย

ไต่‘ภูพระบาท’ สู่แลนด์มาร์ก‘หอนางอุสา’
เปิดพระเจ้าเลียบโลกกราบพระพุทธบาทบัวบก
เริ่มต้นที่ อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ซึ่งตั้งอยู่บนส่วนหนึ่งของเทือกเขาภูพาน ในอำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี รายล้อมด้วยป่าโปร่ง ปกคลุมด้วยพืชพันธุ์ธรรมชาติประเภทไม้เนื้อแข็ง งดงามแปลกตาด้วยประดิษฐกรรมที่รังสรรค์โดยธรรมชาติ กัดกร่อนหินทรายให้กลายเป็นประติมากรรมล้ำค่า อีกทั้งสถาปัตยกรรมน้อยใหญ่ที่ปรากฏหลักฐานการดำรงอยู่ของมนุษย์ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ไม่น้อยกว่า 3,000 ปีที่แล้ว
ภาพเขียนสีสะกดสายตา ปรากฏมากกว่า 54 แห่ง เพิงหินถูกดัดแปลงให้เป็นศาสนสถานของผู้คนในวัฒนธรรมทวารวดี เมื่อครั้งศาสนาพุทธเผยแผ่มาถึงดินแดนแห่งนี้ สืบเนื่องมาถึงวัฒนธรรมเขมร ล้านช้าง และยุคต่อมา สะท้อนพัฒนาการทางสังคมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ไม่เพียงเท่านั้น ยังผูกโยงความเชื่อกับนิทานพื้นบ้านอย่าง ‘ท้าวบารส–นางอุสา’ จินตนาการเป็นฉากสำคัญ พร้อมตั้งชื่ออันสอดคล้อง เพิ่มอรรถรสในทุกก้าวย่างของการย่ำเท้าบนเส้นทางได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น ‘หอนางอุสา’ ที่กลายเป็นภาพจำเมื่อเอ่ยถึงภูพระบาท โดดเด่นด้วยโขดหินคล้ายอาคารมีหลังคา บ้างก็ว่าเหมือนรูปเห็ดที่งอกเงยขึ้นบนลานหินโล่งกว้าง ก่อนถูกดัดแปลงเป็นสถานที่ประกอบพิธีทางพุทธศาสนาโดยผู้คนที่มีชีวิตอยู่ในยุคทวารวดีเมื่อกว่าพันปีมาแล้ว
ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน ยังมีเพิงหินเตี้ยๆ ที่ปรากฏภาพสลักพระพุทธรูปขนาดใหญ่ปางสมาธิประทับนั่งอยู่ในซุ้มหน้าบัน, พระพุทธรูปยืนขนาดเล็กยืนเรียงกัน 6 องค์ และพระพุทธรูปปางต่างๆ เรียงรายอยู่ทั่วทั้งผนัง จึงถูกเรียกอย่างเรียบง่ายว่า ‘ถ้ำพระ’

ไม่เพียงเท่านั้น บนอีกเพิงหินธรรมชาติที่เรียกกันต่อมาว่า ‘ถ้ำมือแดง–ถ้ำช้าง’ ยังพบภาพเขียนสีของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่สร้างผลงานให้คนรุ่นหลังต้องวิเคราะห์ตีความ รูปเส้นหยัก รูปสัตว์คล้ายช้าง และรูปเชิงนามธรรมที่ยังเป็นปริศนา ส่งเสียงเรียกให้เพ่งพินิจพิจารณา ไขปมลับของบรรพชนที่ไม่มีคำเฉลย
อีกหนึ่งพิกัดสำคัญที่ไม่อาจพลาดได้ คือ ‘พระพุทธบาทบัวบก’ รอยพระพุทธบาทมีลักษณะเป็นแอ่งลึกราว 60 เซนติเมตร ครอบด้วยพระธาตุเจดีย์ ทรงบัวเหลี่ยมคล้ายองค์พระธาตุพนม ตั้งอยู่บนภูพระบาทเฉกเช่นเดียวกัน ตามประวัติมีอยู่ว่า แต่เดิมมี ‘อุบมง’ (มณฑป) ขนาดเล็กสร้างครอบพระพุทธบาทไว้ ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2463 พระอาจารย์สีทัตถ์ สุวรรณมาโจ ได้ธุดงค์มาพบจึงได้ปฏิสังขรณ์สร้างพระธาตุครอบใหม่จนแล้วเสร็จในอีก 14 ปีต่อมา คือ พ.ศ.2476 ดังปรากฏในปัจจุบัน
ครั้นเปิดตำนาน ‘พระเจ้าเลียบโลก’ มีเรื่องราวเล่าขานว่า พระพุทธองค์ได้เสด็จมาปราบนาคสองพี่น้องที่ภูกูเวียน (ภูพระบาท) เมื่อนาคทั้งสองพ่ายแพ้แล้ว ได้ทูลขอให้พระพุทธองค์ประทับรอยพระบาทไว้ 2 แห่ง คือ รอยพระพุทธบาทบัวบกแห่งนี้ และรอยพระพุทธบาทบัวบานอีกแห่งหนึ่ง
ไหว้สาพระเจ้าองค์ตื้อ สักการะหลวงพ่อพระใส
ยล ‘พระธาตุหนองคาย’ กลางน้ำโขง
จากบ้านผือ อุดรธานี ลัดเลาะสู่อำเภอท่าบ่อ แห่งหนองคายที่มี ‘พระเจ้าองค์ตื้อ’ พระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัยขนาดใหญ่ เป็นหนึ่งในสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ประดิษฐานในพระอุโบสถ วัดศรีชมภูองค์ตื้อ อารามสำคัญที่ สมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช แห่งล้านช้างโปรดให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2105
ก้มกราบสักการะด้วยศรัทธาแน่วแน่ แล้วเช็กโลเกชั่นยังอำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย เยือน ‘หอพระแก้ว (เดิม)’ ในหน่วยเรือรักษาความสงบตามลำแม่น้ำโขงเขตหนองคาย สังกัดกองทัพเรือ ฟังเรื่องเล่าหลังเสร็จศึกคราวสงครามกรุงธนบุรี–เวียงจันทน์ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานไว้ที่นี่ ก่อนอัญเชิญไปประดิษฐานยังกรุงธนบุรี จึงนับเป็นหนึ่งในจุดเช็กอินประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่ง
เช่นเดียวกับ ‘พระธาตุหนองคาย’ หรือที่ชาวบ้านเคยเรียกขานว่า ‘พระธาตุหล้าหนอง’ โบราณสถานล้ำค่าที่เคยปรักหักพังกลางลำน้ำโขง โดยเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุฝ่าพระบาทเก้าพระองค์ตามตำนานอุรังคธาตุ หรือตำนานพระธาตุพนม องค์พระธาตุ ฐานกว้างด้านละ 17.2 เมตร ย่อมุมที่ฐานและมีความสูงประมาณ 28.5 เมตร หักออกเป็น 3 ท่อน สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างในราวพุทธศตวรรษที่ 20-22
อีกวัดคู่บ้านคู่เมืองของหนองคายที่ต้องไปเช็กอิน คือ ‘วัดโพธิ์ชัย’ กราบสักการะ ‘หลวงพ่อพระใส’ พระพุทธรูปศิลปะแบบล้านช้าง พร้อมฟังตำนานการสร้างและการอัญเชิญพระพุทธรูป 3 พี่น้อง คือ พระสุก พระเสริม และพระใส จากนครหลวงเวียงจันทน์สู่แผ่นดินสยาม

สบตา‘อนุสาวรีย์ปราบฮ่อ’ ท่องตลาดท่าเสด็จ
กดชัตเตอร์ตึกวินเทจ ประนมกร‘พระธาตุบังพวน’
จากประวัติศาสตร์ยุคโบราณ และต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ขยับลงมาถึงเหตุการณ์สมัยรัชกาลที่ 5 เมื่ออยู่เบื้องหน้า ‘อนุสาวรีย์ปราบฮ่อ’ ซึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อเทิดทูนวีรกรรมของผู้สละชีพในการปราบฮ่อเมื่อ ร.ศ.105 ตรงกับพุทธศักราช 2429 โดย กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม มีรับสั่งให้สร้างอนุสาวรีย์ไว้ที่เมืองหนองคายเพื่อบรรจุอัฐิของผู้เสียชีวิตจากเหตุดังกล่าว เดิมตั้งอยู่ที่หลังสถานีตำรวจภูธร จังหวัดหนองคาย ต่อมาใน พ.ศ.2492 ทางจังหวัดได้รับงบประมาณปรับปรุงอนุสาวรีย์ให้สง่างามสมเกียรติ จึงย้ายมาสร้างใหม่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัด โดยจดจารคำจารึก 4 ทิศ 4 ภาษา ทั้งไทย จีน ลาว และอังกฤษ
ตัดภาพมายังชีวิตผู้คนปัจจุบัน ซึ่งมี ตลาดท่าเสด็จ เป็นแหล่งซื้อขายของกินเครื่องใช้และสินค้านานาชนิด สะท้อนภาพชีวิตชาวหนองคายผ่านสินค้าพื้นเมือง ของสด ของแห้ง จนถึงโอท็อปและของที่ระลึก
กวาดสายตามองทัศนียภาพโดยรอบ ยังมองเห็นตึกแถวเก่าแก่ที่ถูกสร้างขึ้นภายใต้อิทธิพลศิลปะตะวันตก กดชัตเตอร์บันทึกความทรงจำในบรรยากาศวินเทจที่เหลื่อมซ้อนกับความล้ำสมัยในปัจจุบันกาล
ก่อนปิดท้ายที่ วัดพระธาตุบังพวน พระธาตุเจดีย์เก่าแก่อันเป็นส่วนหนึ่งของ ‘สัตตมหาสถาน’ ซึ่งนักโบราณคดีเชื่อว่าพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช แห่งล้านช้างทรงได้แรงบันดาลใจมาจากวัดมหาโพธาราม แห่งเมืองเชียงใหม่ในคราวที่เสด็จไปครองล้านนา จึงโปรดให้สร้างพระธาตุบังพวนขึ้นเมื่อ พ.ศ.2109 เมื่อย้ายเมืองหลวงไปยังเวียงจันทน์
นี่คือเส้นทางเช็กอินที่พลาดไม่ได้ในถิ่นอีสาน ท่ามกลางอุณหภูมิเย็นสบายในบรรยากาศแห่งความสุขบนฤดูกาลสุดท้ายของปี
***********
ทัวร์ เช็กอินถิ่นอีสาน…ท่องตำนานริมฝั่งโขง
อุดรธานี–หนองคาย โดยมติชนอคาเดมี
26-27 พฤศจิกายนนี้ (2 วัน 1 คืน)
นำชมโดย รองศาสตราจารย์ ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล
นักประวัติศาสตร์ชื่อดัง
อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ ม.รามคำแหง
เจ้าของผลงานหนังสืออันลือลั่นของสำนักพิมพ์มติชน
‘พระศรีสรรเพชญ์ ไม่ถูกไฟเผาลอกทอง ตอนกรุงแตก’
ราคา 15,900 บาท
เดินทางด้วยสายการบินไทยสมายล์ทั้งไปและกลับ
พักยังโรงแรมอมันตา โฮเทล หนองคาย (หรือเทียบเท่า)
จองทริป–สอบถามเพิ่มเติมโทร 0-2954-3977
พรรณราย เรือนอินทร์

